การสิ้นสุดของจักรวรรดิ
- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์
จักรวรรดิมหาอำนาจสิ้นสุดแบบเดียวกัน…
สัจธรรมแห่งพระไตรลักษณ์ปรากฏแจ้ง
ศาสตราจารย์ เจียง เสวี่ยฉิน (Professor Jiang Xueqin)
ใช้กรอบความคิดของนักคิดชาวอังกฤษ Sir John Glubb
ในหนังสือชื่อ “The Fate of Empires” (ชะตากรรมของจักรวรรดิ)
มาอธิบายว่า
จักรวรรดิสหรัฐอเมริกา พร้อมแสนยานุภาพอันมหาศาล
ที่กำลังแสดงให้ทั้งโลกประจักษ์อยู่ ในสงครามอิหร่านที่ตนเริ่มขึ้นครั้งนี้
กำลังอยู่ในระยะที่ 4 ของ วัฏจักรชะตากรรมนั้น
ระยะที่ 4 เป็นระยะที่ Sir John Glubb เรียกว่า
“ยุคเสื่อมทราม” (Age of Decadence)
ตามทฤษฎีวัฏจักรชะตากรรมของจักรวรรดิ
ตามทฤษฎีของ Sir John Glubb บรรดาจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในอดีต
มักจะมีอายุเฉลี่ยราว 250 ปี
ศาสตราจารย์เจียง ชี้ว่า ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีอายุ 249 ปีพอดี
เขาจึงมองว่าปัญหาทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
และปัญหาภายในสหรัฐอเมริกาที่เห็นในตอนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เป็นช่วงจังหวะที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงของความเสื่อมทราม (Decadence)
ในโครงสร้างวัฏจักรของจักรวรรดิทั้งหลายนั่นเอง….
ไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิอังกฤษ ฯลฯ ในอดีต
ทฤษฎี 5 ช่วงระยะของจักรวรรดิ (The Five Stages of Empire)
ระยะที่ 1: ยุคพิชิต (Age of Conquest) คศ. 1776 – สงครามโลกครั้งที่สอง
ช่วงนี้ระยะนี้ของสหรัฐอเมริกา โดดเด่นด้วยระเบียบวินัย การเสียสละ และการขยายอำนาจทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ คนอเมริกันในช่วงระยะนั้น พร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อสร้างชาติ สร้างสถาบัน และปกป้องอุดมการณ์ของตน
ระยะที่ 2: ยุคพาณิชย์ (Age of Commerce) ทศวรรษ 1950–1960) ช่วงระยะนี้เป็นยุคทองของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชนชั้นกลางเฟื่องฟู การผลิตและการค้าเติบโตอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ไม่มีคู่แข่ง ความมั่งคั่งกระจายลงสู่สังคมวงกว้าง
ระยะที่ 3: ยุคมั่งคั่ง (Age of Affluence) จากทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน)
ความมั่งคั่งที่สะสมมาตั้งแต่ยุคก่อนนำไปสู่ความชะล่าใจ การบริโภคและความสะดวกสบาย กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิต เกิดการขยายตัวของ “กลุ่มทุนนิยมทหาร–อุตสาหกรรม” (military-industrial complex) งบประมาณทางทหาร กลุ่มทุน และระบบราชการขนาดใหญ่ เริ่มกำหนดทิศทางประเทศ แต่ค่าจ้าง/รายได้ ประชาชนส่วนใหญ่กลับคงเดิม หรือลดลงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
ระยะที่ 4: ยุคเสื่อมทราม (Age of Decadence) ขณะปัจจุบัน ศ.เจียงมองว่า สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในระยะที่ระบบต่างๆเริ่มหันมาทำลายตัวเองจากภายใน สถาบันการเมือง เศรษฐกิจ และสื่อ กลายเป็นกลไกที่ตอกย้ำความแตกแยก ความเหลื่อมล้ำ และการเสื่อมถอย มากกว่าจะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ทั้งระบบถูกออกแบบหรือบิดเบือน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนำ มากกว่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของสังคมทั้งประเทศ
ระยะที่ 5: การล่มสลาย (Collapse) ระยะสุดท้าย มักจะมาพร้อมกับ วิกฤตค่าเงิน การสูญเสียพันธมิตร และอิทธิพลระหว่างประเทศ ตลอดจนความแตกหักรุนแรงทางการเมืองภายในประเทศ สถาบันที่เคยทำหน้าที่ค้ำจุนจักรวรรดิเริ่มล้มเหลว หรือถูกประชาชนถอนความไว้วางใจ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนระเบียบโลกครั้งใหญ่
เสาหลัก 4 เสา แห่งความเสื่อมถอยของสหรัฐอเมริกา
(หัวข้อนี้เป็น “กรอบวิเคราะห์” ที่ศ.เจียงใช้ต่อจากโมเดลของ Glubb เพื่อให้เห็นโครงสร้างความเสื่อมของจักรวรรดิสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบัน)
เสาแรก: ระบบการเมืองที่ติดหล่ม การเมืองสหรัฐฯ อยู่ในภาวะขัดข้องและแตกแยกอย่างรุนแรง พรรคการเมืองหลักทั้งสอง เห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรูมากกว่าเป็นคู่ร่วมปกครอง จึงไม่สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ นโยบายถูกใช้เป็นตัวประกันของเกมอำนาจระยะสั้น
เสาที่สอง: ทุนนิยมการเงินและความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนโดยทุนการเงินขนาดใหญ่ มากกว่าการผลิตจริงและการสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ผลคือความมั่งคั่งไหลไปสู่ชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนขยายตัว จนกลายเป็นบ่อนทำลาย “สัญญาสังคม” (Social Contract) ที่เคยทำให้ชาวอเมริกันเชื่อว่า การทำงานหนักสามารถไต่ระดับชีวิตขึ้นไปได้
เสาที่สาม: วัฒนธรรมบริโภคและอัตตาปัจเจก วัฒนธรรมหลักคือ การบริโภค ความบันเทิง และการแสวงหาความพึงพอใจส่วนตนระยะสั้น มากกว่าหน้าที่ต่อส่วนรวม ความหมายของ“ความสำเร็จ” ถูกตีกรอบด้วยเงิน ชื่อเสียง และภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เหนือคุณธรรม ความรับผิดชอบ และการรับผิดชอบต่อสาธารณะ สิ่งเหล่านี้ กัดกร่อนคุณลักษณะต่างๆ ที่ทำให้จักรวรรดิรุ่งเรือง เช่น วินัย ความกล้าหาญ และความยับยั้งชั่งใจ
เสาที่สี่: นโยบายต่างประเทศแบบจักรวรรดิที่เกินตัว สหรัฐอเมริกาแผ่กำลังทางทหารและการเมืองไปทั่วโลก จนกลายเป็นภาระมหาศาล ทั้งด้านงบประมาณ และความชอบธรรม การทำสงครามยืดเยื้อ การแทรกแซงประเทศอื่น และการรักษาระเบียบโลกแบบฝ่ายเดียว ทำให้พันธมิตรเริ่มลังเล คู่แข่งเริ่มท้าทาย และประชาชนภายในประเทศเองก็เริ่มตั้งคำถามว่า “เราทำเพื่ออะไร และเพื่อใคร”
ในภาพรวม ศ.เจียงเสนอว่า เมื่อมองผ่านเลนส์ “The Fate of Empires”
สหรัฐอเมริกาไม่ได้แค่เผชิญปัญหาชุดเดียว ที่สามารถแก้ด้วยนโยบายเฉพาะหน้า
แต่กำลังอยู่ในช่วงปลายของวัฏจักรจักรวรรดิ ที่โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนร่วมกันผลักประเทศเข้าสู่ยุคเสื่อมถอยอย่างเป็นระบบ
บทสรุปเป็นภาษาไทย : ป้าศรี กับ Perplexity AI
14.04.2569
ถึงแม้จะร่วมมือเขียนกับ AI แต่ป้าศรีก็ใช้เวลานานทีเดียวกับบทความนี้
ยอมรับว่า geopolitics เป็นอีก 1 เรื่องที่ป้าศรีสนใจค่ะ
(คงจะเป็นเพราะเลือดนักข่าวที่ยังไม่จางหาย)
จาก FB: โต๊ะป้าศรี




ความคิดเห็น