ป่าป้าศรี จากหลักสี่ถึงอังกฤษ
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
ป้าศรี/จำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ป้าศรี โลกสวย
นั่งอยู่กลางสรรพชีวิต ชีวิตมด แมลง ปลา สัตว์ปีก สัตว์ขา พืชดิน พืชน้ำ ในป่าสูงอันชุ่มชอุ่ม ที่ป้าศรีทุ่มเทใจสร้างเองบนพื้น 1 ไร่ ในหมู่บ้านในเขตหลักสี่ กรุงเทพฯมหานคร นี่แหละ
หมู่บ้านนี้เล็ก เก่าแก่ เป็นโครงการแรกๆ ของการพัฒนาที่ดินในรูปแบบหมู่บ้านอยู่อาศัย
เจ้าของบ้านจำนวนมากในหมู่บ้านที่เรียบๆ เก่าๆ สบายๆ นี้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ซื้อบ้านเอาไว้ตั้งแต่เขายังหนุ่มสาว
จำนวนมากเป็นครูอาจารย์ นักกฏหมาย ข้าราชการฯลฯ และแน่นอนว่า ปัจจุบันได้กลายเป็นผู้สูงอายุ และหลายคนก็เป็นบิดามารดาของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน
ป้าศรีได้ที่ดินแปลงนี้มาในสมัยต้มยำกุ้ง โดยมีผู้มาเสนอขายในราคากลมกลืนกับช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ อสังหาฯ ราคาตกต่ำ

ป้าก็ซื้อตามราคาที่เขาเสนอ เพราะอยากอยู่บ้านสวนเหมือนสมัยเด็กๆ ในสวนส้มโอ ริมคลองสำเหร่
ซื้อแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรกับที่ดินว่างเปล่าแปลงนี้ ทิ้งอยู่อย่างนั้นนานนับสิบปี ก่อนที่จะได้โอกาสมาปรับปรุงทำเป็นสวนป่าน้อยๆ ป่านี้
ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ป้าก็ต้องอยู่สไตล์คอนโดกลางเมืองเริ่มจาก ชั้น 8 ของจักษุรัตนิน มาชั้น 15 ของคอนโดกลางกรุงเทพฯ อยู่จนกระทั่งทนความรู้สึก 'หิวป่า' ไม่ไหว ก็เริ่มมาปลูก'ป่าน้อยๆ'บนที่ดินแปลงนี้ โดยมีบ้าน 2 ห้องนอนอยู่ในป่าจิ๋ว และขุดบ่อเล็กให้ปลานานาชนิดอยู่ มีทั้งตะเพียน กระดี่ ปลาเสือ ปลาเข็ม ปลานิล และปลาคาร์ป

ป้าศรีขอให้คนสวนเอากบกับจิ้งหรีดมาปล่อยในสวน บางครั้งก็มีวรนุชขนาดวัยเด็กบ้าง วัยรุ่นบ้างเข้ามาเยี่ยมเยือน
และแน่นอนว่าคงจะต้องมีงู ที่ยังไม่เคยออกมาให้เห็น

ป้าศรีชินกับการอยู่ป่า อยู่สวน อยู่กับต้นไม้ใหญ่ๆ เมื่อสมัยเป็นนักเรียนระดับมัธยมที่ประเทศอังกฤษ ก็อยู่เป็นนักเรียนประจำในโรงเรียนเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยป่าใหญ่ ที่มีมาจากสมัยโบร่ำโบราณของอังกฤษ The New Forest ป่าสวยที่เก่าแก่ โบราณขนาดที่ปรากฏชัดเจนในประวัติศาสตร์ประเทศอังกฤษ
โรงเรียนมีนักเรียนหญิงล้วนแค่ 75 คน มีม้าที่เราขี่กันไปในป่าที่เต็มไปด้วยสุนัขจิ้งจอก กระต่าย งู ม้า กระรอกและนกเพลงเสียงสารพัน
ที่อังกฤษสมัยนั้นอากาศ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ฝนปรอยลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ พวกเราก็อะไรก็ได้เหมือนกันเพราะใส่เสื้อฝน รองเท้าบูตพลาสติก
โตเป็นผู้ใหญ่ป้าก็ชอบไปอยู่ตามป่า ไม่ไปกับคนอื่นนะ ชอบอยู่คนเดียว มาช่วยกางเต็นท์ได้ แต่ป้าอยู่เต็นท์คนเดียวอย่างเด็ดขาด แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้
ไหนๆ เล่ามายาวถึงป่านนี้แล้ว ก็ขอเล่าเรื่องป่าใหญ่โบราณชื่อ The New Forest สวรรค์สมัยวัยรุ่นของป้าศรีหน่อย
เล่าทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะจะยาวเฟื้อย
สรุปๆให้สั้น ก็ปานนี้ เมื่อ King William the Conqueror ข้ามช่องแคบอังกฤษ-ฝรั่งเศส (English Channel) มาพิชิตอังกฤษใน ค.ศ. 1066 (พ.ศ. 1609) ประมาณหนึ่งพันปีมาแล้ว และเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็น King William I - พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 - พระองค์ก็ทรงประกาศยึดครองป่าใหญ่อันกว้างขวางและแสนงดงามทางใต้ของประเทศอังกฤษป่านี้ ให้เป็นป่าสงวนที่กษัตริย์เท่านั้นจะล่าสัตว์ได้
ทั้งๆที่แต่เดิมมา มันเป็นถิ่นฐานดินแดนของชาวบ้านชาวป่า คนเลี้ยงม้า เลี้ยงหมู ปล่อยสัตว์เข้าไปหากินในป่าในพรุ ซึ่งทำกันมาหลายชั่วคน 
แต่ต่อมาหลังสิ้นรัชสมัยของ William I
ป่า The New Forest ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์สำหรับเด็กหญิงจำนงศรีในสมัย 70 ปีมาแล้วนั้น ก็กลายเป็นป่าแห่งความตายของเจ้านายในสายเลือดของ William เอง
สำคัญที่สุด คือพระโอรสองค์ที่สาม ของวิลเลียมเอง ขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อจากพระองค์ใน ค.ศ. 1087 โดยทรงพระนามว่า พระเจ้าวิลเลียมที่ 2 เรียกกันว่า 'Rufus' ซึ่งแปลว่าสีแดงเพราะพระองค์มีผมและผิวหน้าที่ออกจะเป็นสีแดง
King Rufus เป็นกษัตริย์ที่ไม่มีใครรัก ถูกมองว่าเป็นกษัตริย์ที่ขัดแย้งกับพระศาสนจักรและชนชั้นนักบวช เพราะมีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินและอำนาจของโบสถ์
เช้ามืดวันพฤหัสที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1100 William Rufus พักอยู่ที่ที่พักล่าสัตว์ใน New Forest พงศาวดารบางฉบับเล่าว่า พระองค์ทรงฝันร้ายว่ามีโลหิตพุ่งขึ้นท้องฟ้าไปบดบังแสงอาทิตย์
ในวันนั้น พระองค์ออกล่าสัตว์โดยมีพระอนุชาคือ Henry (ซึ่งต่อมากลายเป็น Henry I) และกลุ่มขุนนางร่วมคณะล่า
ก่อนวันนั้น ป่า New Forest แห่งนี้เคยเกิด “อุบัติล่าสัตว์” กับเชื้อพระวงศ์มาก่อนแล้ว… ทั้งพระเชษฐา และหลานชาย ต่างก็เคยเสียชีวิตในการล่าในป่าเดียวกัน
พงศาวดาร Anglo‑Saxon Chronicle ระบุเพียงว่า “พระราชาถูกยิงด้วยลูกศรโดยคนของพระองค์เอง” โดยไม่ได้บอกชื่อคนยิง แหล่งข้อมูลภายหลังระบุชื่อ Walter Tirel (หรือ Tyrrell) ขุนนางที่มีชื่อเสียงด้านการยิงธนู ว่าเป็นผู้ยิงลูกศรนั้น
ป้าศรีเคยไปที่จุดที่ William Rufus สิ้นชีวิตกลางป่า ตรงนั้น มีอนุสรณ์หินเอาไว้ เรียกว่า Rufus Stone จะตรงหรือไม่ตรงที่จริงไม่มีใครทราบ เพราะเป็นอนุสรณ์ที่ตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์หลายร้อยปี
เรื่องเล่าที่เล่ากันต่อๆ มา คือ
ขณะที่คณะล่าสัตว์ กระจายตัวกันขี่ม้าไล่ตามกวางอยู่นั้น กษัตริย์ทรงยิงกวางด้วยธนู แต่พลาด จึงเรียกให้ Walter Tirel หรือ Tyrell ยิงแทน
ลูกศรของ Walter Tyrell เล็งไปที่กวาง แต่กลับพลาดไปถูกพระอุระของกษัตริย์ทะลุปอด ทำให้สิ้นพระชนม์ในทันที
มีตำนานเขียนไว้บน “Rufus Stone” ว่า ลูกศรของ Sir Walter Tyrrell โดนต้นโอ๊กแล้วเด้งเข้าทรวงอกกษัตริย์ แต่ตำนานนี้ถือเป็นตำนานยุคหลังนับศตวรรษ
เรื่องเล่าที่ตามๆมาก็สนุก…
หลังลูกศรปักอก King William Rufus สหายร่วมคณะล่าต่างรีบหนีเอาตัวรอด ปล่อยพระศพไว้ในป่า ไม่มีใครอยู่คอยดูแลพระศพ
ส่วน Walter Tirel ขึ้นม้าหนีไปฝรั่งเศสในทันที บางตำนานเพิ่มเติมว่าเขาแวะร้านตีเกือกม้าให้ตอกเกือกม้ากลับด้าน เพื่อให้รอยเท้าม้าดูเหมือนวิ่งไปทิศตรงข้าม จะได้หลอกผู้ที่อาจจะติดตามเพื่อจับกุมเขา
เล่ากันต่อมาอีกว่า
ชาวบ้านที่มีอาชีพเผาถ่าน ชื่อ Purkis พบพระศพของ William Rufus เขานำพระศพใส่เกวียนไปยังเมือง Winchester ต่อมาจึงมีพระราชพิธีฝังพระศพในวิหารวินเชสเตอร์ Winchester Cathedral
ด้านการเมือง พระอนุชา Henry ก็ รีบไปยึดพระคลังและมงกุฎ แล้วรับการราชาภิเษกเป็นพระเจ้า Henry I อย่างรวดเร็ว ทำให้มีนักประวัติศาสตร์สงสัยว่าการตายของ Rufus อาจไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา
จึงยังเป็น “ปริศนาประวัติศาสตร์” ว่าตายเพราะอุบัติเหตุหรือการลอบสังหาร
ตาย ตาย ตาย!!!!
ป้าศรีเริ่มจากป่าเล็กๆ ที่ป้า“ปลูก”ที่ชานเมืองกรุงเทพ มาจนถึงป่าใหญ่ในอังกฤษที่ป้าศรีรักจนทุกวันนี้
จาก : FB โต๊ะป้าศรี CH Tale




ความคิดเห็น