สติที่ตั้งมั่นในวันที่เจ็บป่วย
- Chamnongsri Hanchanlash
- 23 พ.ย. 2568
- ยาว 1 นาที
คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ประสบการณ์การเจ็บป่วยครั้งที่เพิ่งผ่านมาหลายปีแล้ว ทำให้ป้าได้เรียนรู้เรื่องความตาย ถึงแม้จะคิดว่ามันไม่ใช่ศัตรู แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเพื่อนหรอกนะ มันสอนอะไรป้าเยอะมาก
ป้าล้มอยู่ตรงนี้เลย (ชี้ให้ดู) ก่อนหน้าวันที่จะล้ม ป้าก็มีอาการแปลก ๆ กับตัวเอง แต่ไม่ทันคิดอะไร ตอนนั้นป้าไปอินเดีย ไปที่พุทธคยา คือป้าเป็นชาวพุทธที่พยายามฝึกฝนปฏิบัติอย่างตั้งใจ เราคิดไว้อยู่แล้วว่าความตายไม่ใช่ศัตรู แต่เราก็ไม่อยากเกิดอีกแล้ว ไม่อยากเกิด ไม่อยากตาย รู้สึกว่าพอแล้ว ป้าก็ไปเที่ยวพุทธคยา ศึกษาศาสนา ไปเดินที่นั่นเจ็ดวัน เดินเยอะมาก เหนื่อยมาก ระหว่างนั้นก็มีอาการแปลก ๆ เหมือนจะเป็นลมอยู่เรื่อย แต่ก็ไม่บอกใคร ไปกับลูก แต่ก็ไม่ได้บอกลูกว่าจะเป็นลม
พอกลับมาเมืองไทยก็ยังไปร่วมงานปีใหม่ของโรงพยาบาลจักษุ รัตนิน แถมยังขึ้นไปเต้นร็อกอยู่บนเวที เต้นแบบดุเดือดเลยล่ะ ลูกน้องก็ดีใจตื่นเต้นกันใหญ่ว่า ป้าอายุขนาดนี้ยังแข็งแรงได้แบบนี้ ตอนเต้น ๆ อยู่นั้นก็เหมือนจะล้มอีกแล้ว แต่เราก็ไม่ได้บอกใคร ก็ไม่นึกว่ามันจะเป็นอะไรร้ายแรง จนวันรุ่งขึ้นมานั่งประชุมอยู่ที่นี่ ประชุมเสร็จแป๊บเดียวก็ล้มเลย มันล้มจริง ๆ เลย
ตั้งแต่ก่อตั้งชีวามิตรมา ป้าก็เคยคิดเล่น ๆ กับตัวเองว่าถ้าจะต้องตายด้วยโรค เราจะเลือกโรคอะไรดี… เราก็ตอบว่าโรคหัวใจเถอะ… คือคิดเล่น ๆ ไว้กับตัวเอง วันนั้นที่ป้าล้ม นอนแอ้งแม้ง ลูกสาวรีบพาเข้าห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ป้าก็นอนอยู่บนเตียงรอหมอ มีหมอเดินเข้ามา เขาก็บอกว่าคุณป้าเป็นโรคหัวใจนะ ป้าก็บอกว่า “เย้!” คุณหมออีกคนที่รู้จักกันดีก็หัวเราะแล้วร้องว่า “เห็นด้วย!”
แต่มันไม่ใช่แค่นั้นนะ ยังมีความซับซ้อนและผลพวงที่ไม่มีใครนึกถึงตามมาหลายอย่าง
สรุปแล้วอยู่โรงพยาบาลรวมเดือนหนึ่งเต็ม ๆ อยู่ในไอซียูสามอาทิตย์ แต่ละวัน ๆ จะมีข่าวร้ายเข้ามาบอกป้าเพิ่มขึ้น ๆ แถมมีโรคแทรกซ้อนเป็นความดันขึ้นมาอีก อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ กว่าจะประคับประคองให้ฟื้นขึ้นมาได้
พอจวนใกล้ที่หมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้ (บ้านป้าอยู่ใกล้โรงพยาบาล) ป้าก็ไปวิจารณ์หนังบนเวที โครงการจุฬาพาเพลิน ซึ่งป้าร่วมริเริ่มกับ คุณหมอสุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย แห่งศูนย์พัฒนาสมองผู้สูงอายุของโรงพยาบาลจุฬาฯ และ คุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี แห่งศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ เราจัดเป็นการฉายหนังดี ๆ ให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอายุ 50 ขึ้นไปดูฟรี ฟังร่วมในการวิเคราะห์วิจารณ์ ขอโฆษณาโครงการนี้ซะเลย เราทำกันสองเดือนครั้ง ทำมาเกือบ 3 ปีแล้ว จากมีคนเข้ามาดูกันแค่ 40 กว่าคน กลายเป็นมีแฟนประจำ มากันครั้งละ 200 กว่าคนแล้ว
หมอก็อนุญาตให้ไปขึ้นเวที เขาบอกว่าถือเป็น Stress Test (ทดสอบกำลัง) ไปพูดก็สนุกสนานดี คิดว่าจะได้ไปพักฟื้นที่บ้านแล้ว ไม่ต้องติดเตียงไอซียู ขอยกให้คนไข้อื่นเขาได้ใช้บ้าง แต่คืนนั้นก็ทรุดฮวบลงอีกครั้ง มีอาการใหม่ที่เกิดแทรกเข้ามา ก็ต้องกลับเข้าไอซียูอีกรอบ (หัวเราะ) เป็นอะไรที่ทีมหมอเครียดกันเลย สามีกับลูก ๆ ก็ชักไม่แน่ใจว่าจะรอดไหม แต่คนไข้ไม่ยักเครียด จนเดี๋ยวนี้มองย้อนไปก็ไม่รู้ว่าทำไมเราไม่เครียด ไม่กลัว คล้ายว่าเรื่องมันจะเกิด มันก็เกิด มันจะเป็น มันก็เป็น และมันก็เป็นไปแล้ว หมอเจ้าของไข้ก็ตั้งใจรักษาคนไข้ดีที่สุดแล้ว
อาการทรุดฮวบลงครั้งนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีสำหรับชีวามิตรได้เลย คือเช้าวันหนึ่งคุณหมอเจ้าของไข้ก็มายืนปลายเตียง และพูดว่ามีเรื่องยากมากให้ป้าตัดสินใจ ป้าถามว่าเรื่องอะไร หมอบอกว่าให้ป้าตัดสินใจเลือกว่าจะเสี่ยงด้านไหน ระหว่างสมองกับหัวใจ ป้าก็ตอบปุ๊บเลยว่า เอาสมองไว้ เสี่ยงหัวใจ แล้วเราก็ยื่นมือมาแปะกันแบบนักเลงเลย โอเค ตามนี้
คือก่อนหน้านี้ หมอเจ้าของไข้ได้ไปถามลูกชาย ลูกชายก็บอกว่าให้หมอถามแม่โดยตรงเลยดีกว่า เขารู้ว่าแม่จะต้องการอย่างนั้น สิ่งนี้แหละที่ป้าว่าดีมาก ๆ คือทั้งหมอและญาติให้เกียรติผู้ป่วยในฐานะเจ้าของชีวิตและชีวา เคารพสิทธิ์เราที่จะเลือกและตัดสินใจด้วยตัวเอง
โดยทั่วไป หมออาจจะไม่กล้าบอก ไม่กล้าอธิบายหรือถามคนไข้ตรง ๆ ในเรื่องที่เขาคิดว่าคนไข้จะรับได้ยาก แต่สำหรับคนที่รับได้ ป้าคิดว่าประสบการณ์ครั้งนี้แหละแสดงให้เห็นบทบาทของหมอ บทบาทของญาติ และบทบาทของผู้ป่วย อย่างที่น่าจะเป็น หมอไม่ต้องกังวลใจเพราะคนไข้มีส่วนเป็นผู้ตัดสินใจว่านี่คือทางเลือกของฉัน คนไข้เองก็รู้สึกสงบกับใจตัวเอง เพราะการตัดสินใจนั้นเป็นทั้งการเข้าใจและการยอมรับบนพื้นฐานของความเป็นจริง
หมอก็อธิบายความเสี่ยงต่อทางเลือกแต่ละทางให้ป้าฟังอย่างตรงไปตรงมา ว่าการรักษาแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร อาจจะส่งผลต่อเนื่องกันต่ออวัยวะไหนบ้าง อย่างไร ผลที่เลวร้ายที่สุดคืออะไร ที่ดีที่สุดคืออะไร กระบวนการรักษาเป็นอย่างไร แน่นอนว่าหมอและญาติต้องเข้าใจคนไข้ให้ดี เพราะคนไข้บางคนอาจจะรับไม่ได้
ซึ่งนี่แหละคืองานของชีวามิตร การให้ความรู้ความเข้าใจกับคนที่สนใจที่จะเตรียมตัวเตรียมใจตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อความพร้อมที่จะพบความเจ็บป่วยและความตาย ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายและจิตใจ ความสัมพันธ์และจากพราก ด้านกฎหมายและทรัพย์สิน น้อยคนที่เกิดมาแล้วจะไม่พบความแก่ ความเจ็บป่วย และที่แน่นอนคือความตาย ป้ามองว่า ชีวิตกับความตายเป็นคู่จูงมือกันอยู่ทุกเวลา
ท่านอาจารย์ไพศาล วิสาโล ท่านว่าทุกอย่างที่เรากินเพื่อยังชีวิตเป็นสิ่งที่ตาย ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ นี่เรื่องจริงเลยนะคะ ข้าวปลาหมูเห็ดเป็ดไก่ที่เรากินก็ล้วนตายแล้วทั้งนั้น แล้วจะว่าความตายเป็นศัตรูได้ยังไง ชีวิตอยู่คู่กับความตายโดยตลอด
พอเราตกลงกันได้แบบนี้ก็เข้าสู่กระบวนการรักษา ป้าขอไม่เล่ารายละเอียดนะแต่จะเล่าประสบการณ์ Hallucination (ประสาทหลอน) ระหว่างที่สะลึมสะลือหลังตื่นจากยาเฟนทานิล (Fentanyl) ประสบการณ์นี้ทำให้ประจักษ์กับใจเลยว่าการปฏิบัติธรรมในพุทธวิถีนั้นทำให้เรามีสติสมาธิที่จะอยู่กับฐานความเป็นจริง และพิจารณาความเป็นไปอย่างไม่วูบวาบหวั่นไหวได้
วันนั้นพอรู้ตัวก็เห็นเหมือนกำลังอยู่ในป่าที่มืดสลัว เป็นป่าที่คล้ายถูกไฟไหม้ ต้นไม้บางต้นยังมีใบเป็นพุ่มดำ ตรงที่เป็นกิ่งดำเกรียมยื่นออกมาดูคล้ายกระดูกซี่โครงมนุษย์ มองเข้าไปในป่านั้นด้วยความฉงน ป้าก็ลองเดินเข้าไป ด้วยเชื้อของความเป็นนักข่าวไง ‘Once a Journalist, always a Journalist.’ (หัวเราะ) เราอยากรู้อยากเห็นตลอดมา ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปสำรวจให้เข้าใจ
หลังจากนั้นก็เคยเอาไปเล่าให้พระอาจารย์ที่มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ท่านสอนว่าเราไม่ควรเดินเข้าไปในภาพหลอน แต่ตอนนั้นเราก็มีสติอยู่ตลอดนะ ซ้อนอยู่กับภาพหลอน เป็นสติที่รู้ตัวทั่วพร้อมทั้งกายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกายที่นอนอยู่ ในขณะเดียวกัน เมื่อไหร่ที่ลืมตาก็เห็นว่าเป็นห้องพักฟื้น เป็นการรับรู้สามด้านที่ซ้อนกันอยู่ ป้าได้ทดลองมองเห็นสลับไปมาระหว่างภาพหลอนเมื่อหลับตา กับภาพจริงในห้องผ่าตัดเมื่อลืมตา พร้อมกับการมีสติอยู่กับการเห็นทั้งสองอย่าง เห็นเลยว่า อะไรที่เราเห็นว่าจริง มันก็ไม่จริงอยู่ตลอด
พอเขามาเข็นจากห้องพักฟื้น ภาพหลอนก็หายไป ภาพห้องพักฟื้นก็ไม่มีแล้วเช่นกัน
ป้าอยากเล่าประสบการณ์ภาพหลอนให้ฟัง เพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นตามจริงว่า ทุกสิ่งในชีวิตไม่แน่ไม่นอน ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งปฏิบัติฯ ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่า จริง ๆ แล้วเราไม่สามารถควบคุมการแปรเปลี่ยนของกายใจตัวเองได้ เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอนว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา เป็นกระบวนการของเหตุปัจจัยและผลของมันที่เป็นเหตุปัจจัยต่อกันไปเรื่อย ส่วนทางวิทยาศาสตร์ก็ว่าสิ่งที่เรารู้สึกนึกคิดนั้นล้วนเป็นพลังงานที่เกิดขึ้นจากสมองและปฏิกิริยาทางเคมีกับไฟฟ้า Electrochemical Reaction ซึ่งก็เป็นวงจรเช่นกัน เราจึงไม่ใช่เจ้าของตัวเราอย่างแท้จริงเลย
ที่มา: ตัดตอนบทสัมภาษณ์ แท้จริงแล้ว… ความตายไม่ใช่ศัตรู | คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ | a day BULLETIN
FB: โต๊ะป้าศรี CH Table




ความคิดเห็น