top of page

เริ่มความสัมพันธ์ใหม่ ในวันสูงวัย

จาก : Podcast สมองใส... ใจสบาย EP.24


ภาพของคุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์



เดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นการครบรอบ 23 ปีที่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ถ้าย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นคือยังไงคะ ป้าศรีอายุเท่าไหร่คะ


57 ส่วน ดร.ชิงชัยอายุ 54 จะเข้า 55 สามีกับภรรยาก็ตายไปแล้วทั้งคู่ จริงๆ แล้วได้ยินชื่อ ดร.ชิงชัย มานานแล้ว รู้สึกใครจะต้องการอะไรนี่ เห็นบอกว่าต้องไปหา ดร.ชิงชัย ไปขอ ดร.ชิงชัย เป็นแหล่งสมองเป็นแหล่งอะไร ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้จักอะไรเลย จนกระทั่งป้ามีโครงการช่วยเด็กผู้หญิง ตอนนั้นทำมูลนิธิ ชื่อเรือนร่มเย็น ในช่วงที่เด็กผู้หญิงถูกตกเขียวในภาคเหนือ

ตกเขียวคือเอเย่นมาพาไปขาย มาตกลงตั้งแต่เด็กยังไม่ออกจากโรงเรียน เราขึ้นไปสกัด เรามีเด็กในโครงการจำนวนหนึ่งเด็กผู้หญิง เราอยากให้เขาอยู่ได้ ให้มูลนิธิอยู่ได้ โดยเด็กผู้หญิงพวกนี้เขารู้สึกได้ช่วยตัวเอง ก็เลยเกิดไอเดีย สมัยนั้นยังไม่มี เลยเราคิดเรื่องผักอบแห้ง คือเราคิดว่าข้างบนดอยปลูกผักกันแล้วก็ขาย ผักมันเยอะเกินขาย ส่วนเราอยู่ตีนดอยเราจะขึ้นไปเอาผักลงมา หั่นแล้วก็ทำเป็นแพ็ค ๆ สำหรับโรยก๋วยเตี๋ยว อบแห้งสำหรับโรยก๋วยเตี๋ยว แต่คราวนี้เราก็ไม่รู้ทำจะหมดตัวไหม มูลนิธิก็ยิ่งตังไม่เยอะอยู่ด้วย

จากการรับความเสี่ยงโครงการป้าศรี มารับดูแลใจป้าศรี มันมีการอัปเลเวลกันยังไงคะ


ตอนหลังพวกมูลนิธิฯ พอทำออกมาแล้ว ค่าใช้จ่ายในแง่ของโลจิสติกการขนส่งอะไรสูงเกินที่

มูลนิธิฯจะได้ประโยชน์ ทำให้เราล้มเลิกโครงการอบแห้งนั้นไป แต่ผลจากอันนั้นเราก็ได้รับความรู้ตรงนี้ไป แต่ว่าที่มันค่อนข้างจะน่าสนใจเพราะว่า เราเป็นมนุษย์ที่เราทำงานกันทั้งคู่ คงไม่มีวันจะเกษียณกันทั้งคู่ มาเจอกันเพราะงาน ก่อนที่เขาจะให้ทุน จะต้องมาดูมูลนิธิว่าเราดูแลเด็กยังไง อบรมเด็กยังไง ทำกิจกรรมเด็กยังไง ป้าก็เลยบอกว่าเขาเป็นผู้ให้ทุน เป็นผู้อำนวยการของ IDRC ของแคนาดา ทุนใหญ่มากเลย เพราะฉะนั้น ไม่มีทางเข้าใจเลยกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราทำกับเด็กชาวเขาบ้าง อะไรบ้าง ก็เลยบอกว่าถ้าอยากจะเข้าใจมูลนิธินะ “You ไปอยู่กับเด็กนะ ไปทำกิจกรรมในฐานะเด็กคนหนึ่ง” นั่นแหละค่ะเป็นจุดเริ่มต้น


คือเขาอยากจะดูว่างานมันคืออะไร เป็นการเริ่มต้นที่ค่อนข้างสนุก เพราะว่าเขาจะงงไปหมดในเรื่องการทำกิจกรรมในฐานะเด็กคนหนึ่ง เพราะว่าใหญ่มาตลอดเป็น Head of องค์กรระหว่างประเทศอะไรต่ออะไร ดังนั้นก็เลยพาขึ้นไปบนดอยให้ไปดู สมัยนั้นไม่มีรถขึ้นได้ เราก็เดินขึ้นดอย สมัยนั้นป้าขึ้นดอยลงดอยอะไรเก่งมาก ก็เลยเอาเขาขึ้นดอย เขาก็แทบตายเพราะทั้งชีวิตมีแต่รถลีมูซีน คืนนั้นเราก็ไปนอนบ้านมูเซอร์ แล้วเขาก็งงไปหมด เช้าขึ้นบอกว่า “นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตผมที่เข้าส้วมในเล้าหมู”


หลังจากที่ลงดอยมาความสัมพันธ์สานต่อกันยังไงคะ


ก็ติดต่อกันมาเรื่อย ๆ คุยกันทางอีเมล์เป็นส่วนใหญ่ คือเขาเป็นคนสนใจปรัชญา อยู่ฝรั่งเศสรู้สึกจะศึกษาปรัชญา


การคุยผ่านเมล์จากเรื่องงานมีเชื่อมไปถึงเรื่องความรู้สึกส่วนตัวอะไรไหม


ไม่เลย ก็คุยกันไปคุยกันมา จนถึงจุดหนึ่งศรีก็เลยเขียนเข้าไปบอกว่า เราเขียนเป็นภาษาอังกฤษนะคะว่า “Shall we get married?” เขาก็ตอบกลับมาว่า “Yes”


ป้าถามตรง ๆ เลยเหรอคะ ทำไมตอนนั้นถามไปเลย


ก็รู้สึกคุยมาตั้งนานแล้ว ถ้าคนไม่ชอบเรา จะมาใช้เวลาคุยปรัชญงปรัชญาบ้าบอคอแตกอะไรยืดยาว


ก่อนที่จะถามคำถามนั้นมันจะต้องมีความรู้สึกอะไรที่พร้อมที่จะถามคำถามนั้น


ก็มีค่ะ มันก็รู้ค่ะ เราอายุกันแค่นี้แล้ว เราก็ถามไปเลย รู้สึกมันยืดเยื้อ แล้วเราก็คิดว่าเขาคงไม่กล้า เราก็จัดการเขาเลย


หลังจากที่ถามคำถามไป มันคือการเริ่มต้นที่เริ่มจริงจัง เป็นคำถามที่สำคัญเพราะว่าป้าศรีมีลูกแล้ว


มีลูก 4 คน มีหลานแล้วด้วยซ้ำ เป็นคุณยายแล้ว


ทางป้าศรีคิดถึงลูกกับหลานไหมว่าเขาจะเห็นด้วยกับเราไหม


ไม่ได้คิด พอหลังจากที่เราโอเคกันทางอีเมล์แล้ว เราก็ถึงบอกลูก ก็ลูกสาวคนสุดท้อง เขาเคยเป็น

ลูกน้องของ อ.ชิงชัย ฝ่าด่านของลูกๆ ในแง่ว่าลูกๆ ตกใจกันเป็นกำลัง ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย มีลูกคนเล็กที่เคยเป็นลูกน้องเขาอยู่ บอกว่าถ้าจะเป็นใครเป็น ดร.ชิงชัย คงดีที่สุด ให้เครดิตแต่ก็ไม่เห็นด้วยนะคะ แต่ถ้าจำเป็นจะต้องแต่งงานใหม่ก็ ดร.ชิงชัยนั่นแหละดีที่สุด ป้าก็บอกว่า “Okay, It’s my life.”

มีการจัดการกันว่า เขาขอรู้จัก ดร.ชิงชัย ให้ใกล้ชิด ทั้งหมดเลยจัดไปอยู่ที่สมุยกัน เอา ดร.ชิงชัยไปด้วย ซึ่งน่าสงสารมากนะคะ ทั้งเขยทั้งสะใภ้อะไรมันก็ 8 คนแล้ว นี่ก็ไปคนเดียวให้เขาดูตัวกัน

ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานกันนานแค่ไหน?


6 เดือนมั้ง เวลามันน้อย


เวลาที่คนสองคนมาเจอกัน แล้วนี่เป็นความรักแรกพบ ซึ่งผู้ชายส่วนใหญ่จะรู้สึกแบบนั้น คุณป้ารู้สึกว่าเป็นรักแรกพบไหม หรือว่าเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ เปลี่ยน


จำไม่ได้ คิดว่าป้ามาทึ่งเขาตรงที่ว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ คำว่าผู้ใหญ่หมายถึงว่าเป็น Head ของไอนู่นไอนี่ แล้วเราบอกว่าให้ไปนั่งกับเด็ก ๆ แล้วทำกิจกรรมเล่นบ้าเล่นบอ แล้วก็ขึ้นดอยเห็นแล้วว่าจะตายเอา แล้วทำได้ที่ยอมทำ แล้วก็เข้าส้วมในเล้าหมู


คนในวัยอื่นกว่าที่จะผ่านกระบวนการดื่มด่ำกัน มันใช้เวลา แต่ว่าพอเป็นวัยของป้าศรีกับ อ.ชิงชัย มันข้ามจุดนั้นไปเลย


ค่ะ มันไม่จำเป็น แล้วอีกอย่างคือว่า อันนี้เขาไม่รู้นะ มาเล่าให้เขาฟังทีหลังว่า ปกติปรึกษาพี่ชายซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ตอนที่คุณหมออุทัยเสียชีวิตใหม่ๆ สามีคนแรกนะคะ ก็มีคนมาจีบเรา พี่ชายเป็นคนที่บอกว่า “อย่าเชียวนะๆ ไอคนนี้อย่าเชียวนะ” แต่ตอนนั้นก็ผ่านไปหลายปี มาเจอ อ.ชิงชัย 5 ปี หลังจากหมออุทัยเสียชีวิต


ที่จริง“Shall we get married?” ก็ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไปถามพี่เบิ้ม พี่เบิ้มคิดว่ายังไง พี่เบิ้มเขาเป็นประธาน พี่เบิ้มบอกว่า “ศรี ถ้าไม่แต่งก็โง่แล้ว เพราะว่ารู้ไหมในบริษัทคนพันกว่าคน ในเครือข่ายบริษัท มันจะต้องมีคนนั้นไม่ชอบคนนี้ คนนี้ไม่ชอบคนนั้น แต่ชิงชัยนี่เป็นคนเดียวที่ไม่เห็นมีใครไม่ชอบเลย ...ศรี ถ้าไม่แต่งก็โง่”


เราฟังเรื่องของป้าศรีกับอ.ชิงชัยแล้วรู้สึกว่า ความสัมพันธ์พัฒนาค่อนข้างเร็ว มันนำมาสู่ความไม่มั่นใจของคนรอบข้าง อ.ชิงชัยมาหลอกป้าศรีหรือเปล่าก็ไม่รู้


ใช่ ๆ เขาคิดค่ะ แต่พอหลังจากสมุย รู้สึกความกังวลเขาค่อนข้างคลาย เขาไปอยู่กัน 2-3 วัน คิดว่าของพวกนี้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวัน มันจะสัมผัสถึงบุคลิกภาพหรือความจริงใจอะไรแบบนี้ คิดว่าเขาสัมผัสกันได้


ในวัยของทั้งสองท่าน ไม่ใช่ช่วงวัยที่จะต้องรออะไรแล้ว ถ้าตัดสินใจแล้วก็ทำเลย ที่มาของคำถามที่ป้าศรีถาม อ.ชิงชัยว่า แต่งงานกันไหม โดยเฉพาะผู้ชายวันที่ตัดสินใจว่าจะแต่งงานจะเป็นวันที่เครียดที่สุด คุณป้ามีอารมณ์นี้ไหม ลุ้น หรือเครียดกับการตั้งคำถามว่า แต่งงานกันไหม


คือไม่ทราบว่าเป็นเพราะตัวป้าเอง หรือเป็นเพราะอายุ หรือเป็นเพราะอะไรก็ตาม คือ มันไม่เครียดเลย มีความมั่นใจ ประการที่สอง ถ้าหากว่าเขาบอกว่า “อย่าเลย” ก็ So what? อีกแหละ ก็ไม่เห็นเป็นไร ก็คงฉิวนิดหน่อย


ถ้าศึกษากันไม่ดีพอแล้วมันจะเกิดปัญหาภายหลังว่าเข้ากันไม่ได้ไหม


ก็แยกกันได้


อยากจะทราบความรู้สึกที่ผ่านการสูญเสียคู่ชีวิตมาก่อน เป็นอีกปัจจัยไหมที่ว่า มันรอเวลาไม่ได้แล้ว ต้องอยู่กับปัจจุบัน มันรอไม่ได้


ป้าก็ว่าแบบนั้น แต่ละวันมันมีความหมาย ความที่เรามีอายุแล้ว มีประสบการณ์มาเยอะมาก มันดูคนออกถ้าให้พูดตรงๆ แล้วยิ่งพี่เบิ้มพูดแบบนี้ พอแต่งงานเสร็จแล้วเรียบร้อย ลูกเราหลานเราดูจะรักเขามากกว่าเรา



ภาพของคุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์


23 ปีที่ผ่านมาชีวิตคู่เป็นยังไงบ้าง


ดีมาก Happy มาก คำว่า Happy มันคนละแบบกับหนุ่มสาวนะคะ คือมัน Happy เย็นๆ สบายๆ แล้วนี่ก็เป็นโรคชอบหายตัวไปปฏิบัติธรรม สมัยก่อนที่แข็งแรงนี่ไปเรื่อยเลย เขาก็ยอมนะคะ เราก็ไปอยู่คนเดียวอะไรต่ออะไร ตอนหลังๆ ที่ไม่อยากให้ไปก็เป็นเพราะสุขภาพ เป็นความสัมพันธ์ที่ผูกพันแต่ไม่ผูกมัด แล้วเราก็บอกว่าถ้าป้าตายก็เชิญแต่งงานใหม่ได้เลย ใช้สิทธิ์ได้


สิ่งที่ได้เรียนรู้มาใน 20 กว่าปี การใช้ชีวิตคู่ในวันสูงวัย มีอะไรจะฝากไหม


ไม่ใช่ว่าป้าศรีไม่เลวร้ายนะคะ แรกๆ จะดุมาก ดุเรื่องไม่ลดน้ำหนัก ตอนนี้ลดลงเยอะ เราlook back ก็รู็สึกไม่ดีนะ ไปเคี่ยวเข็ญ แล้วเขาโกรธอะไรต่ออะไรมากเรื่องน้ำหนัก นอกนั้นก็ไม่มีเรื่องอื่น ก็จะจุกจิกเรื่องทำไมทานอันโน้น ทำไมทานอันนี้


มีคนที่รู้จักกัน แล้วเขาเจอกันตอนอายุ 80 กันทั้งคู่ ผู้ชายมีลูกด้วย แต่ผู้หญิงไม่เคยแต่งงาน เป็นคู่กันอยู่ 4 ปี จนกระทั่งผู้ชายเสียชีวิตไป แล้วเป็น 4 ปีที่เขา Happy กันมากเลย


รับชมเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=W738X62sTvE

 


ดู 2 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page