ปัญหาเป็นของชั่วคราว
- 4 ส.ค.
- ยาว 1 นาที
ป้าศรี/คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ข้าพเจ้ามีบ้านชื่อน้ำสาน อยู่นอกชานเมืองเชียงใหม่ เป็นสวนป่าที่มีต้นไม้มากมาย (บทความนี้ เขียนหลายปีแล้ว บ้านน้ำสานนี้ไม่ใช่ของป้าศรีแล้ว)
อยู่ที่นั่นวันคืนผ่านอย่างรวดเร็ว ราบรื่น ชื่นใจ ได้สัมผัสธรรมชาติรอบตัวอย่างช้าๆ สบายๆ ทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง
วันคืนที่ผ่านไปไม่หยุดยั้ง ทำให้ได้เห็นตุ่มเล็กๆ เมื่อวันก่อนกลายเป็นดอกตูม ดอกตูมกลายเป็นดอกแย้ม ดอกแย้มเป็นดอกบาน จนเหี่ยวเฉา แล้วโรยราไป ชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งที่เคยไปอยู่คนเดียวในบ้านริมป่าที่วัดสวนโมกขพลารามที่ไชยา อยู่นานเกือบสามเดือนเต็ม
การตัดสินใจไปอยู่สวนโมกข์ครั้งนั้นเพราะมีทุกข์หนักหนา
จำได้ว่าช่วงแรกๆ ก็เก็บปัญหาไว้ครุ่นคิดหาทางแก้คนเดียว แต่เมื่อสภาพจิตใจเลวร้ายลงเรื่อยๆ ก็เริ่มปรึกษาญาติมิตรเพื่อนฝูง ทุกคนแสนดี ช่วยเหลือ ปลอบใจ ให้คำปรึกษา
แต่ยิ่งมีคนฟังและเห็นอกเห็นใจ ก็ยิ่งวนอยู่แต่กับเรื่องของตัวเอง ทำให้ ‘ตัวฉัน’ เข้มข้นขึ้น ความสงสารตัวเองก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งสงสารตัวเอง ความทุกข์และปัญหาก็ดูใหญ่โตขึ้น ความโกรธแค้น กังวล ความกลัวอนาคต ปะปนวนเวียนอยู่ในสมอง
แน่นอนว่าความคิดและการงานดิ่งวืดเหมือนลงเหว
ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ยิ่งคิด ถึงแม้จะรู้ตัว แต่ก็ไม่สามารถตัดวงจรเร่าร้อนนั้นได้ เลยตัดสินใจไปฝึกใจ พูดง่ายๆ ว่าไปจัดการกับ ‘ข้างใน’ เพื่อจะได้มีพลังมาจัดการกับ ‘ข้างนอก’
ทุกวันนี้ยังรู้สึกขอบใจชีวิตในช่วงนั้นที่สอนให้คิดได้ว่า ถ้าใจเราโง่ ไม่ว่าความเอื้ออาทร ญาติมิตร หรือทรัพย์สิน ชื่อเสียง ก็ไม่ช่วยให้เราหายทุกข์ กลับจะยิ่งทำให้เรายึดติดในศักดิ์ศรีและความสำคัญของตัวเอง ซึ่งยิ่งยึดเท่าไรก็ยิ่งแค้นเคือง ยิ่งวนว่ายอยู่ในความร้อนที่ผลาญเผาใจ
ธรรมะของพระพุทธองค์ และการปฏิบัติตามคำชี้แนะของท่านอาจารย์พุทธทาสและอุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง ทำให้ใจข้าพเจ้าโง่น้อยลงทีละนิด
ธรรมชาติป่าที่สวนโมกข์ก็ช่วยบำบัดทุกข์ได้อย่างมหัศจรรย์ ความสวยงามเป็นเพียงส่วนย่อย ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนที่มีให้เห็นตลอดเวลาต่างหากที่ช่วยละลายความเร่าร้อน
กิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งที่วัดป่า คือกวาดพื้นลานด้วยไม้กวาดทางมะพร้าว ข้าพเจ้าบันทึก* ไว้ว่า
“...ใบไม้ร่วงปลิวเข้ามา แม้ตรงที่มีหลังคาคลุม ร่วงไม่หยุด กวาดเตียนไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ปลิวเข้ามาระเกะระกะอีก ไม่หมดไม่สิ้น เจ้าต้นช่างผลิใบมาโตรับแดด อาบฝน เล่นลม แล้วก็ร่วงให้กวาดลงดิน”
เหมือนตัวเราที่เกิดมา โตขึ้น แก่ลง ในที่สุดก็หลุดร่วงจากโลกไป ธรรมชาติช่วยให้เห็นความไม่คงทนของทุกสิ่ง ยิ่งเห็นชัดที่ใจ ก็ยิ่งเบาสบายขึ้นตามลำดับ... ทำไมหรือ...ก็เพราะเห็นต่อไปว่า ปัญหาก็ไม่เที่ยงแท้ เราโง่เองที่ไปยึดติดจนวนเวียนเป็นวัวพันหลัก
ที่สวนโมกข์ข้าพเจ้าอยู่คนเดียวในบ้านไม้สักริมป่า เพื่อนร่วมบ้านมีทั้งหนู ทั้งแมงมุม ทั้งตุ๊กแก ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น รอบบ้านพบทั้งงู แมงป่อง กิ้งก่า ตลอดจนหมาแมวที่คนเอามาปล่อยวัด ได้เห็นว่าทุกชีวิตดิ้นรน แสวงหา
ขอยกบันทึกมาอีกตอนหนึ่งว่า
“...การเกิด การอยู่รอด อยู่ไม่รอด พลัดพราก เข่นฆ่า เอื้ออาทร เห็นอยู่กับตาไม่เว้นแต่ละวัน...แมวที่ตะครุบนก ฉีกกิ้งก่า แต่รักลูกจนกล้าสกัดหมาทั้งฝูง วันโน้นคาบหนูตัวใหญ่ขึ้นไปกินบนหลังคา เมื่อวานทิ้งซากนกไว้ เหลือแต่ขนที่ยังทรงรูปร่าง กินจากข้างใน ท้อง ไส้ หนัง เนื้อ ไม่มีเหลือ...ธรรมดา ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมดา ดี ร้าย ในชีวิตไม่แปลกอย่างที่เคยคิด...”
* บันทึกชุดนี้ ตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ ‘ฝนตกยังต้อง ฟ้าร้องยังถึง’
การเกิดการตายที่เห็นอยู่รอบตัว ช่วยลดความสำคัญของตัวเองให้เหลือนิดเดียว และในเมื่อ ‘ตัวฉัน’ ไม่สำคัญสักเท่าใด ‘ปัญหาของฉัน’ ก็ไม่สำคัญสักเท่าใดไปด้วย
สำคัญน้อยก็ยึดน้อย ปล่อยวางมากขึ้น ใจก็ปลอดโปร่ง สมองโปร่งตาม จนเห็นหนทางที่จะจัดการกับปัญหา...แก้ส่วนที่แก้ได้ และยอมรับส่วนที่แก้ไม่ได้
ปัญหาอะไรจะใหญ่นักสำคัญหนา ในเมื่อชีวิตเป็นเพียงของชั่วคราว...
---
บท: ปัญหาเป็นของชั่วคราว
ผู้เขียน: คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ (ป้าศรี)
หนังสือ: เข็นครกตัวเบา
พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๕๘
จาก FB: โต๊ะป้าศรี CH Table




ความคิดเห็น