top of page

ซึมเศร้ารักษาได้ … เมื่อหัวใจ ได้รับการดูแล

  • พจีพิไล
  • 23 พ.ย. 2568
  • ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 24 พ.ย. 2568

(จดหมายจาก พจีพิไล ฉบับที่ 2)

พจีพิไล


กราบเรียนป้าศรีที่เคารพรัก

จดหมายฉบับนี้ จะพาคุณป้าสู่พื้นที่แห่งความเข้าใจ เป็นพื้นที่ที่ผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ถูกมองว่าเป็น “ภาระ” หรือ “ความอ่อนแอ”

แต่เป็นมนุษย์เปี่ยมคุณค่า ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางอันมืดมิดและรอคอยเพียง “แสงใสแห่งความรักและการยอมรับ” จากคนรอบข้าง

หนูขอเริ่มด้วยการตอบคำถาม

เหล่านี้ เป็นคำถามที่หนูได้รับความเมตตาช่วยคัดสรรและรวบรวมจากหลานรักคนเก่ง คุณภู (ปราชญ์ร่วมสมัย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร)

1. โรคซึมเศร้าหายขาดได้จริงหรือไม่?

หายขาดได้จริงค่ะ และที่น่ายินดีคือ เมื่อหายแล้ว ผู้ป่วยจะพัฒนา mindset ปัญญาและจิตวิญญาณ ขึ้นไปอีกขั้น

คือพวกเขาจะเป็นคนที่มีความสุขได้ง่ายกับสิ่งเล็กๆ อีกทั้งมีความเมตตา เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และไม่หวั่นไหวง่ายอีกต่อไป

2. ถ้าไม่อยากกินยา มีวิธีอื่นไหม?

 สำหรับคนไข้ส่วนใหญ่ มีค่ะ มีวิธีที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และได้ผลจริง ซึ่งเราจะค่อย ๆ คุยถึงวิธีเหล่านั้นในจดหมายฉบับต่อไป

3. ยาต้านเศร้ามีผลข้างเคียงและอันตรายหรือไม่?

ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง ถ้าใช้โดยปราศจากการดูแลจากแพทย์ แม้แต่พาราเซตามอล หากกินเกินขนาด อาจทำให้ตับวายและก็อาจคร่าชีวิตได้

ยาต้านเศร้าก็เช่นกัน มีคนไข้เล่าว่า ทำให้สมองมึนงง โล่งขาวเหมือนแสงจ้าอยู่เต็ม

ภายในจนคิดไม่ออก

แต่ถ้าอยู่ในมือแพทย์ที่ปรับยาอย่างเหมาะสม ก็ปลอดภัยค่ะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ…อย่ารักษาตัวเองตามลำพัง

4. การบำบัดทางจิตช่วยได้จริงไหม?

ช่วยได้ค่ะ ถ้าผู้บำบัดและผู้ป่วยสามารถ “เปิดใจพบกันตรงกลาง”ได้ และเข้าใจกันอย่างแท้จริง

- บางครั้ง คำพูดบางคำที่ผู้ฟังรับฟังด้วยหัวใจ ก็มีพลังมากกว่ายานับพันเม็ด

5. โรคนี้ทำให้สมองเสียหายถาวรหรือไม่?

มากกว่า 90% ไม่ค่ะ

และหลายคนยิ่งกลับมาแข็งแรงกว่าเดิม มีสติและญาณหยั่งรู้ที่ลึกซึ้งกว่าเก่า

มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาการรุนแรงและไม่ได้รับการรักษา กลุ่มนี้อาจเผชิญกับภาวะประสาทหลอนหรือความทรงจำเลือนหาย

แต่ แม้ในกลุ่มนี้ เมื่อได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง สมองก็กลับมาสดใส หัวใจก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง จึงไม่ต้องกังวล

6. จะกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมไหม?

ได้ค่ะ และมากกว่านั้นซะอีก - เขาจะมีชีวิตที่ลุ่มลึกกว่าเดิม เพราะความทุกข์ได้ขัดเกลาเขาให้เข้าถึงความหมายของคำว่า “อยู่” และ “รัก”

7. ถ้าหายแล้วจะกลับมาอีกไหม?

อาจเป็นไปได้ ถ้าหากชีวิตไปเผชิญความทุกข์ที่รุนแรง

แต่ เมื่อเขาเรียนที่จะรู้จักใจตนเองแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ย้อนกลับมาเป็นอีก

วิธีป้องกันง่าย ๆ แต่ลุ่มลึกคือ “อย่าเปิดประตูให้ความคิดที่เวียนวน”

น้องเอเล่าว่าทุกคนที่เคยเป็นโรคซึมเศร้า จะรู้ดีว่า นั่นเป็นประตูที่พาเข้าสู่โลกมืดของทุกข์ ฉะนั้น จงตั้งสติ แล้วหันหลังให้มันทันทีที่รู้ตัว

คำถามของผู้ดูแลผู้ป่วยซึมเศร้า

1. จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการดีขึ้นหรือเลวลง?

สังเกตจาก “ดวงตา” ค่ะ ดวงตาไม่เคยหลอกเรา

ถ้าเขายิ้ม แต่แววตาไม่ยิ้ม

นั่น คือสัญญาณภัย

หากเห็นเขาอยากร้องไห้ แต่ร้องไม่ออก นั่นแสดงว่า เขากำลังเจ็บปวดยิ่งกว่าที่เราเห็น

2. สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ

สิ่งที่ควรทำคือ…“กอด” กอดให้แน่นๆ ส่งความรักผ่านหัวใจให้เขารู้ว่า “เธอไม่ได้อยู่ลำพัง” กอดหนึ่งครั้ง เปรียบเหมือนชาร์จแบตหัวใจทันทีหนึ่งครั้ง

สิ่งที่ไม่ควรทำคือ…“ถามย้ำ” หรือ ถามซ้ำ ๆ ว่า “เป็นอะไร รู้สึกอย่างไร”

น้องบีเล่าความรู้สึกคือ อยากให้ทุกคนเข้าใจ แต่เพราะสมองของเขา “ตัน”

จึงพูดไม่ได้ เขียนไม่ได้

ยิ่งถามยิ่งเจ็บ

สิ่งที่น้องต้องการไม่ใช่คำถาม

แต่คือการอยู่เคียงข้างอย่างเงียบๆและอบอุ่น

นั่นก็เพียงพอสำหรับหัวใจของเธอแล้ว

3. ควรพูดอย่างไรไม่ให้เขารู้สึกแย่ลง?

ผู้ป่วยไม่ต้องการคำว่า

“สู้ สู้” เพราะเขาสู้มาตลอดจนแล้ว สู้จนหมดแรง

เขาไม่อยากได้ยินวลีที่ว่า “เรื่องเล็กน้อย” เพราะถ้ามันเล็กน้อยจริง เขาก็คงไม่ป่วย

เขาไม่อยากได้ยินว่า “ทุกคนก็มีปัญหา” เพราะขณะนั้นเขาแบกรับไม่ไหวแล้ว

เขาไม่ต้องการถูกกล่าวหาว่า “ดราม่า” เพราะแท้จริงแล้วเขาเกรงใจทุกคนมาก มากเสียยิ่งกว่าตัวเอง

4. สัญญาณอันตราย

ถ้าเขาเริ่มเก็บตัวในห้องมืด ไม่กิน ไม่พูด ไม่ทำอะไรเลย—นั่นคือสัญญาณให้รีบหาความช่วยเหลือโดยทันที

5. ถ้าสัญญาณอันตรายปรากฏ

ต้องรีบพาเขาไปพบแพทย์ทันที บางครั้งจำเป็นต้องดูแลใกล้ชิดในโรงพยาบาลเพื่อปกป้องชีวิตเขา

6. ผู้ดูแลจะปกป้องใจตนเองอย่างไร?

การอยู่เคียงข้างคือความรักที่งดงาม แต่ทว่าบางครั้งมันก็หนักเสียเหลือเกิน

จงถามตัวเองเสมอว่า

“ยังไหวไหม”

ถ้าไม่ไหวต้องหยุดพักให้คนอื่นช่วยแทน เพราะหัวใจผู้ดูแลเองก็มีขีดจำกัด

หากละเลยตนเอง อาจตกลงสู่เหวแห่งความทุกข์เช่นกัน

ตัวอย่างผู้ดูแลที่แบกเกินกำลังของตัวเอง

น้องบี ลูกชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่รักคุณแม่มาก น้องทุ่มเทดูแลคุณแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่หลายปีโดยไม่พักผ่อน น้องบีเสียสละทุกอย่าง ช่วยเหลือคุณแม่ตลอดเวลา

ส่วนคุณแม่ก็พยายามทุกวิธีทางที่จะฆ่าตัวตาย พยายามตลอดเวลา

น้องปรับทุกข์ว่า ทำไมผมมาตกอยู่ในสภาพทุกข์ทรมาน เช่นนี้

ในที่สุด เด็กชายวัยรุ่นคนนี้ก็เป็นโรคซึมเศร้า เป็นหนักกว่าคุณแม่เสียอีก

เป็นโรคซึมเศร้าทั้งแม่ทั้งลูก

ทั้งนี้เพราะผู้ดูแล รับภาระ หนักเกินไป

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ผู้ดูแลจำเป็นต้องพักผ่อน ต้องมีเวลาเป็นของตัวเอง ผู้ดูแลต้องรู้ว่าเมื่อรู้สึกไม่ไหวแล้ว ก็อย่าฝืน

ผู้ดูแลคือเสาหลัก แต่เสาเองก็ต้องการการประคอง ถามใจตนเองเสมอว่า “ฉันยังไหวไหม” หากไม่ไหว พักสักระยะให้คนอื่นมาช่วยแทน เพราะหัวใจที่เหนื่อยล้าย่อมไม่อาจโอบอุ้มใครได้

บทสรุป

ผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่คือ “นักรบผู้เงียบงัน” ที่สู้กับความทุกข์ลึกมานานแสนนาน จนวันหนึ่งหมดแรง — จึงแสดงอาการออกมาให้เราเห็น

ซึมเศร้า…คือความทุกข์ที่ “ยอมรับไม่ได้” และ “หาทางออกไม่พบ” จึงวนซ้ำอยู่ในสมอง เหมือนตกเหวลึกลงไปเรื่อย ๆ

แต่ไม่ว่าเหวนั้นจะลึกแค่ไหน หากปีนขึ้นทุกวัน วันละก้าว—ย่อมถึงยอดเขาได้แน่นอน

การอยู่เคียงข้างผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ใช่เพียง “หน้าที่” แต่คือ “ศิลปะแห่งความรัก” ที่ต้องอาศัยความอ่อนโยน ความอดทน และหัวใจที่กว้างใหญ่

พอจะรับฟังความเงียบและน้ำตาของเขาได้

แบบสรุปสำหรับผู้ใกล้ชิด และผู้ดูแล

การดูแลรักษาที่เรียบง่ายและได้ผล

• กอด

กอดหนึ่งครั้งเปรียบเหมือนการวางมือบนหัวใจของเขา

และบอกโดยไม่ต้องใช้คำพูดว่า “เธอปลอดภัยแล้ว

เธอไม่ได้อยู่ลำพัง”

กอดคือภาษากายที่ลึกซึ้งที่สุด

กอดโดยไม่เร่งรัด

ไม่คาดหวังผลลัพธ์

ปล่อยให้หัวใจสองดวงเชื่อมกันเงียบ ๆ

• ฟัง

ไม่ใช่เพื่อหาคำตอบ แต่เพื่อให้เขารู้ว่าเสียงของเขามีค่า

แม้บางครั้งคำพูดของเขาจะสับสน

หรือถ้าเขาจะเลือกที่จะเงียบ

การฟังก็คือการนั่งอยู่ตรงนั้น

รับรู้ความเจ็บปวดของเขาโดยไม่ตัดสิน

• ไม่ถาม

อย่าพยายามเร่งให้เขาอธิบาย

เพราะบางครั้งสิ่งที่หนักในใจ

ไม่สามารถกลั่นออกมาเป็นถ้อยคำได้

การถามซ้ำ ๆ เป็นเหมือนการผลักให้เขาจมลึกลงไป ในขณะที่ความต้องการของเขาคือความเข้าใจ

• อยู่เป็นเพื่อนเงียบ ๆ

การนั่งอยู่เคียงข้างในห้องเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรมีพลังมากกว่าคำพูดพันประโยค

มันทำให้เขารู้สึกได้ว่ามีคนอยู่ใกล้ ๆ แม้ในความมืดและความเงียบ มีผลให้ความโดดเดี่ยวของเขาไม่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป

• ไม่สั่งสอน ไม่เทศนา ไม่บอกให้ “สู้ ๆ”

เขาสู้มามากเกินพอแล้ว

น้องบีเล่าให้ฟังว่า การพยายามสอนปรัชญาชีวิต การพยายามเทศนาแม้จะด้วยความหวังดี แต่คำพูดเหล่านั้นกลับเป็นเสมือนดาบที่กรีดลึกลงในใจ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้

ผู้ป่วยซึมเศร้าแยกตัวออกจากสังคม คือคำพูดจากความปรารถนาดีกลับเป็นสิ่งทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรงโดยที่คนพูดไม่รู้ตัว

อย่าลืมว่า สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการคือ“การยอมรับ” ไม่ใช่การตัดสิน

แบบสรุปสำหรับผู้ป่วย

• การรักษาตัวเองคือการเดินทางอันยาวไกลจาก “ห้องมืดของใจ” ไปสู่ “ทุ่งกว้างแห่งแสงสว่าง” เส้นทางนี้ไม่จำเป็นต้องวิ่ง เพียงก้าวละน้อย

แต่ก้าวอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเอง

• ยอมรับความจริง หยุดทุกข์ซ้อนทุกข์ ไม่ถามว่าทำไมต้องเป็นฉัน

• คุยกับตัวเอง

ลองถามตัวเองว่า “ฉันต้องการอะไรจริง ๆ” และ “อะไรที่ฉันไม่ต้องการแล้ว”

คำถามเรียบง่ายนี้จะพาเราออกจากเส้นทางการบังคับตนเอง และหันกลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเองอีกครั้ง

• ไม่ฝืนทนกับสิ่งที่ไม่ใช่

ไม่ต้องเสียสละจนหมดสิ้นความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ฝืนใจทำสิ่งใดเพื่อให้ใครรัก

เพราะความรักที่แท้จริง

ไม่เคยแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่กดทับ

• ชื่นชมตนเองแม้เพียงก้าวเล็ก ๆ

วันนี้ตื่นขึ้นมาได้ เก่งมาก

วันนี้ลุกไปอาบน้ำได้ ดีมาก

วันนี้เดินออกไปสูดอากาศได้ ภูมิใจมาก

ทุกก้าวเล็กๆคือต้นกล้าที่ค่อยๆ เติบโตเป็นป่าใหญ่

อย่าดูถูกความพยายามของตัวเองแม้เพียงเสี้ยวเดียว

• ฝึกหยุดคิดวน

เมื่อรู้ตัวว่าใจกำลังจะวนซ้ำให้หยุดทันที และหันไปทำสิ่งที่ต้องใช้โฟกัส เช่น ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ วาดรูป เล่นดนตรี หรือแค่เดินบนลู่วิ่ง

แม้จะเดินไปพร้อมน้ำตาก็ไม่เป็นไร เพราะการเดินคือการบอกตัวเองว่า “ฉันยังไม่ยอมแพ้” การโฟกัสจะทำให้ความทุกข์เงียบไป แม้เพียงชั่วขณะ

ให้ทำใจไว้เลยว่าความทุกข์จะกลับมาอีกทันที ที่เราหยุดโฟกัสเรื่องอื่น

ฉะนั้น เมื่อความทุกข์กลับมาใหม่อย่าตกใจ

• อย่าเปิดประตูแห่งความทุกข์ หันไปโฟกัสสิ่งอื่นทันที

ทำบ่อย ๆ ช่วงเว้นวรรคที่เงียบจากความทุกข์จะยาวขึ้น ยาวขึ้น จนวันหนึ่งเราจะพบว่า ความทุกข์ที่เคยโหมกระหน่ำ…ได้จางหายไปอย่างเงียบงัน จนเราอาจรู้สึกพิศวง ว่าหายไปตอนไหน

แม้พยายามคิดถึงก็ยังคิดไม่ออก

กราบขอบพระคุณป้าศรีด้วยความเคารพรัก

พจีพิไล

12 กันยายน 2568

จาก-FB: โต๊ะป้าศรี CH Table

ความคิดเห็น


Final Logo.png

ที่อยู่:
Bangkok Thailand

Email: 

ส่งข้อความหาเรา
แล้วเราจะติดต่อกลับในไม่ช้า

ขอบคุณสำหรับการติดต่อ

bottom of page