top of page

Intern สนทนาภาษาหนัง

(โครงการภาพยนตร์กับผู้สูงอายุ)


ภาพจาก IMDB

“Retirement is an ongoing, relentless effort in creativity. You can try yoga, like to cook, bought some plants, took classes in Mandarin. Believe me, I've tried everything. I just know there's a hole in my life and I need to fill it... soon.”

“การเกษียณอายุเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องและไม่ลดละที่จะสร้างสรรค์ คุณสามารถลองเล่นโยคะ หันมาชอบทำอาหาร ซื้อต้นไม้ เรียนภาษาจีน เชื่อสิ ผมลองมาหมดแล้ว และผมเพิ่งรู้ว่ายังมีช่องโหว่ในชีวิต และผมต้องเติมเต็มมัน...โดยเร็ว”

เบ็นพูดถึงเหตุที่เขายุติชีวิตเกษียณมาเริ่มต้นทำงานใหม่ ใน The Intern


บันทึกสนทนาสกัดบทเรียนจากภาพยนตร์ เรื่อง The Internวันที่ 19 กรกฏาคม 2561

ในโครงการภาพยนตร์กับผู้สูงอายุ โดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ ศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาขาดไทย และ บริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และสนับสนุนโดยบริษัทแคททาลิสต์ อัลลายแอนส์ จำกัดโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ณ ห้อง 230/1 ชั้น 2 อาคารแพทย์พัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ผู้ร่วมสนทนา: คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ และ ผศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย ดำเนินรายการโดย สัณห์ชัย โชติรสเศรณี


เรื่องย่อ : การเริ่มต้นงานใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอยู่ในวัยเกษียณ เบ็น วิตเทคเกอร์

พ่อม่ายวัย 70 ปี ต้องการกลับเข้าสู่โลกการทำงานอีกครั้ง โดยเข้าเป็นผู้ฝึกงานอาวุโส ที่บริษัทแฟชั่นออนไลน์ แม้ถูกท้าทายโดยเพื่อนร่วมงานที่อายุห่างกันเกือบครึ่งศตวรรษ แต่ไม่นาน เบ็นก็กลายเป็นที่ยอมรับ ทั้งในหมู่เพื่อนร่วมงานและจูลส์ ออสติน หัวหน้าและผู้ก่อตั้งบริษัท ด้วยความพยายามที่ก้าวข้ามช่องว่าง ใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ในชีวิต ความเข้าใจโลกและอารมณ์ขัน ส่งผลให้เบ็นสามารถพัฒนาสายสัมพันธ์ในโลกใบใหม่


คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ได้เล่าประสบการณ์และให้ความคิดเห็นหลังชมภาพยนตร์ว่า

"เกิดปีแรกของสงครามโลก 2 หรือ 3 เดือนหลังประกาศสงครามโลก เลยจะรู้สึกแก่ที่จะบอกว่านี่คือ

ยุคชั้น เพราะว่าตอนนี้ที่ประหลาดมากก็คือรู้สึกสนิทกับหลาน เพราะว่ากับลูกนี่รู้สึกว่าไม่ค่อยเจอ คือ

ขี้เกียจพูดด้วย รู้สึกพูดด้วยแล้วรู้สึกขัดคอ ลูก 4 คน ไม่ค่อยรู้สึกอยากเจอเท่าไหร่ ตอนนี้หลานคนโตอายุ 24 พึ่งอยู่ด้วยกันเมื่อวานนี้เอง ยายบอกว่าให้มานั่งประชุมกับยาย ก็มานั่งทั้งที่พึ่งกลับจากยุโรปวันนั้น ก็มานั่งด้วย น่ารักมาก คนเล็กอายุ 17


วันหนึ่งภูมิใจมากเลย อยู่ดีๆ หลานส่งเข้ามาใน messenger ใน Facebook ว่า Hey ยาย Let’s go Europe together ไอ้คนนั้นอายุ 18 พ่อแม่เขาไม่ค่อยเห็นด้วย ในที่สุดยายได้ท่องยุโรปกับหลาน 3 คน 17 18 แล้วก็ 21 สนุกกว่าไปกับลูกเยอะเลย สนุกดี มันดี มันไว มันคิดอะไรมันบอกเราเลย มันไม่มานั่งแม่อย่างนั้นสิ อย่างนี้สิ มันอะยายอย่างนี้เลย ยายไปเดินด้วยกัน ยายเดินไหวป่าว อะไรอย่างนี้ มันไม่ต้องมาแบบว่าคุณยายคะ หรือแม่ระวังตัวหน่อย มันไม่มีอะค่ะ สนุกมาก


และเราเรียนรู้อีกอย่าง เราเรียนรู้ว่าเจนเนอเรชั่นใหม่เป็นเจนเนอเรชั่นที่เรียกว่า Digital Nomad คือเขาจะไม่สมัครงานบริษัท เพราะว่าอะไร บริษัทอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก หลานคนโตกำลังทำงานอยู่ตลอดเวลาที่เดินทางกับยาย มันทำงานอยู่กับพาร์ทเนอร์ มันอายุ 21 อยู่ปี 3 ของมหาวิทยาลัยกำลังคิดสร้างธุรกิจของตัวเองแล้ว โดยที่พ่อไม่ให้เงินนะคะ มันหาด้วยตัวเอง เก่งไหมคะ รุ่นเราเนี้ย 21 นี่ยังเป็นคุณหนูอยู่เลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย


โอ้โหเขาไปกับยาย เขาจะแบบอย่างนี้ๆ นะคะ ยายคิดว่ายังไง ไม่ได้เห็นว่าเราเป็นเจนเนอเรชั่นที่แตกต่างจากเขา เขาเห็นว่าเรามีสมอง มีความคิดและมีมุมมอง เขาอยากจะรู้ว่ามุมมองเราเป็นยังไง...


เพราะฉะนั้นจะบอกว่า Generation Gap ป้าว่ามันวนมาถึงวงกลม คือเราเป็นเพื่อนสนิทเลยได้กับเด็กอายุ 20 สนุกมาก มันจับยายใส่รถไฟผิด ...ความที่มันเร็วเกินไป เราจะต้องไปจับรถไฟที่ Amsterdam ยายจะต้องเดินทางคนเดียวจาก Amsterdam เข้า London ต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่ Brussels เราก็มองว่ารถไฟมันจะต้องบ่ายสองโมงสิบเจ็ดนาที มันจับเราวิ่งถือกระเป๋าขึ้นไป Platform ที่ถูก แล้วมันโยนยายเข้าไปในรถไฟ ยายโดดแล้วมันก็โยนกระเป๋าตามเราขึ้นไป รถไฟก็ไป เราก็เอ๊ะนี่มันยังไม่บ่ายสองสิบเจ็ดนิ คนตรวจตั๋วมา แย่แล้วยู ยูอยู่บนรถไฟที่จะหยุดทุกสถานีไปจนถึง Brussels ยูไม่มีทางที่จะจับรถไฟที่จะต่อเข้าไป London ที่ยูบุ๊คเอาไว้


นี่คือความเร็วของพวกนี้ ...เราก็เลยกิ๊ก Messenger ไปหามันว่า Hey ยูส่งยายขึ้นรถไฟผิด ทีนี้ยายจะขึ้นรถ Connection ไม่ได้ ทีนี้มันตื่นเต้นกันใหญ่มันส่ง Messenger ถึงพ่อถึงแม่มันใหญ่ มันโยนยายขึ้นรถไฟผิด ซึ่งจริงๆ แล้ว เราก็ไม่ต้องให้มันโยนเรา เพราะว่าเราก็เห็นแล้วว่ามันยังไม่ถึงเวลา มันก็ Platform เดียวกันแต่มันต้องรถไฟคันหลัง แล้วความน่าตื่นเต้นคืออะไรรู้ไหมคะ คือพ่อแม่โกลาหลละสิว่ายายอยู่บนรถไฟผิด แล้วยายก็จะ Connect ไป London ไม่ได้


เสร็จแล้วพอจะถึง Notre Dame คนขายตั๋วมันก็มา Hey ยู รถไฟยูมันมาตามทันรถไฟเราอยู่ที่ Platform นั้นตรงกันข้าม รถไฟอันหลังมันก็เร็วไงคะมันก็มาถึง คนนี่ก็หนุ่มนะคะเป็นคนฝรั่งเศสกระชากกระเป๋าเราลง run run run jump เราก็ jump แล้วก็ลากเราไป แล้วก็โยนกระเป๋าเราเข้ารถไฟอีกคัน Hey jump เราก็ jump แล้วเราก็เข้าไปในรถไฟทัน นี่กำลังเล่าถึง speed นะคะ speed ของเขาเร็วมาก เขาตามแก้ปัญหาทีหลัง เขาจะโทรถึงพ่อถึงแม่ ถึงสามีเราเอง คราวนี้ก็เราจะเห็น ถ้าเราอยู่กับเขาได้ เราจะพบว่าชีวิตมันเลือดสูบฉีดมาก สนุกดี"


"ตอนแรกที่เขาบอกว่าเขาเลือกหนังเรื่องนี้นะคะ ป้าศรีก็บอกว่าป้าศรีไม่ขึ้นเวทีดีกว่า เพราะมันง่ายไป เพราะรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่เอาใจคนดูมากเลย ทุกตอนเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจบ ตอนที่ทุกอย่างมันคลี่คลาย มันเป็นเรื่องชู้สาวได้ง่ายเหลือเกินจนไม่อยากจะเชื่อ...


เบ็นใช้คำพูดว่าภรรยาเขา "มอลลี่" ตลอดชีวิตเธอทำให้ทุกอย่างสบายๆ Life มัน Easy ถึงแม้ในขณะที่มันไม่ Easy นะคะ อันนี้เป็นประโยคที่ป้าติดใจว่าในหนังทั้งเรื่อง เบ็นได้แสดงให้เห็นสิ่งนี้ คือความสามารถที่จะทำให้ชีวิตดู Easy ถึงแม้ในสถานการณ์มันจะดูไม่ง่ายเสียเลย


การที่จะเป็นคนแก่เดินเข้าไปในออฟฟิศที่เขาทำอะไรที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเลย แล้วยังรู้สึก Easy ในตัวเอง รู้สึกสบายในตัวเองได้ ...เพราะเขาเป็นเช่นนั้นเขาจึงคลายความเกร็ง ความเครียดของคนรอบข้างได้ ...สำหรับตัวเองผ้าเช็ดหน้ากับเบ็นคือสัญลักษณ์ซึ่งกันและกัน เพราะผ้าเช็ดหน้าก็คือที่รองรับสำหรับน้ำตา ของอะไรๆ จากคนได้หมด โดยที่ตัวมันเองซักได้ มันไม่ได้เดือดร้อนอะไร ป้าคิดว่า เวทีเราเป็นเวทีผู้สูงอายุใช่ไหมคะ ป้าคิดว่าถ้าผู้สูงอายุสามารถทำอันนี้ได้ ชีวิตเราจะง่ายมาก คือเราสบายในตัวของเราเอง แล้วก็เราก็ไม่ต้องไปเรียกร้องจากใคร แต่เรารองรับสิ่งที่เขามานั่ง มาเทให้เรา บางครั้งเราทำไม่ได้เราก็หาจิตแพทย์สิคะ ง่ายนิดเดียว Make it easy น่ะค่ะ


Baby Bloomer จะมีลักษณะหนึ่งที่ว่า ฉันเคยลำบากมา ฉันเป็นคนมีความอดทน ฉันเป็นคนมีลิมิต มีกรอบ มีสิ่งที่ควรจะเป็น ควรจะทำ มันเลยมีปัญหากับคนรุ่นใหม่พอสมควรเลยนะคะ คือมันจะเป็นการที่ไปบอกเขา ว่าเขาผิด ไปบอกอะไรต่ออะไร สังเกตดูนะคะ ว่ามีย่ายายที่มีปัญหาเหมือนกัน ที่หลานบ่นว่ามีปัญหาคล้าย ๆ คือรู้มากกว่าเขาเยอะ อาบน้ำร้อนมาก่อน อันนี้นะถ้าดูเบ็น เขาจะอยู่ข้างหลัง ไม่ได้เข้ามาแก้ ไม่ได้เข้ามาบอก ไม่ได้เข้ามาสอน แต่มันเป็นวิธีการของการเป็นสมอให้ อย่างการที่จูลพูด ก็คือเวลาที่ฉันอยู่กับเธอ ฉันมีแกนสมอ มี Center


ดังนั้นคิดว่าบทบาทของคนแก่ ดิฉันคิดว่าถ้าเราลองพัฒนาตัวเองกับสิ่งนี้ดู อยู่ใกล้เด็กให้เขารู้สึกว่าเราเป็นอะไรที่ทำให้เขามีสมอ แต่ว่าก็ใช่ว่าตัวเองจะทำได้ไปหมดนะคะ แต่กำลังคิดว่านี่เป็นบทเรียนที่ดี

ทีเดียวสำหรับคนแก่ ... ป้าก็ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้รู้ หรือเก่งไปหมดนะ แต่ดูหนังเรื่องนี้ก็เรียนรู้จากเขาเหมือนกัน ถึงไม่สอน


จริง ๆ ที่ป้าทำอะไรรู้ไหม คือรู้ว่าถ้าเป็นคำพูดของยายกับย่ามันใกล้กันเกินไป เขาก็เอาอีกแล้ว ย่ายายสอน เราก็ทำแบบว่าเวลาเราอ่านหนังสือ หรือว่าจะเป็นอะไร เราก็เอาสักสองสามประโยคที่เรารู้ว่ามันเจาะถึงเขาได้ เราก็เอาไปแปะไว้ใน Messenger Facebook ที่เราสร้างกลุ่มไว้ ตอนแรกมันยาวเกินไป ไปถามหลานคนหนึ่ง หลานบอกว่ามันยาวไป อ่านแค่สองบรรทัดก็ไม่อ่านละ ก็ต้องมาปรับตัวมาใส่สามบรรทัด มันก็ไม่ใช่เราสอน แต่เราเอาคำของคนอื่นมา"


คณะวิทยากรยังได้พูดคุยในอีกหลากหลายประเด็นน่าสนใจสามารถชมฉบับเต็มได้ที่

และสามารถชมการสนทนาเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆในโครงการภาพยนตร์กับผู้สูงอายุเรื่องอื่นๆได้จากช่อง Youtube ของหอภาพยนตร์แห่งชาติ


 

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด
bottom of page