top of page

The Sunray and the Grey Stone

แสงแดดกับหินสีเทา


By: Khunying Chamnongsri Rutnin

เรื่อง: คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน

รูปและแปลภาษาไทย: นิติ วัตุยา



It was usually the flowers and the butterflies that sunrays fall in love with. But, as we all know, the unexpected sometimes happens.


And it did one pearly morning, a cool December morning,


On that morning a gold sunray fell on a small grey stone that was lying half on the mud, and half on a clump of weed by a muddy klong.


The stone was not much bigger than a young boy's fist. It was smooth and cold. When the warm ray fell on it, the stone took on a soft coral tinge. It even gave out a tiny glint of gold that was not bright enough for anyone to take notice of-not anyone except the young sunray.


Flowers and butterflies do grow bright in the morning sun. But, being proud of their own beauty, they never thought of taking the colour of sunrays. Nor do they ever glint with joy as did the small grey stone.


The cold stone soon grew warm with sunshine. Its dull surface glowed with happiness. The young sunray was fascinated. She smiled at a yellow butterfly that flirted with her; then turned her full attention to the quiet grey stone.


Though the stone was hard, it had kind curves that softened the darkness of shadows, Though cold, it could absorb the warmth of the sunrays and in turn give out warmth. This was something that the frivolous butterflies and the fragile flowers could certainly not do, The sunray grew brighter and warmer as she stayed with the stone.


Then came a big old water-buffalo who had been retired from his work on the paddy fields.

He, of course, could not have known that the sunray and the stone were getting acquainted and were growing very fond of one another. He was half-blind and tended to drag his feet as he walked. One of his clumsy old feet caught the stone and sent it flying into the klong.



The sunray was frantic. She tried to penetrate the brown water to search for the stone but the

water was too muddy and the canal too deep. She tried and tried, especially at midday when she was at the peak of her strength.


A white cloud drifted along to comfort her. She rested a while behind the kindly cloud and

continued her search until evening fell. Day after day, this golden sunray looked for her lost stone.


Under the brown water, the stone lay on a thick net of water weed that kept it from sinking into the soft mud at the bottom.


As time passed, all the fish in the klong came to know about a stone that was smooth and warm and even seemed to gleam like sunshine. They loved to rest against the stone and rub their stomachs or their sides on it.


They knew it comforted them and made them happy, but they never did know why.



เป็นเรื่องธรรมดา ที่ใครๆ ก็เชื่อว่า แสงแดดย่อมต้องหลงใหลในความงามของเหล่าผีเสื้อและมวลดอกไม้ แต่อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะอย่างที่รู้ๆ กัน ความไม่แน่นอน อาจเป็นความแน่นอนด้วย


และแล้วในยามเช้าที่แสนงดงามวันหนึ่งของเดือนธันวาคมอันหนาวเย็น เหตุการณ์ไม่แน่นอนเหมือนที่ว่า

ก็เกิดขึ้น


แดดเช้าชายแสงสีทองลงต้องหินสีเทาเล็กๆ ซึ่งวางนิ่งอยู่บนพงหญ้าและโคลนตมริมคลอง ก้อนหินนั้นเรียบและเยือกเย็น เมื่อต้องแสงแดดอ่อน มันเริ่มคลายความทึบเทาและเริ่มเปล่งแววสีส้มจางๆ อย่าง

นุ่มนวล ใครเล่าจักอาจสังเกตเห็นผิวพรรณของก้อนหิน ที่ทอประกายสีทองเป็นละอองเล็กๆ เจือจาง นอกจากแสงแดดที่อ่อนหวานแสงนี้


แม้ผีเสื้อและดอกไม้จะดูสดใสในแสงอรุณ แต่เพราะความทระนงในความงาม มันจึงไม่สนใจที่จะซึมชับสีสันของแสงตะวันไว้ ดังนั้นมันไม่อาจฉายประกายความสุขออกมาได้อย่างก้อนหิน


ในไม่ช้าก้อนหินที่เยียบเย็นก็เริ่มอบอุ่น ผิวที่ขุ่นมัวฉายแววเรืองรอง จนแสงแดดตะลึงหลง เธอเพียงหันไปยิ้มนิดหนึ่งให้กับผีเสื้อสีเหลืองที่กระพือปีกเบาบางล้อเล่นกับเธอ เพราะสิ่งที่ทำให้เธอตราตรึงขณะนี้คือเจ้าสีเทาก้อนนั้น


แม้ว่าก้อนหินจะแข็ง แต่มันก็มีความโค้งในรูปทรง ซึ่งช่วยลดเงาทึบกระด้างของมันให้ดูอ่อนโยน แม้จะเยียบเย็นแต่มันก็สามารถซึมชับเอาความอบอุ่นจากแสงแดด และยังสะท้อนความอบอุ่นนั้นออกมา


ปีกผีเสื้อและกลีบดอกไม้นั้นบอบบางเกินกว่า ที่จะเก็บงำความลุ่มลึกใด ๆไว้ได้ เหมือนก้อนหินที่มีมวล

หนักแน่น ด้วยแสงที่แรงขึ้นและร้อนขึ้น แดดสายเฝ้าแต่เคล้าเคลียก้อนหินด้วยความพึงใจ


ถึงตอนนี้ก็มีควายเฒ่าเขาเก ที่หูตาฝ้าฟางเดินผ่านมา มันไม่มีทางรู้ว่าแสงแดดยามสายและก้อนหิน

ก้อนเท่ากำปั้นนั้น กำลังเริ่มคุ้นเคยและเริ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกัน มันเดินลากขากะโผลกกะเผลก เตะถูกก้อนหิน กระเด็นลงไปในกระแสขุ่นของน้ำในคลอง


แดดงามได้แต่งุนงงและตื่นตระหนก เธอสาดแสงไล่ตามไปยังสายน้ำที่ขุ่นข้น แต่คลองนั้นลึกเกินไป จนเธอไม่อาจหยั่งแสงลงไปถึงก้นคลองได้ แม้จะเป็นช่วงกลางวันยามที่แสงของเธอแรงกล้าที่สุดก็ตาม แต่เธอก็เฝ้าพยายามแล้ว พยายามอีก


เธอหยุดพักเหนื่อยชั่วขณะในก้อนเมฆขาวสะอาด ที่ค่อยเคลื่อนคล้อยมาอย่างปรานี แล้วเริ่มพรายแสงค้นหาต่อไปอีก จนเย็นย่ำ


วันแล้ววันเล่า แสงทองที่เศร้าหมองนี้ ก็ยังเฝ้าแต่ค้นหาก้อนหินที่สูญหายของเธอ



หินน้อยกัอนนั้น บัดนี้จมอยู่ก้นคลอง มันวางอยู่บนเหล่าสาหร่ายที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและพืชน้ำเหล่านี้เองได้ช่วยพยุงไม่ให้มันจมลงสู่โคลนเลนเบื้องล่าง


และแล้วฝูงปลาในคลอง ก็เริ่มสังเกตเห็นก้อนหินที่เนียนเรียบและอบอุ่น และดูเหมือนเปล่งแสงเรือง

คล้ายแดดเรื่อ พวกมันต่างพออกพอใจ และพากันว่ายมาเคล้าเคลียก้อนหินอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ถึงเรื่องราวที่เล่ามานี้แต่อย่างใด

 

หมายเหตุ ตีพิมพ์ใน อรุณแสงทอง สมุดบันทึกนิทาน 2540 /Morning of Gold, 1992 Tale Diary


ผู้จัดทำ

สำนักงานส่งเสริมงานมูลนิธิเด็ก

ที่ปรึกษา : ม.ร.ว.สายสิงห์ ศิริบุตร คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน

บรรณาธิการอำนวยการ : พิภพ ธงไชย

บรรณาธิการ : ทศสิริ ผลนวล

รูปเล่ม : ขจรรัตน์ เจีย พนมเทียน สันเรือง

ประสานงาน: เดือนรุ่ง โพธิ์ไทร

โรงพิมพ์: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิขชิ่ง

ADVISER : M.R.SAISINGH SIRIBUTR, KHUNYING CHAMNONGSRI RUTNIN

EXECUTIVE EDITOR : PIBHOP DHONGCHAI

EDITOR : TODSIRI POOLNUAN

DESIGNER : KHAJONRAT CHEA , PANOMTAIEN SUNROUNG

COORDINATOR : DUANRUNG POSAI

PRINTER : AMARIN PRINTING AND PUBLISHING

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด
bottom of page