top of page

ที่มาเยือนเย็นและชีวามิตร

  • 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ป้าศรี /คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์


ลุงเจเจ ป้าศรี และ ลูกสาวป้า (อโนมา “น้ำหวาน”) ไปร่วมถวายมุทิตาสักการะ แด่สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) เมื่อเย็นวันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พระอาจารย์ชยสาโร เป็นพระภิกษุต่างชาติรูปแรก ที่ได้รับการสถาปนาเป็น “สมเด็จพระราชาคณะ” ของคณะสงฆ์ไทย และเป็น สมเด็จราชาคณะที่อายุน้อยที่สุดในปัจจุบัน ท่านเป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด แต่ได้รับสัญชาติไทยเมื่อหลายปีมาแล้ว



น้อยคนที่ยังมีชีวิตอยู่

ทราบว่า ท่านอาจารย์ชยสาโร เป็นผู้ที่ฝังเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่งไว้ในใจป้าศรี เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว

เป็นเมล็ดพันธุ์ทางความคิดและจินตนาการ ที่ทำให้เกิดการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายอย่างเป็นระบบในประเทศไทย เมล็ดพันธุ์ที่งอกงามขึ้นมาเป็น “ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม” ที่ทำงานเกี่ยวเนื่อง โยงใยกับอีกหลายองค์กรในเรื่องคุณภาพชีวิตระยะท้ายและการตายดีในทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็น สสส (สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ) สช (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ) โรงพยาบาลคูน ซึ่งเป็น โรงพยาบาลเอกชนฉะเพาะทางสำหรับผู้ป่วยระยะท้าย

และอื่นๆอีกมากหลาย ทั้งภาครัฐ และเอกชน และที่กลายเป็นจุดให้เกิดอีก วิสาหกิจเพื่อสังคม หนึ่งที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่ประสงค์ที่จะตายที่บ้าน คือ “เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม” ซึ่งมี คุณหมออิศรางค์ นุชประยูร คุณหมอนาฏ ฟองสมุทร และป้าศรี เป็นผู้ร่วมกันก่อตั้ง

 

เรื่องมีอยู่ว่า

ครั้งที่ท่านอาจารย์ชยสาโร มานำการปฏิบัติธรรมที่บ้านพอ แม่ริม เชียงใหม่

ซึ่งมีการจัดขึ้นทุกปีในเดือนมกราคม

บ้านน้ำสาน ของป้าศรีในสมัยนั้น อยู่ติดบ้านพอ

และเป็นพื้นที่ใช้ร่วมกับบ้านพอ ในคอร์สปฏิบัติธรรม

ทุกๆ บ่าย 3 โมง

ท่านอาจารย์จะมานั่งในสวนบ้านน้ำสาน เพื่อตอบปัญหาธรรม กับผู้ปฏิบัติเข้าปฏิบัติฯ


วันหนึ่งพระอาจารย์บอกป้าศรีว่า ท่านเพิ่งกลับมาจากอังกฤษ จากการที่ไปเยี่ยมและอยู่ใกล้ชิดกับบิดาท่านในช่วงสุดท้ายจนสุดสิ้นชีวิต ใน Hospice ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

(การดูแลฉะเพาะทางสำหรับผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต เรียกว่า Hospice Care หรือ Terminal Care)

ท่านอาจารย์เล่าว่า การไปอังกฤษครั้งนี้ เป็นด้วยเรื่องความเจ็บป่วยครั้งสุดท้ายของบิดาของท่าน

ท่านได้เห็นว่าพ่อของท่านได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดและถูกต้องที่สุด และการตายของพ่อท่านเป็นการตายที่มีคุณภาพ… สงบ ผ่อนคลาย อย่างที่ควรจะเป็น ตัวท่านเองที่เป็นบุตร จึงรู้สึกสะอาดใจ ไม่มีอะไรติดค้าง


ท่านอาจารย์ ตั้งคำถามกับป้าศรีว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ไฉนไม่มีพื้นที่การดูแลผู้ที่ถึงวันที่จะต้องจากโลกไปอย่างสงบงามเช่นนั้น

ในหัวใจป้าศรีเองนั้น นึกถึงเรื่องการตายมาตลอดอยู่แล้ว ได้เคยเห็นความทรมานของผู้สูงอายุ 99 ปี ที่ต้องตายคาท่อช่วยหายใจ ที่ค้างอยู่ในคอเขานานหลายอาทิตย์

และเคยเห็นการตายของหญิงสาวจอมลุย ที่แสนฉลาด อารมณ์ดี เป็นผู้ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เป็นนิสิตจุฬาฯ

ทว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่โรงพยาบาลตำรวจ เธอกลายเป็นหงุดหงิดทุรนทุราย เมื่อความบาดเจ็บของเธอทำให้ไม่สามารถดึงอ๊อกซิเจนได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย


พูดได้ว่า ป้าศรีมีประสบการณ์ตรง

กับความรู้สึก “ช่วยไม่ได้”

ได้เห็นช่วงก่อนความตายอย่างทรมานของคนดีๆ

ความตายที่มาอย่างช้าๆ

จากการขาดออกซิเจนเพราะคอที่หัก

ทีละน้อย.. ทีละน้อย… นานเป็นเดือน


สำหรับป้าศรี

ประสบการณ์นี้ สุดแสนจะเจ็บปวดหัวใจ…

สาวคนนี้ จบคณะบัญชี เธอมาอาสาช่วยงานเพื่อสังคมของป้าศรี

ซึ่งสมัยนั้นเป็นเรื่องของมูลนิธิเรือนร่มเย็น ที่ป้าศรีตั้งขึ้นมาเพื่อสกัดไม่ให้“เอเย่นต์” หลอกนำพาเด็กหญิงที่ด้อยโอกาสในภาคเหนือ(ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กชาวเขา) ในวัย 13-14 ขวบเข้าสู่วงจรบริการทางเพศ ยุคนั้นเรียกว่ายุค “ตกเขียว”


….โอ๊ย เขียนแวะออกนอกเรื่องความตายไปซะแล้ว….

ไว้วันหลัง จะค่อยมาเขียนเรื่องมูลนิธิเรือนร่มเย็น ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ซึ่งป้าศรีตั้งขึ้นและดำเนินการอยู่ 8 ปี ก่อนที่ปัญหาตกเขียวจะค่อยหมดไป เมื่อกระทรวงศึกษาธิการขยายการศึกษาภาคบังคับ จาก ประถม 4 ไปเป็นประถม 6… แต่พวกเอเย่นต์ก็จะไปหลอก หรือ ซื้อ เด็กหญิงพม่า ไทยใหญ่ และยูนนาน… เป็นเรื่องที่เศร้ามาก) มูลนิธิเรือนร่มเย็นปิดตัวลงเมื่อการ “ตกเขียว”ในไทยเบาบางจนหายไป


กลับมาเรื่องหญิงสาวที่คอหักจากอุบัติเหตุรถแท๊กซี่ชน อายุเธอตอนนั้นเพียง 25 ปี ที่เป็นคนลุยงาน เป็นนักต่อสู้ เพิ่งจบปริญญาตรีจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แค่ปีสองปี

เธอคอหักจากอุบัติเหตุในท้องถนนในกรุงเทพนี่แหละ มีพลเมืองดีช่วยปั๊มหัวใจเธอกลับมาที่ข้างถนน รถพยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลตำรวจมารับเธอใส่ท่อช่วยหายใจแล้วพาเธอเข้าห้องฉุกเฉิน แล้วก็มาต่อที่ห้องผู้ป่วยหนัก ป้าไปเยี่ยมเธอ อาทิตย์ละหลายครั้ง ได้เห็นเธอกระหายออกซิเจนอยู่เกือบตลอดเวลา ได้เห็นหญิงสาวคนเก่งของป้า จดจ่อแค่การหายใจเอาออกเข้าไปให้เต็มปอด เธออยู่อย่างนั้นเป็นเดือน แล้ววันหนึ่ง ความทรมานจากการกระหายออกซิเจนก็หยุดลง

ป้ายอมรับตรงๆ ว่าดีใจที่มันหยุด พอแล้ว… ความทรมานของคนสาวๆที่เคยลุย เคยแข็งแรง และมีใจเป็นจิตอาสามาตลอด


ป้าเริ่มคิดหาทาง ได้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญสูงวัยชาวไอริช ที่ไปริเริ่ม Hospice care ที่ Houston (ที่นับว่าเป็น Hospice แรกๆของอเมริกา เชิญเขามาเมืองไทย มาให้ความรู้ มาพูดทั้งเรื่อง palliative care

เรื่อง terminal care (หรือ Hospice Care) และเรื่องการก่อตั้ง Hospice ที่มหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อสมัย ที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน เป็นอธิการบดี


หลังจากนั้น ไม่นานป้าศรีก็ได้เดินทางกับคุณหมอรัชตะ และคุณหมอวิจารณ์ พานิช ผู้ซึ่งเป็นประธานสภา มหาวิทยาลัยมหิดล ในตอนนั้น ไปดูงานการดูแล ผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างประคับประคอง (palliative care) และ Hospice ต่างๆ เพื่อศึกษาระบบ hospice และศึกษาเข้าใจการดูแลผู้ป่วยที่กำลังจะตาย หรือที่เรียกว่า terminal care ที่อเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น


ไม่กี่ปีหลังจากนั้น คุณหมอรัชตะก็ได้ รับการแต่งตั้งให้ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 จำได้ว่า ภายในไม่ถึงเดือน หลังการขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี  คุณหมอก็มีการประกาศกฎกระทรวงให้โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลที่ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข ต้องมีหน่วยการดูแลอย่างประคับประคอง (palliative care) ภายในเวลา 2 ปีหลังการประกาศ


หลังจากเดินทางกับคุณหมอทั้งสองเสร็จ

ป้าก็ออกเดินทางอีก ไปดูอังกฤษ ซึ่งได้มีการตั้ง modern hospice แห่งแรก เป็นทางการหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ Saint Christopher’s Hospice และ Hospice ของ มหาวิทยาลัย Oxford


ต่อจากนั้น ป้าศรีได้ขอให้ ฝ่ายวิชาการของ Saint Christopher‘s Hospice จัดคอร์สพิเศษ 7 วัน ให้เป็นคอร์สที่ขอให้สร้างให้กับคณะแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 6 คน โดยเฉพาะ 6 คนนี้ รวมคุณหมออิศรางค์ นุชประยูร ผู้ที่ต่อมากลายเป็นหัวหอกในการก่อตั้ง เยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อการตายดีที่บ้าน


คณะที่ไปเข้าคอร์สนี้ มีคนที่ 7 ค่ะ

ชื่อ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ที่เจ้ากี้เจ้าการใช้ความเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ ไปผูกมิตรกับทาง Saint Christopher’s เอาไว้ ก่อนที่จะขอให้เขาจัดคอร์สให้คณะแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์


ซึ่ง ฝ่ายวิชาการของ Saint Christopher นี้ เขาก็มีการจัด Course เฉพาะสำหรับคณะแพทย์พยาบาลต่างประเทศที่กำลังจะก่อตั้ง hospice ในประเทศของตน โดยที่เขาจะออกแบบคอร์สให้เหมาะสมกับคณะที่มาจากประเทศนั้นๆ ทว่าจะต้องติดต่อล่างหน้าให้เขามีเวลาเตรียมคอร์ส ไม่ต่ำกว่า 6 -7 เดือน

จำได้ว่าสนุกชมัด ทุกๆ วัน เช้าขึ้นเราทั้ง 7 ก็สะพายเป้ ออกเดินเป็นกลุ่มจากที่พักไปเรียนที่ Hospice รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง


จะไม่เล่าทั้งหมดล่ะค่ะ จะขอกระโดดข้ามมาถึงตอนที่ป้าคิดจะสร้างองค์กรเอกชนเกี่ยวกับเรื่องชีวิตระยะท้ายและการตายดีนี้นะคะ (ก็คือการริเริ่มก่อตั้ง “ชีวามิตร” นี่แหละ)

ป้าศรี จอมยุ่ง ก็ไปกราบเรียนท่านอาจารย์ชยสาโร ว่าป้าจะทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วละ

และในเมื่อท่านอาจารย์มีส่วนมากๆ ในการจุดประกาย ให้ป้าศรีลงมือทำอย่างจริงจัง

จึงจะขอนิมนต์ท่านอาจารย์มาเป็นหัวเรือ หรืออย่างน้อยก็มาเป็นพลังสมองพลังใจให้เรื่องนี้อย่างเต็มที่

ย้ำว่า ท่านเป็นผู้จุดไฟให้ป้าลุย ให้เกิด การ “ตายดี” อย่างจริงจัง

(อันที่จริงเรื่องตายนี่นอนเนื่องอยู่ในใจป้ามานาน ก่อนท่านจะมาเอ่ยปากแล้ว

ท่านมาจุดไฟให้เชื้อเพลิงที่สะสมในใจจำนงศรีมานานปีแล้ว

น่าสงสัยนะว่า ทำไมท่านมาพูดเรื่องนี้กับป้าศรี ทำไมไม่ไปพูดกับลูกศิษย์คนอื่น)


อ้าว… ท่านกลับตอบว่าไม่ได้หรอก เพราะท่านได้อุทิศความตั้งใจให้กับการสร้างการศึกษาที่ประกอบด้วยธรรม อย่างเต็มตัวไปแล้ว

ท่านบอกให้ป้าศรี ไปพบพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เพราะท่านไพศาลทำเรื่องการตายดีมาระยะหนึ่งแล้วกับเครือข่ายพุทธิกา

นั่นแหละค่ะ ป้าศรีก็เริ่มไปอาศัยท่านอาจารย์ไพศาลอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ได้นิมนต์ท่าน มาจัดคอร์ส วิถีสู่ความตายอันสงบ ที่บ้านน้ำสาน อยู่หลายปี ต่อเนื่องกัน โดยมี สุ้ย วรรณา และ มาร์ค เป็นกระบวนกร สุ้ยและมาร์ค ก็เป็น ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death วิสาหกิจเพื่อสังคม ในปัจจุบัน


เมื่อ บริษัทชีวามิตรวิสาหกิจเพื่อสังคม เกิดขึ้นจริงๆ ด้วยความร่วมมือของศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักกฏหมายมือเอกท่านหนึ่งของประเทศไทย มาเป็นประธานกรรมการ ชีวามิตร และป้าก็บังอาจ นิมนต์

ท่านอาจารย์ชยสาไร และท่านอาจารย์ไพศาล วิสาโล มาเป็นที่ปรึกษาของ ชีวามิตร ด้วยความระลึกในพระคุณเป็นอย่างสูง และเพื่อเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่กับป้าศรีในการทำงานที่ออกจะทะเยอทะยาน สำหรับมนุษย์แก่ๆ ที่กระเป๋อกระป๋าไม่เป็นระบบระเบียบอย่าง อียัยจำนงศรี จำได้ว่าพระคุณเจ้าทั้งสองรูป เมตตารับตำแหน่งกิตติมศักดิ์นี้ อย่างขำขัน


     รูปภาพวันนี้ค่ะ งานนี้มีคนนุ่งผ้าซิ่นทอมือสวยๆ กันเยอะเลย ป้าศรีกับน้ำหวานก็นุ่งซิ่น ป้านิด (นิดา หงษ์วิวัฒน์) ก็นุ่งซิ่น
รูปภาพวันนี้ค่ะ งานนี้มีคนนุ่งผ้าซิ่นทอมือสวยๆ กันเยอะเลย ป้าศรีกับน้ำหวานก็นุ่งซิ่น ป้านิด (นิดา หงษ์วิวัฒน์) ก็นุ่งซิ่น

เล่าซะยาว แค่จะบอกว่าไปถวายมุทิตาจิต ท่านสมเด็จฯองค์ใหม่ ผู้มีพระคุณมากมายกับป้าศรีมาหลายสิบปี

โหย…. ตีสี่แล้ว ยังไม่ได้เข้านอน เขียนเล่าเรื่องใกล้ใจตัวเอง

ซึ่งเป็นเรื่องที่งอกจากการถวายมุทิตาจิต พระอาจารย์สมเด็จฯ

งอกซะซะยืดยาวไปเลย


ใครทนอ่านถึงตรงนี้ได้ก็คงพอเข้าใจอย่างคร่าวๆถึงกำเนิด “ชีวามิตร” และ “เยือนเย็น” รายละเอียดมากกว่านี้ หลายๆ เท่าค่ะ

เล่าทั้งหมด ม่ายหวาย

ราตรีสวัสดิ์… เอ๊ย อรุณสวัสดิ์ค่ะ

เขียนมายาวเยื้อยอย่างนี้

ป้าศรีจะขอให้ช่วยแชร์ให้ “ชีวามิตร” เป็นที่รู้จักให้กว้างขวางออกไป

เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับส่วนรวมให้มากที่สุด

 เว็บไซต์ ชีวามิตร

 เฟซบุ๊ก

ป้าศรี

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

02.08.2569

รูปภาพวันนี้ค่ะ งานนี้มีคนนุ่งผ้าซิ่นทอมือสวยๆกันเยอะเลย ป้าศรีกับน้ำหวานก็นุ่งซิ่น ป้านิด(นิดา หงษ์วิวัฒน์)ก็นุ่งซิ่น

จาก : FB โต๊ะป้าศรี https://www.facebook.com/20531316728/posts/10154009990506729/

See less

ความคิดเห็น


Final Logo.png

ที่อยู่:
Bangkok Thailand

Email: 

ส่งข้อความหาเรา
แล้วเราจะติดต่อกลับในไม่ช้า

ขอบคุณสำหรับการติดต่อ

bottom of page