top of page

เรื่องเล่า จาก“แบงก์ 1,000 บาท”

  • พจีพิไล
  • 25 พ.ย. 2568
  • ยาว 2 นาที

จดหมายจาก“พจีพิไล” ฉบับที่ 4

พจีพิไล



หมอเคยอ่านเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งจาก โพสต์ของ NoName.com ซึ่งงดงามและทรงพลังมาก

อาจารย์ยกธนบัตร 1,000 บาทขึ้นมา แล้วถามนักเรียนว่า “ใครอยากได้แบงก์นี้บ้าง?”

นักเรียนทั้งห้องพากันยกมือ

จากนั้นอาจารย์ขยำธนบัตรใบนั้นจนยับยู่ยี่ แล้วถามอีกว่า

“ใครยังอยากได้แบงก์นี้บ้าง?”

นักเรียนก็ยังคงยกมือ

อาจารย์ไม่หยุดเพียงเท่านั้น แต่เหยียบธนบัตรให้ตกน้ำ เปื้อนดิน เต็มไปด้วยฝุ่น แล้วถามอีกครั้ง

“ใครยังอยากได้แบงก์นี้อยู่หรือไม่?”

นักเรียนก็ยังคงยกมือทั้งห้อง


ความหมายคืออะไร?

คุณค่าแท้จริงของแบงก์ 1,000 บาทไม่ได้ลดลงเลย แม้มันจะถูกขยำ ถูกเหยียบย่ำ ถูกทำให้สกปรก คุณค่าของมันยังคงเท่าเดิม


มนุษย์เราก็เหมือนกัน

ไม่ว่าจะผ่านอุปสรรค ความผิดพลาด หรือความเจ็บปวดใดๆในชีวิต คุณค่าในตัวเราก็ยังคงเดิม ไม่เคยหายไป


Mindset ที่เปลี่ยนชีวิต

ผู้ป่วยที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งเล่าให้หมอฟังอย่างเศร้าๆว่า

“พี่เป็นม่ายแล้วนะหมอ แถมมีลูกติดด้วย ผู้ชายดีๆ ที่ไหนจะมาสนใจพี่”

เธอมองตัวเองเหมือนธนบัตรที่ถูกขยำจนยับจนหมดคุณค่า


หมอตอบว่า No! คุณพี่เข้าใจผิด คุณค่ายังคงอยู่ครบและยิ่งเพิ่มมากขึ้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ

ผู้หญิงธรรมดา = มีค่า 1,000

   • ผ่านการแต่งงาน = มีค่า 10,000

   • ผ่านการหย่าร้างและเรียนรู้ = มีค่า 100,000

   • และเมื่อเป็นแม่… ความเป็น “แม่” นั้น ประเมินค่าไม่ได้เลย


เราคุยกัน ปรับทัศนคติ แลกเปลี่ยนมุมมอง จนเธอกลับมาภูมิใจในความเป็นตัวเองอีกครั้ง

วันนั้น หมอเห็นตาเธอเริ่มที่จะเปล่งประกาย ก่อนที่จากกัน จำได้ว่า เธอหันมายิ้มให้ด้วยรอยยิ้มที่งดงามทรงเสน่ห์

ไม่นานนักหลังจากนั้น หมอก็ได้รับโทรศัพท์ว่า “หมอคะ พี่จะเอาการ์ดแต่งงานไปเชิญหมอนะคะ”


ในปัจจุบัน คนไข้เก่าคนนี้มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ mindset ของเธอเปลี่ยนไปแล้ว จากแต่เดิมที่เป็น mindset ของความเป็นผู้แพ้


6 นิสัยแห่งการเมตตาต่อตนเอง

หมออยากชวนให้ฝึก 6 นิสัยแห่งความเมตตาในการดูแลใจตนเองให้เบิกบาน


1. เข้าใจตัวเอง

คุยกับตัวเองให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าในชีวิตวันนี้

เราต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร

โดยกล้าพอที่จะมองความเป็นจริงของชีวิตปัจจุบัน ทั้งด้านแสงและด้านเงาของชีวิต

ยอมรับความเป็นจริงอย่างภาคภูมิ


2. ปลอบใจตัวเอง

พูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยน

…ไม่เป็นไร… ไม่มีอะไรคงที่ เดี๋ยวมันก็จะผ่านพ้น

จะเปลี่ยนแปลง

ใจเย็นๆ ค่อยๆ คิด เราจะพยายามทำให้ทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น”


3. รับฟังตัวเอง

หมอเรียกว่าเมตตาตัวเอง

อย่ามองข้ามสัญญานที่ร่างกายส่งเตือนเรา

เช่น “ง่วง” ร่างกายกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาพักผ่อน

แต่สิ่งที่เรามักทำกลับตรงกันข้าม คือ ดื่มกาแฟ เพื่อฝืนให้อยู่ต่อ ซึ่งเป็นการทำลายสุขภาพ ทำร้ายตนเองโดยไม่รู้ตัว

ส่งผลร้ายคือทำให้เราสะสมความเหนื่อยล้า ที่จะกลายเป็นความเครียด และ#บั่นทอนสุขภาพในระยะยาว

การรับฟังตัวเองด้วยการฟังเสียงเล็ก ๆ ของกายใจ

เวลาง่วงก็พัก หิวก็กิน เวลาป่วยก็ไม่ฝืน พักและพิจารณาว่าควรไหมที่จะปรึกษาแพทย์

สรุปว่า “ฟังเสียงอุทรจากกายและจากใจตัวเอง”


4. ให้กำลังใจตัวเอง

ด้วยการถามว่า “เราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง?” ถ้าใช่ ก็บอกตัวเองดัง ๆ ว่า“เก่งมาก ดีมาก”

ใครจะคิดหรือมองอย่างไรก็ไม่เป็นไร วางใจเป็นอุเบกขา


5. ให้อภัยตัวเอง

ให้อภัยคนอื่นว่ายากแล้ว แต่ให้อภัยตัวเองกลับยากยิ่งกว่า…ลองบอกกับตัวเองว่า:

เมื่อวัยรุ่น เราอาจเคยตัดสินใจทำอะไรที่ผิดพลาด เพราะตอนนั้นเราคิดได้เพียงเท่านั้น

เพราะประสบการณ์ชีวิตยังน้อยนิด วุฒิภาวะไม่เหมือนเราเมื่ออายุ 50 ปี ความผิดพลาดในวัยโน้น ไม่ได้ทำให้เราหมดคุณค่าในวันนี้

ทำความเข้าใจกับตัวเองว่า ไม่มีใครที่ไม่เคยผิดพลาด

วันนี้เราก็ยังมีผิดพลาดบ้าง

และในอนาคตเราก็ยังคงพลาดบ้าง

ความผิดพลาด

เป็นเรื่องปกติ เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเติบโตในชีวิต


6. กล้าที่จะถูกเกลียด (วางใจให้เป็นอุเบกขา)

บ่อยครั้ง เราฝืนใจตนเองเพื่อความพอใจของคนอื่น หรือเพราะกลัวคนนั้นคนนี้จะเกลียด

เช่น มีเพื่อนมาขอยืมเงิน 3 แสนบาท เราลำบากใจไม่อยากจะให้ แต่จำยอมเพราะกลัวเสียเพื่อน

ผลคือเครียดจนนอนไม่หลับ

เป็นบทเรียนให้วางใจเป็นกลางและถามตัวเองว่า

 “เราสบายใจที่จะให้ไหม คุ้มไหมที่จะฝืนใจ กล้าไหมที่จะถูกเกลียด”


มีงานวิจัย ของมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ที่ใช้เวลาเวลาถึง 75 ปี

เป็นการศึกษาที่ยาวนานที่สุดในโลก

งานวิจัยนี้ติดตามชีวิตเด็กหนุ่ม 724 คน นานไปจน 75 ปี เพื่อค้นว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริงของมนุษย์

โดยแบ่งเด็กหนุ่มเหล่านี้

ออกเป็นสองกลุ่ม

   • กลุ่มแรก: เป็นนักศึกษาปี 2 ของมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด

   • กลุ่มที่สอง: เด็กยากจน ถูกเลี้ยงดูเติบโตตามมีตามเกิด


ผลของงานวิจัยนี้เมื่อประกาศสู่สาธารณะชนเป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง คือ:

ทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง ยศฐาบรรดาศักดิ์ คฤหาสน์หรู

ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง

สิ่งที่เป็นความสุขที่แท้จริงของมนุษย์คือ

“ความสัมพันธ์ที่ดี”

ความสัมพันธ์ที่ดีต่อตนเอง และผู้อื่น


งานวิจัยมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

ศึกษาชีวิตเด็กที่เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยว และเด็กที่โตมากับครอบครัวพ่อแม่ครบถ้วน

ผล ของงานวิจัยพบว่า

: เด็กที่เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่ได้มีปัญหาจิตใจ หรือพฤติกรรมผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับครอบครัวที่พ่อแม่อยู่ด้วยกัน

ตรงกันข้าม เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่หมดรักกันแล้ว ทะเลาะ กันอย่าง รุนแรง ตลอดเวลา หรืออยู่ด้วยกันอย่างเงียบเฉย เย็นชา พยายาม ”อดทน“ อยู่ด้วยกัน “เพื่อลูก”

พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีปัญหาทางใจเกือบ 100%


บทเรียนสำคัญ:

กรุณาอย่าตีตราเด็กว่า “มีปัญหา” เพียงเพราะเติบโตมากับพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว

สิ่งที่ทำร้ายจิตใจจริง ๆ คือบ้านที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและปราศจากความรัก


เมื่อแพทย์เรียนรู้จากน้ำตาผู้ป่วย….

การดูแลผู้ป่วยซึมเศร้า ไม่ใช่เพียง “การรักษาอาการ” แต่คือ “การเรียนรู้ชีวิต”


ในห้องตรวจ… น้ำตาของผู้ป่วยบางคนไม่ได้ไหลเพื่อตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังสอนหมอด้วยว่า

 • ชีวิตมนุษย์เปราะบางเพียงใด

 • และในขณะเดียวกันก็แข็งแกร่งเพียงใด


ทุกๆความทุกข์ยากของผู้ป่วยคือ “ครูชีวิต”

ทำให้หมอไม่ใช่เพียง “ผู้รักษาโรค” แต่เป็น “มนุษย์ที่เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับผู้ป่วย”


กราบขอบพระคุณคุณป้าศรีด้วยความเคารพรักอย่างสูง

พจีพิไล

19 กันยายน 2568


ความคิดเห็น


Final Logo.png

ที่อยู่:
Bangkok Thailand

Email: 

ส่งข้อความหาเรา
แล้วเราจะติดต่อกลับในไม่ช้า

ขอบคุณสำหรับการติดต่อ

bottom of page