สตรีผู้ร่วมสร้าง ‘รัตนิน’
- 18 มี.ค.
- ยาว 2 นาที

คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน หาญเจนลักษณ์ : สตรีผู้ร่วมสร้าง ‘รัตนิน’
โรคตาคุณพ่อ (จุลินทร์ ล่ำซำ) เป็นเหตุให้เกิดโรงพยาบาลจักษุรัตนิน อันโด่งดังเรื่องตาในเวลาต่อมา เพราะหมอตาที่ดูแลตาคุณจุลินทร์ คือ นายแพทย์อุทัย รัตนิน จาก แผนกจักษุนาสิกลาริงค์วิทยา โรงพยาบาลศิริราช
เขาเป็นจักษุแพทย์หนุ่ม ดาวรุ่ง จาก New York Eye and Ear Infirmary นิวยอร์ก และ Massachusetts Eye and Ear Infirmary บอสตัน และยังเป็นนักวิจัยร่วมของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
หมออุทัย รัตนิน ดูแลตาคุณจุลินทร์ ที่เป็นทั้งต้อหิน ต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อมด้วยโรคเบาหวาน ถึงแม้เขาจะเป็นอาจารย์แพทย์ศิริราชแล้ว แต่ก็ยังต้องบินไป บินมาระหว่างกรุงเทพ – บอสตัน สหรัฐฯ เพราะยังมีงานวิจัยที่นั่น
คุณหญิงบอกว่า แรกๆ ไม่ได้ปิ๊งกันเลย
แม้คุณพ่อเธอพยายามเป็นสื่อ แต่คุณหมอซึ่งเป็นคนซีเรียสเต็มไปด้วยสาระ ก็เห็นคุณหญิงเป็นเด็กสาวที่ถูกพ่อตามใจ…ที่ไม่เอาไหน
ส่วนหนึ่งคงจะเป็นเพราะได้พบครั้งแรก ก็ตอนเป็นสาวนักข่าวหนังสือพิมพ์ฝรั่ง กระหืดกระหอบเข้ามารายงานคุณพ่อว่า ขับรถเฉี่ยวรถตุ๊กๆ
ด้านคุณหญิงก็เห็น “เขาดูทื่อๆ…เขาอายุมากกว่าเรา 11 ปี จำได้ว่าเขาเป็นหม๊อหมอ หน้าตาดี แต่ท่าทางแก่” อีกทั้งยังอยู่นอกขอบข่ายความสนใจ เพราะได้เคยตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่มีวันแต่งงานกับหมอหรือนักกฎหมาย (อ้าว คุณเจเจก็เรียนกฎหมาย)
'คุณศรี' เป็นสาววรรณกรรม นักข่าว นักฝันจอมลุย หัวไว อารมณ์ขันเพียบ อึดอัดกับกฏระเบียบ เป็นนักอ่านที่ชอบพระเอกอายุมากๆ ในวรรณกรรมอังกฤษ สมัยวัยรุ่นก็ชอบบอกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนว่า “จะแต่งงานกับคนแก่ อายุสัก 30 ก็ดี ” คุณหมอตอนนั้นอายุประมาณ 30 พอดี 'แก่' กำลังพอเหมาะ
ส่วนคุณหมอ…เป็นคนซีเรียส มีระเบียบแบบแผนในการคิด และการทำงาน
เป็นคนเนี๊ยบ เป็นเรื่องเป็นราว
และมอบทั้งชีวิตจิตใจและจิตใจให้กับเรื่องของตาและโรคตา
สรุป ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
คุณหมอกลับไปอเมริกาเพื่อทำวิจัยต่อ เมื่อกลับมาอีกครั้งก็ปิ๊ง
หมั้นเสร็จคุณหมอก็ให้คุณหญิงไปช่วยงานคลินิกเล็กๆ ที่วังบูรพา
ที่นั่นเธอได้ช่วยรับเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯ มาตรวจรักษาพระเนตรเป็นประจำ แต่ละครั้งทรงพระจำเป็นต้องปีนกระไดขึ้นมาชั้น 2 ด้วยพระองค์เอง เพราะคุณหมอเช่าชั้นบนของอาคารพานิชย์ที่ไม่มีลิฟท์
“แต่งงานเมื่อเราอายุ 22 หมอ 33 ไปฮันนีมูนปีนัง 7 วัน”
หมอเอาคู่มือแพทย์ฝึกหัดทางจักษุวิทยาภาษาอังกฤษ (May’s Handbook of Othalmology) ไปให้ภรรยาอ่านจนจบ โดยมีคุณหมอเป็นอาจารย์กำกับ
ฮันนีมูนเสร็จ คุณหญิงก็มีความรู้เรื่องตาและโรคตามากพอ จนเป็นที่พอใจของสามี
ตั้งแต่วันแรกก็ตกใจในความแตกต่างของการใช้ชีวิต
“ได้รู้ว่าตัวเองเลอะเทอะแค่ไหน เมื่อเห็นความเป็นระเบียบเนี้ยบของเขา…
วันแรกฮันนีมูนก็โดนสั่งสอนเรื่องปิดฝาหลอดยาสีฟัน ที่เราเปิดแล้วทิ้งเปิดไว้ แบบฝาทาง หลอดทาง…
จากมุมมองในแบบของเรานั้น ไม่เห็นจะต้องปิดฝาหลอดมันเลย เพราะเดี๋ยวค่ำจะสีฟันก็ต้องเปิดมันอีก… ไปปิดๆ เปิดๆ มันทำไม…และแล้วก็จบลงด้วยการต้องปิด ต้องเปิด หลอดยาสีฟันวันละสองครั้ง เช้า เย็น ไปตลอดชีวิตแต่งงานกับหมออุทัย 555 ”
“คุณหมออุทัยยังมีงานวิจัยขั้นสุดท้ายค้างอยู่ ก็พาป้าศรีกลับไป Boston ด้วย ตอนนั้นไต๋ (จักษุแพทย์สรรพัฒน์ รัตนิน บุตรชายคนแรก) อยู่ในท้อง 6-7 เดือนแล้วนะ ช่วงที่ไต๋คลอด บังเอิญตรงกับวันเกิด Prof. Dr. Schepens อาจารย์หมอ ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทตาระดับท็อปของอเมริกา เป็นผู้สร้าง Retina Foundation ที่ Boston ลูกสาวเขาเองก็ท้องแก่พอๆ กับเรา สูติฯแพทย์บอกกำหนดวันคลอดตรงกัน คือ วันเดียวกันเลย เป็นท้องแรกทั้งคู่ ใครคลอดตรงกำหนดก็จะคลอดตรงกับวันเกิด Dr. Schepens
"ปรากฏว่าเป็นลูกเราที่คลอดวันนั้น…ไม่ใช่หลานเขา…คลอดตอนเขากำลังฉลองวันเกิดเขาที่…เอ ไม่แน่ใจว่าที่ Retina Foundation หรือ Retina Associates พอดี Dr. Schepens ก็เลยทำนายอย่างหนักแน่นเด็ดขาดว่า ‘เด็กคนนี้โตขึ้นจะเป็นศัลยแพทย์ทางประสาทตา (Retina Surgeon) ที่โด่งดังมาก’ ”
ปัจจุบันคุณหมอสรรพัฒน์เป็นจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาที่มีชื่อเสียงจริงตามคำทำนาย และก็ได้ดูแลโรงพยาบาลจักษุรัตนินต่อจากคุณพ่อ
งานวิจัยที่คุณหมออุทัยกลับไปทำครั้งนั้น กลายเป็นตำราที่จักษุแพทย์ด้านประสาทตาทุกคนต้องศึกษา เพราะเป็นเรื่องของลักษณะขอบจอประสาทตาของคนปกติ ถูกใช้เป็นบรรทัดฐานอ้างอิงของจักษุแพทย์
ทั่วโลกจนทุกวันนี้
“กลุ่มจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาใน Massachusetts 3-4 คน ได้ร่วมกันก่อตั้งศูนย์การรักษาจอประสาทตาขึ้นมาใน Boston ภายใต้การนำของ Professor Dr. Charles Schepens
ศูนย์การรักษานี้ชื่อ Retina Associates ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น มีคนสำคัญจากนานาประเทศเดินทางมาหา
หมอตากลุ่มนี้รู้จักหมออุทัยในฐานะผู้ร่วมงาน รู้ฝีมือผ่าตัดกับความเชี่ยวชาญตลอดจนงานวิจัยของเขาเป็นอย่างดี
จักษุแพทย์กลุ่มนี้ได้ชวนให้หมออุทัย มาเป็นหุ้นส่วนโดย Dr. Schepens จะยกหุ้นจำนวนหนึ่งให้ฟรีๆ และจะดำเนินการขอสัญชาติอเมริกันให้ ซึ่ง Dr. Schepens ทำได้อย่างง่ายดายเพราะสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วง 'ดูดสมอง' จากนานาประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์
เพื่อนร่วมรุ่นกับคุณหมออุทัยที่จบแพทย์ศิริราชสาขาต่างๆ หลายคน ก็ได้ตัดสินใจย้ายไปตั้งรกรากกันที่นั่นในช่วงนั้น พยาบาลด้วย เพราะเป็นที่ต้องการมากของสหรัฐอเมริกา
และ ตอนนั้น เป็นช่วงที่เมืองไทยไม่ปลอดภัยนัก เพราะลาว เขมร เวียดนาม กำลังตกเป็นของฝ่ายคอมมิวนิสต์ตามๆ กัน ทั้งโลกเชื่อว่าไทยจะต้องล้มตามเหมือนในเกมโดมิโน โดมิโนตัวหนึ่งล้มก็กระทบโดนโดมิโนตัวต่อไป ให้ล้มไปกระทบตัวต่อไปอีก (Domino Effect) และ เชื่อกันแทบจะทั้งโลกว่า ประเทศไทยก็เป็นโดมิโนตัวต่อไป
‘เราจะอยู่นี่ หรือเราจะกลับบ้าน’ ปรึกษากันแล้วเห็นตรงกันว่า กลับบ้าน ไม่มีใครเข้าใจการตัดสินใจของเรา เพราะตอนนั้นอเมริกามีหมอและพยาบาลจากไทย ย้ายไปปักหลักที่โน่นกันมากมาย จนเรียกกันว่าเป็นยุค 'สมองไหล' (จากการถูกดูดไปพัฒนาประเทศที่พัฒนาแล้ว)"
เป็นโชคของเมืองไทย เพราะคุณหมออุทัยก็กลายเป็นผู้วางรากฐานหลายอย่าง ให้กับวงการจักษุแพทย์ยุคปัจจุบันของไทย รวมทั้งเป็น 1 ใน 8 ในกลุ่มแพทย์ที่บุกเบิกก่อตั้งโรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมๆ กับผันจักษุคลินิกเล็กๆ ของตัวเองในห้องเช่าเขตวังบูรพา มากลายเป็นโรงพยาบาลจักษุรัตนินโดยมีภรรยาทำงานอยู่เคียงข้างแทบทุกฝีก้าว
“คุณพ่อให้ที่ดินซอยอโศกกับลูกทุกคน คลินิกเราก็ย้ายมาเปิดที่นั่น ครั้งแรกมีห้องคนไข้แค่ 4 ห้อง"
จาก FB: โต๊ะป้าศรี CH Table




ความคิดเห็น