top of page

LONELINESS

Chamnongsri Rutnin






Loneliness is sometimes

grey, mute and pale

with claws outstretched

to clutch the heart

and strangle the breath


It sometimes sings

song of a canary

a caged crystal melody

that stares out

at an unhearing crowd


And there are times

when I've seen it gleam

like a dew-fed flower

quiet, pure and calm

looking out of darkness

at the screaming sun


(From: On The White Empty Page)


 

บันทึกท้ายบท

 

สำหรับบทกวี Loneliness คุณหญิงจำนงศรีได้เล่าถึง ‘ความเหงา’  ไว้ว่า

 

“ เรื่องของความเหงา ถ้าเขียนในตอนที่ไปปฏิบัติธรรมจะเขียนออกมาอีกมุมหนึ่งเลย***เราเห็นว่าอะไรเกิดขึ้นในใจเรา มันคือกลไกของความเหงา ทำไมมันถึงได้เกิดมาเป็นความเหงา อันนั้นจะอยู่ใน 'ฝนตกยังต้อง ฟ้าร้องยังถึง' เพราะเราไปปฏิบัติธรรมแล้วเราเริ่มมองเห็นสิ่งที่มันควรจะเป็น

 

แต่ความเหงาอันนี้ คือการที่พยายามจะอธิบายประสบการณ์ของความรู้สึกที่เกี่ยวกับความเหงา มันจะเป็นคนละแบบกัน เราจะมองความเหงาตามหน้าตาของมัน ไม่ใช่ตามกลไก เราจะมองหน้าตาของมันโดยเขียนถึงมันในรูปลักษณ์ของมันที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของเรา

 

เราจะเห็นเป็น 3 หน้า อันแรกเป็นความเหงาชนิดหนึ่ง ที่มันเหมือนบีบหัวใจ มันเค้นคอ อันนี้เป็นความเหงาที่จะนำไปสู่ Depression

 

ส่วนอีกหน้าของความเหงา อันนี้เป็นหน้าที่มีความสุขและมีความงดงามของมันเอง เหมือนเสียงเพลงของนกที่ไพเราะมากที่ร้องออกมาจากใจ แต่ฝูงชนไม่แคร์เลย ไม่เห็นและไม่ฟัง ซึ่งอันนี้เป็นความเหงาอีกประเภทหนึ่งซึ่งไม่เหมือนประเภทแรกเลย

 

แล้วก็มีบางเวลาที่เราเห็นความเหงามีแสงที่นุ่มนวลและงดงามเหมือนดอกไม้ที่อิ่มน้ำค้าง มันเงียบ สงบ บริสุทธิ์ มันมองออกมาจากความมืด โดยมองมาที่แสงสว่างของพระอาทิตย์ที่จัดมาก โดยมองออกมาจากความมืดที่สงบและงดงาม ความเหงาเป็นเช่นนี้

 

เพราะฉะนั้นอันแรกที่เราเห็นว่ามันมีความหม่นๆ คั้นหัวใจ มันจะหายใจไม่ออก มันเป็นความเหงาที่ทำลาย แต่อีก 2 อันเป็นอะไรที่สร้างความนุ่มลึกให้กับตัวเราเอง เป็นความสุขภายใน มันก็เลยต่างจากความเหงาใน 'ฝนตกยังต้องฟ้าร้องยังถึง' ซึ่งอันนั้นเราเพียงแค่สังเกตว่ามันมายังไง กลไกยังไง มันคนละแบบกัน อันนั้นเป็นบันทึกด้วยสติและสมอง แต่อันนี้มันคือการสัมผัส ไม่มีคำพูดอะไรที่ตรงตามที่อยากจะพูดได้”

 

ในวัย 80 ที่คนวัยเดียวกันจำนวนมากตกอยู่ในความเหงาและว้าเหว่ ‘ป้าศรี’ กลับไม่เหงา ไม่ใช่เพราะมีครอบครัวและบริวารรายล้อม ตรงกันข้ามหลายครั้งที่เลือกปลีกวิเวกไปอยู่ตามลำพังอย่างเป็นสุขและ ‘ไม่เหงา’

 

“สำหรับตัวเองตอนนี้มันไม่เหงาเลย เหมือนเรามาถึงจุดหนึ่งที่อยู่คนเดียวก็ไม่เหงา แต่อันนี้มันอาจจะเป็นก้าวที่เราผ่านมาแล้ว เดี๋ยวนี้เราก็ไม่เหงาเลย ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นคนเหงาเก่งมาก ทางที่ผ่านมามันจึงเป็นอะไรที่มีค่า และการวิเคราะห์มันก็เป็นอะไรที่มีค่า..และอยากจะให้คนอื่นๆ รวมถึงลูก หลานได้เข้าใจ” 

(28 กรกฎาคม 2565)


 

****เจ้าตัวเหงา

(จากหนังสือ ฝนตกยังต้องฟ้าร้องยังถึง)

 

เจ้าตัวเหงา...อยู่ไม่ห่างจากเจ้าตัวเบื่อสักเท่าไร 

แตกรากผลิใบจากความอยากเหมือนกัน

อยากหนีออกจากตัวเอง  

อยากให้มีใครอื่นมาเข้าใจ 

ใจดิ้นรนออกไปไขว่คว้า หวนไห้ โหยหา

วิธีแก้ก็เหมือนแก้เบื่อนั่นแหละ

มองลึกเข้าไปข้างในที่ใจ  จ้องดูความนึกคิด

ดูเข้าไปสิ  ดูลึกเข้าไป 

ต้องระวังไม่ถลำหลุดเข้าไปในบ่วงคิด

 

ปราบเจ้าตัวเหงายากกว่าเอาชนะเจ้าตัวเบื่อ 

เพราะความสงสารตัวเองเข้ามาเป็นใหญ่

เข้ามาพองคับอยู่ในความโหว่ข้างใน  

ความโหว่ที่ปิดไว้ไม่ให้ตัวเองเห็น

ดูหน้าเจ้าตัวเหงาให้เห็นซิ

มองเข้าไปให้เห็นชัดได้เมื่อใด มันก็จะตายสนิท


 

 

ดู 27 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด

Comments


bottom of page