top of page

ต่างกันแบบคนละขั้ว

  • 26 พ.ย. 2568
  • ยาว 2 นาที

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์




ก่อนที่จะอ่าน ขอให้ทำความเข้าใจกันว่า

ยุคที่ป้าศรี กับลุงชิงชัยยังอยู่โรงเรียน และไปเรียนต่างประเทศนั้น

มันประมาณ 70 ปีมาแล้ว เดี๋ยวนี้ ป้าจะ 86 ส่วนลุงก็ 84 นะคะ

ต้องจินตนาการยุคสมัย ค่อนศตวรรษ ที่ผ่านมาแล้วนะคะ


ป้าศรีกับลุงเจเจ มีอะไรที่แตกต่างหลายอย่าง…เยอะแยะมากๆ

เริ่มจากคนหนึ่งเกิดปีกระต่าย อีกคนหนึ่งปีม้า

สองตัวนี้มีที่เหมือนก็แค่ตรงความเร็ว

แต่ดู emoji นี้ก็จะเห็นว่าใคร ’ใหญ่‘ กว่า


ตั้งแต่เด็ก ลุงเจเจเป็นคนดี เด็กดี เรียนเก่ง

เขาเกิดปีมะเมีย(ม้า) เรียนอยู่โรงเรียนคริสต์คาโธลิก

เป็นโรงเรียนใหญ่และโด่งดัง คือโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก


เขาเป็นเด็กประเภทที่เป็นที่รักของใครมิใคร รวมทั้งมองซิเออร์ (ครูที่เป็นบาดหลวงฝรั่ง)

เพราะเป็นเด็กที่ขยัน เชื่อฟัง ฯลฯ และเรียนเก่ง ได้คะแนนเป็นที่ 1 ที่ 2 หรือ ที่ 3 ของชั้นเป็นประจำ นอกจากนั้นแล้วก็มีประวัติที่น่าจารึกว่า เป็นนักเรียนอัสสัมฯคนหนึ่งในยุคนั้น

ที่อวดได้ว่า ก้นไม่เคยลิ้มรสไม้เรียวฟาด


บาดหลวงรัก ครูรัก เพื่อนๆ ก็รัก เพราะเขาช่วยเพื่อนยามสอบ

ช่วยเพื่อนทำการบ้าน ให้เพื่อนลอกงาน ไม่ต่อยไม่ตีกับใคร

แต่เป็นกองหนุน ใครเขาซนก็ซนตาม ใครเขาทำก็อะไรแผลงๆ

ก็ไม่รีรอที่จะแผลงไปกับเขาได้อย่างไม่ขัดเขิน

ที่ศรีป้ารู้ทั้งหมดที่เล่ามา ก็เพราะเพื่อนนักเรียน(แก่)เก่าอัสสัมของเขาเล่าๆ มาเข้าหู


ถ้าใครรู้ประวัติศาสตร์เรื่องอันธพาลวัยรุ่นที่เรียกกันว่า “โก๋หลังวัง” แถวๆวังบูรพา

ลุงเจเจในวัย 15-16 ก็เป็นหนึ่งในบรรดาโก๋อันตพาลที่ป่วนปั่นยิงกันเอง และสู้ตำรวจ

จนเป็นที่ลือชื่อในสมัยนั้น

มีโก๋นักเรียนที่ถูกตำรวจยิงตายไปหนึ่งคน มีสมญาที่เรียกกันว่า “แดงไบเล่ย์” (ไบเล่ย์ เป็นชื่อยี่ห้อน้ำอัดลม ป้าศรีฟังดูไม่เห็นน่าจะเป็นพิษเป็นภัย…)

แต่แดงไบเล่ย์ ก็ได้กลายเป็นตำนาน เป็นตัวเอกในภาพยนตร์ และละครเวที เมื่อไม่นานนี้ ก็ในโปรดักชั้นละครเพลงของ บอย ถกลเกียรติ


ลุงเจเจจะเป็นโก๋หลังวังสายสงบ ประเภทที่ชอบนั่งเล่นกีร์ต้าอยู่บนราวสะพาน

แต่เวลาเพื่อนๆ ยกพวกไปตีกับพวกอื่นที่วังบูรพา “โก๋หลังวัง” ชื่อ ชิงชัย ก็ลุกตามหมู่เพื่อนไป

แต่ไม่มีไม้ ไม่มีปืนเหมือนคนอื่นเขา ไปเป็นกองเชียร์เอาใจเพื่อน

พอพวกโก๋ปะทะกันจริงๆ ลุงก็วิ่งหนี อ้างว่า วิ่งเพราะชอบสันติสุข….

สรุปว่า มีประวัติ เป็นเด็กดีเกิ๊นในสายตาป้าศรี


เมื่ออายุได้ 15-16 ลุงเจเจเก่งจนได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาลฝรั่งเศส

ให้ไปเรียนปริญญาตรี ทางรัฐศาสตร์ที่ประเทศฝรั่งเศส และก็ได้ทุนให้ต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก

จนจบเป็น Docteur en Droite ทางกฏหมายมหาชน

โดยที่ระหว่างนั้นไม่ได้กลับบ้านกลับเมืองเลยนานถึง 8-9 ปี


เมื่อจบเป็นด๊อกเตอร์หนุ่มเนื้อหอม หล่อเฟี้ยว เปรี้ยว เก๋ เจ้าชู้ เชี่ยวชาญเรื่องไวน์

สรุปรวมแล้วเป็นหนุ่มไทยสไตล์ฝรั่งเศสจ๋า

เวลาเดินคู่กับผู้หญิงก็จะมีการเอามือแตะเอวเชิงสุภาพบุรุษที่ระวังไม่ให้เธอสะดุด

หรือเซ หรือมีอะไรหรือใครมาชน

มารยาทนี้ยังมีอยู่ประปรายแม้เมื่อแก่แล้ว แต่ป้าศรีเตือนเขาว่า เดี๋ยวบางคนเขาจะหาว่าเป็น sexual harassment นะ ยิ่งยุคนี้เป็นยุค Me Too#

ลุงจึงเลิกธรรมเนียมสุภาพบุรุษนี้ไปยกเว้นกับป้าศรีผู้เป็นภรรยา

เมื่อเขากลับมาเมืองไทยก็เข้ารับราชการกรมวิเทศสหการ โก้ เก่ง ไปกับการงานด้านประสานจัดการทุนระหว่างประเทศ

คนที่รู้จักลุงเจเจสมัยนั้น

บอกว่าเขามีเสน่ห์หล่อเหลาทรงเสน่ห์สไตล์“ฟรองเซ”ที่ดึงดูดสาวๆ


เรื่องนี้ ป้าศรีสงวนสิทธิ์ที่จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะเมื่อตอนที่เจอะเขาครั้งแรกนั้น เขาลงพุงเรียบร้อยแล้ว แต่มารยาทเก๋ๆแบบฟรองเซ่ยังมีอยู่ (เดี๋ยวนี้สลายไปจวนจะหมดแล้วตามหลักอนิจจังแห่งกาลเวลา)


ส่วนป้าศรีนั้น เป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนไทยแท้พุทธแท้ คือโรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด หรือ“ราชินีล่าง”เป็นเด็กหญิงที่ชอบรำละครเป็นชีวิตจิตใจ ชอบขนาดลาครูในระหว่างเรียน ขอไปฉี่เพื่อไปแอบปิดประตูรำละครอยู่คนเดียวในห้องส้วมยองๆ อันเหม็นฉู่

และชอบมากที่จะเดินด้อมๆคนเดียว เก็บดอกพิกุลใต้ต้นพิกุลใหญ่ที่ลานโรงเรียน (เป็นเด็กที่ออกจะแปลกๆ ว่างั้นเถอะ)

และ… เรียนหนังสือเลวร่อแร่ เป็นรู้กันว่า บางปีก็หวิดต้องซ้ำชั้น


ที่รู้เช่นนั้น ก็เพราะว่าคุณครูท่านหนึ่ง ยังจำชื่อและหน้าท่านได้ดี

ท่านเรียกป้าศรี(เด็กหญิงหางเปียหน้าตาเด๋อด๋า ชื่อจำนงศรี) ให้มาหา

ทั้งนี้ เพื่อบอกให้รู้ทำนองว่า “เธอน่ะ คะแนนไม่ถึงที่จะขึ้นชั้นหรอกนะ แต่ฉันปัดคะแนนเธอให้ผ่าน เพราะไม่อยากให้เธออยู่กับฉันไปอีกปีหนึ่ง”

ฮ้า…เรียนเลวถึงขนาดครูไล่ขึ้นชั้นให้พ้นๆไป… เด็กหญิงสองเปียก็ชอบซิ ได้ขึ้นชั้นฟรีๆ


จำได้ว่าเรียนไม่รู้เรื่องจริงๆ เพราะชอบเหม่อฝันกลางวัน ใจลอยไปฝันไปแต่งเรื่องโน้นเรื่องนี้ ตามภาษากวีและนักเขียนในอนาคตไง (555 แก้ตัวไปโน่น)

และก็ถูกทำโทษสารพัด ให้ออกไปยืนหน้าห้อง ยืนขาเดียว ยืนกางแขน ยืนบนเก้าอี้กางแขนอีกต่างหาก เอ้อ…นึกย้อนไปจำได้ว่าถูกทำโทษ ถูกตี ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร

เอ้า โดนก็โดน กางก็กาง

ไม่ได้ขมขื่นอับอายแต่ประการใด ไม่มี childhood trauma เลยจนนิด

และจนทุกวันนี้ ก็ยังยืนยันว่า ป้าศรียังรักโรงราชินี(ล่าง) …

“พิกุลแก้ว” ในดวงใจของเด็กหางเปียผอมกะหร่องที่เรียนหนังสือไม่รู้เรื่องคนนั้น


เล่าต่ออีกหน่อยว่า โดนจากด้านคุณครูแล้ว

มิหนำซ้ำ ยังโดนจากรุ่นพี่บางคน ที่จ้องบูลลี่ซะอีก เดินผ่านทีไรไม่เว้นที่จะเขกหัว

ก็แปลกนะที่ป้าศรีรู้สึกไม่ชอบที่โดนอย่างนั้น แต่ก็ไม่ถึงกับรู้สึกเลวร้ายอะไร

แค่ถ้าเห็นพี่ๆ ชุดนี้เดินมาแต่ไกล ก็หลบซะ

อ้อ พี่ชุดนี้ดูจะเอ็นดูน้องสาวป้าศรี ชื่อ ทวีนุช

ซึ่งเป็นเด็กดีเกิ๊น ประเภทเดียวกับลุงเจเจ แก้มยุ้ยสีชมพู เรียนเก่งขนาดนั่งโต๊ะทอง

(ใช่ค่ะ เด็กดีเด็กเก่งจะได้นั่งโต๊ะเรียนตัวใหญ่กว่าเพื่อนๆทั้งห้อง มีลวดลายแกะสลักมีเส้นลวดลายน้อยสีทอง ยายน้องนุชของป้าศรี ซึ่งเรียนอยู่ชั้นเรียนต่ำกว่าป้าศรี 2 ชั้น เขาได้นั่งจริงๆ)


เมื่อคนที่เป็นหัวโจกกับตัวป้าศรี ต่างคนต่างโตเป็นผู้ใหญ่มีลูกมีหลาน ก็คบกันด้วยดี ป้าศรีเรียกเขาว่าพี่

เมื่อเล่าให้เขาฟังว่าถูกเขาบูลลี่ยังไงๆ เขาก็ตกใจ ลืมแล้ว แต่รู้ตัวว่าสมัยอยู่ราชินีนั้นตัวเองแก่นเอาเรื่อง เดี๋ยวนี้พี่ที่กลายมารักกันดีคนนี้เสียชีวิตไปแล้ว เขาแก่กว่าป้าศรีสัก 3 ปี

อ้อ…รับพระราชทานเครื่องอิสสริยาภรณ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

เป็น“คุณหญิง”เหมือนกัน


แล้วป้าก็ไปเรียนที่อังกฤษ รวมแล้วก็ราวๆ 7 ปีไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้าน พอๆกับลุงเจเจที่ฝรั่งเศสนั่นแหละ

สักพัก ป้าศรีก็กลายเป็นเด็กเรียนเก่ง ไปขยันเรียนขยันอ่านเอาที่อังกฤษ

เมื่อทางโรงเรียนส่งสมุดพก(School Report)ให้ guardian ผู้ปกครองชาวอังกฤษของป้าและเขาก็รายงานคุณพ่อถึงผลการเรียนอันแจ๋วแหว๋ว

แสนตลกที่คุณพ่อนึกว่าทางโรงเรียนส่ง School Report มาผิด คงสลับผลเรียนกับเด็กนักเรียนคนอื่นละมัง

555 นี่เรื่องจริงนะ


ผู้ปกครองเป็นทางการของป้าศรีที่อังกฤษ ชื่อ Major Alexander Beattie

ครอบครัวเขาเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย มีถิ่นฐานวงศ์ตระกูลเป็นผู้ดีมีสกุล อยู่ Nottingham

ครอบครัวเขาเป็นหุ้นส่วนของ Loxley Rice Company Limited

หรือบริษัทล๊อกซเล่ย์ไรซ์ จำกัด ที่ก่อตั้งในเมืองไทยโดยร่วมทุนกับคุณปู่ของป้าศรี

ปัจจุบัน คือ บริษัทล๊อกซเล่ย์ (มหาชน) จำกัด


เหตุผลที่หุ้นส่วนสมัยนั้น ร่วมกันเลือกที่จะตั้งชื่อบริษัทว่า Loxley ก็เพราะ Nottingham ซึ่งเป็นเมืองในตำนานของโจรคนดีชื่อ Robin Hood แห่ง Sherwood Forest ที่ปล้นคนรวยมาช่วยคนจนนั้น

มีประสาทเก่าแก่ ชื่อ Loxley Hall อยู่

โอย…ขอโทษค่ะ ที่เล่าเป๋ออกนอกเรื่องนอกราวเสียยาวยืด


แต่ถึงจะป้าศรีจะจบมัธยมศึกษา ด้วยผลการเรียนที่ควรจะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ไม่ยากนัก

(ครูใหญ่แนะให้สมัครเข้าCambridge) แต่ก็ไม่ได้เข้าเรียนต่อ

เพราะผู้ใหญ่ทางเมืองไทยยุคนั้น ไม่เห็นความจำเป็นที่ผู้หญิงจะต้องเรียนมหาวิทยาลัย

เพราะมองว่ากลับมาก็คงต้องแต่งงาน เป็นแม่บ้าน ทำหน้าที่ภรรยาและแม่ที่ดี


ป้าศรีก็เลยได้เรียนแบบสะเปะสะปะ ตามใจตัวเองบ้าง ตามใจคุณพ่อบ้าง

เรียนโน่นนิดนี่หน่อย เช่น ประวัติศาสตร์ศิลป์ (History of Art) เลขานุการ (Secretary)

เดินแบบ(modelling) แม้กระทั่งหาเรื่องไปเรียนการทำ ragoût (สตูว์เนื้อแบบฝรั่งเศส)

ที่ Cordon Bleu, London

ตลอดจนวิชาเข้าสังคมอย่างไม่เด๋อด๋า (Social Graces) ซึ่งมีครูระดับ Julia Child เลยเชียวนะ….


สำหรับเรื่อง modeling เดินแบบนี่ตลกหน่อย คุณพ่ออยากให้ลูกสาวเรียน

จะได้มีท่าทางเยื้องย่างที่เก๋ไก๋

ปัญหาพื้นฐานก็คือ

ลูกสาวคุณพ่อหัวโต ตัวเล็ก คอยาว ขาสั้น อกแบน ก้นใหญ่

ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นเรียน ล้วนเป็นสาวอังกฤษที่ รูปร่างสูงสง่า ขายาว ย่างเยื้องกันราวนางหงษ์

เวลาเดินจังหวะเร็วก็จะมีเสียง ฉั่บ ฉั่บ ฉั่บ

ทว่าเวลาป้าศรีเดิน มันเหมือนจะเป็นเสียง แฉ่บ แฉ่บ แฉ่บ ทำให้คนเดินใจฝ่อฟีบ

คุณครูที่สุดแสนจะน่ารัก บอกว่า Jasmin ไม่เป็นไรนะ

(ที่อังกฤษ ป้าศรีชื่อ Jasmin ค่ะ ครูใหญ่ที่โรงเรียนแรกตั้งให้

ทั้งนี้เพราะ“จำนงศรี”มีผลให้ฝรั่งลิ้นขวิดกันไปหมด)

ครูพูด ตาก็มองเท้าไทยๆที่กำลัง แฉ่บ แฉ่บ อยู่นั้น พร้อมพูดว่า…

 Jasmin เธอจะเป็นนางแบบรองเท้าที่ดีมาก

เพราะรู้ไหมว่า ที่นี่หาคนเท้าเล็กอย่างเธอได้ยากมาก  

ฮะฮ้า…


วิชากุลสตรีเหล่านี้มีผลให้ป้าศรีกลับมาเมืองไทย เป็นสาวเฮ้วแห่งยุค

แอนตี้กรอบเชิงจะปฏิวัติวัฒนธรรม 

ประกาศตัวว่า ไม่มีศาสนา

เถียงเรื่องต่างๆ กับใครมิใครได้เช้ายันเย็น ลุยและซนสไตล์นอกกรอบสารพัด

นุ่งกางเกงขาสั้นขาวสั้นจุ๊ดจู๋ไปตีเทนนิสก่อนเข้าทำงาน

จำได้ว่ามีสีเหลืองแปร๊ดสั้นจุ๊ดแล้วยังผ่าข้างเข้าไปอีกอยู่ตัวหนึ่ง ที่ชอบใส่นักหนา

ให้ผู้ใหญ่ถอนหายเฮือกแบบพูดไม่ออก

และทะลายกรอบกุลสตรีกลายเป็นนักข่าวหัวฟูจมูกมัน ที่วิ่งตะลอนๆ

เป็นที่ปวดประสาทของผู้ใหญ่ในสังคมยุคนั้นโดยทั่ว


เพราะสังคมยุคนั้น ยังไม่คุ้นชินกับนักข่าวหญิงวัยยังไม่ 20 ของหนังสือพิมพ์ฝรั่ง

ที่มีช่างภาพหนุ่มหล่อแบกกล้องอันโต (สมัยนั้นกล้องถ่ายภาพข่าวจะใหญ่และหนัก)ตามไปทุกแห่งหน

ขัดกับความเป็นกุลสตรีไทยเป็นยิ่งนัก


สำหรับภาษาฝรั่งเศสของป้าศรีนั้น

ลุงเจเจบอกว่า เป็นภาษาฝรั่งเศสที่คนอังกฤษเท่านั้นจะฟังเข้าใจ

แต่คนฝรั่งเศสและตัวลุงเองฟังไม่รู้เรื่องเลย

เป็นเหตุให้ป้าศรีก็เลยเลิกที่จะพยายามพูดภาษานั้นโดยสิ้นเชิง

ซึ่งถือเป็นได้ว่าเป็นการปฏิวัติภายในครอบครัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลุงเจเจ ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมฝรั่งเศส (Alliance Française)

อยู่นานเป็นประวัติการของสมาคม คือนานถึง 20 ปี

ภรรยาของเขาก็เลยประกาศอิสรภาพ ที่จะไม่พยายามพูดภาษาฝรั่งเศสสักคำ 555


อ้อ… อังกฤษ และ ฝรั่งเศส นั้น มีอดีตกาลที่ขับเขี้ยวเข่นฆ่ากันมาหลายศตวรรษ

คล้ายไทยกับพม่า การเรียนประวัติศาสตร์ในหลักสูตรของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน

ตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ประเทศนั้นๆ


ฉะนั้น ลุงกับป้าจึงมีข้อขัดแย้งให้ถกเถียงกันอย่างไม่สามารถลงรอยกันได้

เรื่องนี้ เราใช้เป็นกิจกรรมแก้เบื่อเป็นครั้งคราว

ทว่าในเรื่องประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศคู่กัดในอดีต …

ฝรั่งเศส-อังกฤษนั้น ป้าศรีแม่นกว่าลุงเจเจมากนะคะ… ขอบอก…

ทั้งนี้เพราะป้าศรีเรียนในระดับมัธยม

และในสมัยนั้นก็หลงไหลการอ่านนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เป็นนักหนา

ป้าศรีมีความเลวร้ายตรงที่สนุกกับการขัดคอไก๊ด์ในยุโรป

ที่บางทีก็เล่ามั่ว โดยคิดว่าเราเป็นยายแก่เหรอหราที่หงำเหงอะ ไม่ประสีประสา


มีที่มาผิดเผกกันปานนี้

…เท่าที่เล่ามา ยังไม่เท่าไรนะคะ เพราะเป็นเรื่องเก่าๆ…

ลุงป้าวันนี้ ก็ยังมีความต่างกันมากมาย จนไม่รู้อยู่ด้วยกันมานานร่วม 30 ปีได้ยังไง

ไว้จะเล่าให้ฟังวันหลังนะคะ


แต่วันนี้ไปนั่งรับประทาน ขาหมูเยอรมัน ด้วยกันที่ร้านริมแม่น้ำที่นนทบุรี

เป็นร้านชื่อ River Wine ซึ่ง Chat GPT ของป้าศรีกรุณาแนะนำเรา

ลุงเจเจจะชอบไปรับประทานตามร้านที่คุ้นชิน

แต่ป้าศรีชอบไปร้านที่ไม่เคยไป และไม่รู้จักมาก่อน

และวันนี้ป้าศรีก็ชนะตามเคย ด้วยการช่วยเหลือของ ChatGPT


เขียนเล่าเรื่องให้อ่านสนุกๆแบบไร้สาระ

แต่ก็มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เห็นว่า ความแตกต่างก็ทำให้ชีวิตคนแก่ 2 คนกลมกลืนกัน เป็นอย่างดีได้

สรุปว่า ความแตกต่างอย่างไม่ขัดแย้งก็เกิดความกลมกลืนที่ไม่น่าเบื่อได้

ป้าศรี

22.11.2568

ความคิดเห็น


Final Logo.png

ที่อยู่:
Bangkok Thailand

Email: 

ส่งข้อความหาเรา
แล้วเราจะติดต่อกลับในไม่ช้า

ขอบคุณสำหรับการติดต่อ

bottom of page