แจ็กเกอลีน เคนเนดี โอนาสซิส
- 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์
คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2537
ในอพาร์ตเมนต์อันเงียบสงบ บนถนนฟิฟท์อเวนิว (Fifth Avenue) มหานครนิวยอร์ก (New York City)
ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลและน่าจดจำที่สุดคนหนึ่งในคริสตศตวรรษที่ 20 ผ่อนลมหายใจครั้งสุดท้าย…
จบชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย
เธอ Jacqueline Bouvier Kennedy Onassis สิ้นลมลงในวัยเพียง 64 ปี ห้อมล้อมด้วยลูกทั้งสอง (Caroline และ John Jr.) และหนังสือกับงานศิลปะมากมายที่เธอสะสมมาตลอดเวลาหลายต่อหลายปี
เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น (ธันวาคม พ.ศ. 2536) เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง โรคดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่เธอเผชิญมันด้วยความสงบ อ่อนโยน อย่างไม่สั่นคลอน

โลกจดจำ Jacqueline Kennedy ใด้ชัดเจนที่สุดในภาพถ่ายที่กระจายในข่าวไปทั่วโลก
ภาพเธอ ในชุดสูทสีชมพู
หมวกทรงพิลบ็อกซ์
แว่นกันแดดขนาดใหญ่
ซึ่งเป็นภาพข่าวในวันที่มืดมนที่สุดวันหนึ่ง
ของประวัติศาสตร์อเมริกัน
วันนั้น 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506…
เป็นวันที่ Jacqueline Kennedy สตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของโลก
และคุณแม่ลูกสอง เป็นม่ายในวัยเพียง 34 ปี
ท่ามกลางสายตาคนทั่วโลกที่กำลังมองการถ่ายทอดสดในจอโทรทัศน์
วันนั้น ประธานาธิบดี สามีของเธอถูกลอบยิงระหว่างนั่งรถลิมูซีนเปิดประทุนเคียงข้างภรรยา
ขณะที่ ขบวนรถกำลังแล่นผ่าน Dally Plaza เสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัด
กระสุนเจาะลำคอและศีรษะ President John F Kennedy
เป็นเหตุให้เขาเสียชีวิตในเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น
เลือดและชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะของเขากระจายมาติดบนสูทสีชมพูของเธอ
หลังจากพิธีการฝังศพของประธานาธิบดี John F. Kennedy
Jackie สามารถเลือกที่จะหายไปจากสาธารณะก็ได้
แต่เธอเลือกที่จะยืนหยัดและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ในฐานะอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง
Jacqueline Kennedy เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่อายุน้อยที่สุด
มองกลับไปในอดีตก่อนแต่งงาน Jacqueline Bouvier เป็นลูกสาวคนโตของ John Bouvier
(สมญา Black Jack) ในตระกูลนักซื้อขายหุ้น บน Wall Street ใน New York
ครูชั้นประถมหนึ่งเขียนในรายงานว่า "Jacqueline Bouvier เป็นเด็กที่น่ารัก สวยที่สุดในห้อง ฉลาดมาก มีศิลปะ และสดใส ซุกซน”
เธออ่านหนังสือมากมาย
Jackie รักเมาคลี (Mawgli) โรบิน ฮูด ( Robin Hood) สการ์เล็ต โอ’ฮาร่า (Scarlet O’Hara) และบทกวีของลอร์ด ไบรอน (Lord Byron)
เธอขี่ม้า เรียนบัลเล่ต์ และ รักการเรียนภาษาฝรั่งเศส
พ่อแม่ Jackie หย่ากันตอนเธออายุ 10 ขวบ ในยุคที่การหย่าร้างเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้า
เธอจึงได้เรียนรู้การซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งเป็นทักษะที่มีประโยชน์อย่างมาก
ในชีวิตสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ ที่รออยู่ข้างหน้า
นางสาวJacqueline Bouvier เข้า Vassarได้ แต่ไม่ชอบที่ตั้งของมหาวิทยาลัย จึงใช้ช่วงปีแรกเรียนที่ Sorbonne ในปารีส แล้วย้ายมาจบที่ George Washington University ด้วยปริญญาตรีสาขาวรรณคดีฝรั่งเศส ในปี คศ. 1951
ระหว่างนั้น ถึงแม้จะได้ตำแหน่ง junior editorship ที่ Vogue
แต่เธอก็เลือกที่จะไม่รับ เพราะไม่ต้องการจะติดอยู่กับชีวิตในนิวยอร์ก
เธอเลือกเป็นนักข่าวถ่ายภาพ Photo Journalist ของ Washington Times-Herald คอลัมน์ของเธอชื่อ “Inquiring Camera Girl” ออกไปถ่ายรูปและถามคนบนถนนถึงความคิดเห็นเรื่องต่างๆ
ในเวลา 2 ปี เธอสัมภาษณ์ผู้คนไปกว่า 4,000 ครั้ง
ถ่ายภาพเกือบ 2,600 ภาพ และเขียนคอลัมน์เกือบ 600 ชิ้น

เมื่อขึ้นมาเป็นสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา
Jacqueline Kennedy ก็เปลี่ยนแปลงทำเนียบขาว
จากอาคารราชการธรรมดาให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
โดย ฟื้นคืนมรดกทางประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
องค์ประกอบคือแนวคิดว่า “ทุกสิ่งในทำเนียบขาวต้องมีเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่สวยงาม”
เธอใช้รสนิยมแบบฝรั่งเศสผสมกับความเป็นอเมริกัน และวางโครงให้ผู้นำรุ่นหลังสืบต่อ
ในแง่ “สัญลักษณ์” ของJackie Kennedy ใน White House
มักพูดถึงกันถึง Resolute Desk ใน Oval Office
การจัดห้อง Red/Green/Blue/East Room ในฐานะห้องประวัติศาสตร์
และที่สำคัญมากคือ
การก่อตั้ง White House Historical Association สมาคมประวัติศาสตร์ทำเนียบขาว
และ Fine Arts Committee คณะกรรมการศิลปะ
รวมแล้วทำให้ทำเนียบขาวกลายเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตของชาติ
นอกจากนั้นแล้ว First Lady Jacqueline Kennedy ยังนำเสนอความน่าภาคภูมิใจเหล่านี้สู่ประชาชนชาวอเมริกันให้ได้ร่วมชื่นชม โดยเธอเป็นผู้นำเสนอเอง ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ จนมีผู้ชมกว่า 80,000,000 คน
เพราะความคิดสร้างสรรค์ของผู้หญิงรสนิยมดีที่แสนฉลาดผู้นี้
ทำเนียบขาว The White House จึงเป็นทั้งบ้าน สัญลักษณ์ และความภาคภูมิใจของชาติ
และตัว Jacqueline เองก็ได้รับ Emmy Award
นอกจากทั้งหมดนี้แล้ว ก็ยังมี East Garden ข้างปีกตะวันออกของทำเนียบขาว ซึ่งต่อมาได้ถูกอุทิศ และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Jacqueline Kennedy Garden” ในปี 1965 โดยเลดี้ เบิร์ด จอห์นสัน Lady Bird Johnson สตรีหมายเลขหนึ่งคนต่อมา เพื่อเป็นเกียรติแก่บทบาทของ Jackie ในการบูรณะทำเนียบขาวและจัดภูมิทัศน์
แต่ทว่า ในยุคของ President Donald Trump 2 ณ ปัจจุบัน
สวนนี้ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว… จากการรื้อปีกตะวันออก (East Wing) เมื่อปลายปี 2025
เพื่อสร้างห้อง Ballroom ใหม่ ทำให้ทั้ง East Wing ระเบียง East Colonnade และ Jacqueline Kennedy Garden ถูกทุบและขุดรื้อออกไปทั้งหมด
ภาพถ่ายดาวเทียมและภาพทางอากาศแสดงชัดว่าตำแหน่งเดิมของสวนกลายเป็นพื้นที่ก่อสร้าง มีเศษซากอาคาร เครื่องจักร และดินถม ไม่มีโครงสวนเดิมเหลืออยู่ ทั้งต้นไม้ พุ่มไม้ สนามหญ้า และ pergola ที่ I. M. Pei สถาปนิกผูโด่งดังที่เป็นผู้ออกแบบ Pyramid หน้าพิพิธภัณฑ์ Louvre ใน ปารีส
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวให้ข้อมูลกับสื่อว่า
มี “แผนจะสร้างสวนกลับมา” หลังโครงการบอลรูมเสร็จ
และโชว์ภาพว่าจะมีสวนยาวขนานด้านตะวันออกของอาคารใหม่
แต่จนถึงตอนนี้ รายงานข่าวย้ำตรงกันว่า ยังไม่ชัดเจน ว่า
สวนใหม่จะออกแบบให้เหมือนสวน Jacqueline Kennedy เดิมแค่ไหน
และสำคัญที่สุดคือ ไม่รู้ว่าจะยังใช้ชื่อ “Jacqueline Kennedy Garden” หรือไม่
ในวันที่ 22 พฤศจิกายน คศ. 1963
President John F. Kennedy กับ First Lady Jacqueline Kennedy
เดินทางมาหาเสียงที่ เมือง Dallas รัฐ Texas…
รถเปิดประทุนของประธานาธิบดีและขบวนรถเคลื่อนช้าๆผ่านประชาชนที่มารอชมในย่าน Downtown Dallas ก่อนที่จะเลี้ยวสู่ Elm Street
อยู่ๆเสียงปืนก็ดังขึ้นหลายครั้ง เชื่อว่ามาจากอาคาร Texas School Book Depository ใกล้เส้นทางขบวนรถ กระสุนนัดหนึ่งถูกบริเวณคอของ President Kennedy ที่กำลังโบกมือทักทาย ทะลุไปถูกผู้ว่าการรัฐเท็กซัส Texas Governor John Connally ผู้ที่นั่งด้านหน้าจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
กระสุนที่ตามมาอีกนัด เจาะศีรษะเคนเนดี ทำลายสมองจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต
หลังความตายของ President John F. Kennedy
ชีวิตของ Jacqueline Kennedy ก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่คนจำนวนมากที่เคยชื่นชมเธอ…ไม่เข้าใจ
นั่นคือ การแต่งงานกับอริสโตเติล โอนาสซิส (Aristotle Onassis)
มหาเศรษฐีชาวกรีกในปี พ.ศ. 2511 ซึ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก
หลายคนมองว่านั่นคือการทำลายภาพจำ ยุคทองของ White House
ที่เรียกกันว่า “Camelot” ที่เป็นเสมือนราชสำนักของ King Arthur ในตำนาน
ทว่า Jacqueline Kennedy หม้ายของอดีตประธานาธบดี John Kennedy เป็นเพียงผู้หญิงที่เฉลียวฉลาดมากคนหนึ่ง ที่ต้องการอิสรภาพ ต้องการความเป็นส่วนตัว และต้องการสิทธิ์ในการกำหนดชีวิตของตนเอง
เมื่อโอนาสซิสถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2518 เธอก็เริ่มต้นชีวิตบทใหม่
ในวัยที่หลายคนคิดว่าเธอควรพักผ่อน เธอกลับก้าวเข้าสู่วงการสิ่งพิมพ์ที่ Viking Press ในนิวยอร์ก และต่อมาที่ Doubleday
เธอทำงานในฐานะบรรณาธิการนานเกือบ 20 ปี
ได้สนับสนุนนักเขียนใหม่ๆ คัดสรรเรื่องราว
และเปิดพื้นที่ให้เสียงใหม่ ๆ ปรากฏสู่สาธารณะ
ผลงานนักเขียนที่เธอช่วยตีพิมพ์และดูแลมีเกือบ 100 เล่ม
ครอบคลุมทั้งวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสารคดี

ขณะเดียวกัน เธอก็ปกป้องชีวิตส่วนตัวอย่างแน่วแน่
ในทศวรรษ 2510 แกรนด์เซ็นทรัลเทอร์มินัล Grand Central Terminal กำลังจะถูกทุบทิ้งเพื่อการพัฒนาใหม่ แม้จะมีเสียงคัดค้าน
แต่เมื่อแจ็กกี้ โอนาสซิสเข้าร่วม เสียงคัดค้านที่มีอยู่แล้วนั้น ก็ดังกังวานขึ้น
Jacqueline กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์
เธอดึงความสนใจระดับชาติมาสู่ประเด็นนี้
และมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ทางกฎหมายที่นำไปสู่ชัยชนะ
การต่อสู้เพื่ออนุรักษ์ครั้งนี้ เปลี่ยนวิธีคิดของชาวอเมริกันต่อมรดกทางสถาปัตยกรรมไปตลอดกาล
บทบาทที่ Jacqueline Bouvier Kennedy Onassis ไม่เคยละทิ้งคือความเป็นแม่
เธอเลี้ยงดูลูกทั้งสองให้เติบโตอย่างมั่นคงเท่าที่จะทำได้
มอบสิ่งล้ำค่าให้ คือชีวิตที่เรียบง่าย คุณค่าที่มั่นคง และความเข้าใจว่า
ตัวตนที่แท้จริงนั้น สำคัญยิ่งกว่าภาพลักษณ์ใด ๆ
ชีวิตของเธอไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่รายเรียงด้วยความสูญเสีย กดดัน และการเสียสละ
เธอแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่ไม่โอ้อวด ผ่านการดำรงอยู่อย่างเป็นประโยชน์และสง่างาม
เธอให้บทเรียนว่า ความสง่างามที่แท้ มิได้อยู่ที่ฐานะหรือชื่อเสียง แต่อยู่ที่วิธียืนหยัดในยามยาก
ปกป้องสิ่งที่ตนรัก และมอบสิ่งดีที่สุดของตนแก่โลกอย่างซื่อสัตย์
นี่คือมรดกของ Jacqueline Bouvier Kennedy Onassis
แม้เวลาจะล่วงเลยมานาน
แต่เรื่องราวของเธอก็ยังคงงดงาม
และเป็นแรงบันดาลใจไม่เสื่อมคลาย
ป้าศรี
(คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์)
07.05.2568
จาก FB: โต๊ะป้าศรี



ความคิดเห็น