top of page

‘เคล็ดลับวิชาชีวิตคู่ของหญิงผู้รู้จักตัวเอง และรักเป็น เมื่ออายุ 50’

เรื่อง : พาฝัน ศุภวานิช

ภาพ : ชัยวัฒน์ กังสัมฤทธิ์




‘ฉันจะชี้ให้มนุษย์เห็นว่าเขาผิด ที่คิดว่าแก่เกินกว่าที่จะรัก โดยที่หารู้ไม่ว่าเขาแก่ชราเมื่อเขาเลิกที่จะรัก’

การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ


ประโยคข้างบนของนักเขียนรางวัลโนเบล ผ่านบทพิสูจน์ว่าจริงแท้แน่นอน เมื่อเราได้รู้จักและพูดคุยกับคุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ วัย 66 ปี ผู้ที่เคยทำให้สังคมกรุงเทพฯ ฮือฮาเป็นข่าวใหญ่เมื่อ 9 ปี

ที่แล้ว กับปรากฏการณ์สื่อรักออนไลน์

ใครจะบอกว่าหนังเรื่อง You’ve Got Mail ทันสมัยสุดๆ ตอนที่เข้ามาฉายในบ้านเรา ขอบอกว่าผู้สร้างอาจจะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องของเธอก็ได้...เรื่องของเธอมาก่อนกาลจริงๆ

คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน แต่งงานกับ ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ เมื่ออายุ 57 ปี และ ดร.ชิงชัยมีอายุ 55 ปี โดยที่ต่างคนต่างตกพุ่มม่าย เพราะอดีตคู่ชีวิตถึงแก่กรรมทั้งคู่ ฝ่ายแรกเป็นม่ายมาแล้ว 5 ปี มีลูก 4 คน

มีหลาน 4 คน ฝ่ายหลังเป็นม่ายได้ปีเศษ ไม่มีลูก...ใครที่บอกว่าวัยเป็นอุปสรรค คงต้องกลับไปทบทวนเมื่อได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ

ปัจจุบันคุณหญิงจำนงศรีเป็น ประธานกรรมการ โรงพยาบาลจักษุรัตนิน โรงพยาบาลตาที่เธอกับ นายแพทย์ อุทัย รัตนิน-สามีคนแรกช่วยกันก่อตั้งเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน และยังเป็นนักคิด นักเขียน นักแปล เป็นคอลัมนิสต์ เขียนเรื่องก็ดีมาก เขียนบทกวีก็ไพเราะเพราะพริ้งทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เอ็นจีโอก็เป็น เป็นนักกิจกรรม นักบุกเบิกเคลื่อนไหวที่ไม่อยู่นิ่ง เธอทำอะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมด จนมหาวิทยาลัยรามคำแหงมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาให้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้

เธอเรียกตัวเองว่าเป็นคนแก่ แต่ความคิดอ่านของเธอยังแล่นปรู๊ดปร๊าดฉับไวเหมือนคนอายุ 40 ต้น คงเป็นเพราะความรักอย่างที่มาร์เกซกล่าวไว้ และกรณีนี้คงไม่ใช่ความรักหญิงชายเท่านั้น แต่เป็นความรัก ความเมตตา ความชุ่มชื่นที่เธอมีให้ตัวเองและคนอื่นๆ ด้วย

ตามประวัติ คุณหญิงจำนงศรีเกิดมาในตระกูลเจ้าสัว เติบโตในต่างประเทศ ผ่านชีวิตแต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุ 22 ปี เมื่อความทุกข์ใหญ่หลวงแวะมาทักทายเยี่ยมเยียน เธอก็น้อมกายใจสมัครเป็นศิษย์ท่านอาจารย์พุทธทาส และ อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง แวะเวียนศึกษาปฏิบัติธรรมที่สวนโมกขพลารามและวัดป่าอื่นๆ หลายต่อหลายครั้ง บางคราวนานถึงสามเดือน จนในที่สุดออกมาจากกองทุกข์นั้น

แล้วใครจะเชื่อว่า กามเทพจะแผลงศรอีกครั้ง ให้ชีวิตคู่ครั้งใหม่ที่สุขเสียจนคนรอบข้างอาจแอบอิจฉา จนหลายคนต้องเอ่ยปากถาม

อ่านเคล็ดลับชีวิตคู่ ทำอย่างไรให้มีความสุข และบทพิสูจน์ที่ว่า ไม่มีใครแก่เกินที่จะรัก จากคุณหญิง

จำนงศรี หาญเจนลักษณ์

ผู้หญิงที่กล้าบอกว่าค้นพบตัวเองเมื่ออายุ 50 ปี


มีคนจำนวนมากบอกว่าชีวิตคู่คุณหญิงมีความสุขน่าอิจฉา คุณหญิงจะตอบว่าอย่างไร


คู่ที่น่าอิจฉาคงมีอีกเยอะแยะ (หัวเราะ) พอจะเสียดายว่ามาเจอกันตอนแก่ แต่ก็คิดได้ว่าถ้าแต่งงานกันตอนหนุ่มสาวอาจจะไม่ดีอย่างนี้...วัยนี้ชีวิตเหลืออีกไม่มาก ไม่รู้จะตายจากกันเมื่อไร ก็เลยขัดสีฉวีวรรณเวลาที่เหลือให้มันนิ้งหน่อย จะได้ไม่มีอะไรต้องเสียดาย เห็นมามากนะ คนที่ค้างใจว่าน่าจะทำยังงั้น ไม่น่าจะทำยังงี้เมื่อคนที่รักยังมีชีวิตอยู่...เราต่างคนต่างงานเยอะและหลากหลาย หลากหลายนี่แหละสนุก มีเรื่องมาเล่า มาเถียง หัวเราะกันได้สารพัดเรื่อง เจเจ (ชื่อเล่นของ ดร.ชิงชัย มาจากภาษาอังกฤษที่เขียนว่า Jingjai) ต้องอดทนกับความขี้ลืมสุดๆ ของดิฉัน แต่หายกันตรงฝีมือล้างจานที่ห่วยสุดๆ ของเขา คือล้างแบบฟ้าแลบไม่ปาน มีชิ้นส่วนอาหารติดค้างไว้เป็นพยานเสมอ เคราะห์ดีที่นานๆ ล้างที ก่อนล้างจะแอบกวาดเศษอาหารลงชักโครกแล้วก็ชักโครม เขาว่าติดมาจากสมัยเป็นนักเรียนที่ฝรั่งเศส ก็ไม่ว่ากัน เพราะเราเองก็ขึ้นชื่อว่าไม่ค่อยจะเรียบร้อย ก็เลยไม่มีใครบ่น ใครไม่รู้ว่าน่าอิจฉาตรงนี้หรือเปล่า


วัยมีส่วนช่วยใช่ไหม


ถ้าเทียบกับคู่หนุ่มสาว เรามีทั้งได้เปรียบทั้งเสียเปรียบ พูดตรงแค่ได้เปรียบดีไหม เราอยู่ตัวแล้ว เพราะเห็นทุกข์เห็นสุขมานาน สุขน้อยก็ขยายได้ ทุกข์ใหญ่ก็ย่อให้เล็กได้ วันๆ หนึ่งก็มีสุขเล็กสุขน้อย

พลัดเข้ามาเรื่อยๆ ท้องอิ่ม แดดอ่อน ลมเย็นก็สุขได้ ดิฉันชอบแสงจันทร์เวลาไปอยู่น้ำสาน (บ้านสวนที่เชียงใหม่) เอาหมาออกเดินเล่นในคืนเดือนหงายก็ปลื้มหลาย เข้านอนหัวถึงหมอนหลับสบาย...สุขหาไม่ยากหรอก ไม่มองข้ามมัน แต่ทุกข์ก็หาไม่ยากเหมือนกัน ถ้าไปตั้งหน้าตั้งตาไขว่คว้าหาความสุข ก็ทุกข์ในการไขว่คว้านั่นแหละ

สุขน่ะถึงเวลาก็ต้องวาง ใครพยายามรั้งมันไว้ก็เสี่ยงกับทุกข์ ที่ดีคือทำตัวให้สุขง่ายทุกข์ยาก คู่ไหนที่สุขง่ายทุกข์ยาก ก็รักกันง่าย โกรธกันยาก ใช่มั้ย...คนวัยเราเลิกเรียกร้องอะไรมากจากชีวิต ไม่ไปลิงโลดกับสุขนัก...หนุ่มสาวมักจะคาดหวังมากจากความรัก ก็เลยมองตรงไปข้างหน้า ข้ามของดีๆ ที่กลิ้งอยู่ที่ปลายเท้า ไปเตะมันกลิ้งหาย ถ้าไม่คาดหวังก็จะเป็นสุขง่าย

คุณหญิงตัดสินใจอยู่นานไหมก่อนที่จะแต่งงานกับ ดร.ชิงชัย


ไม่นานหรอกค่ะ แค่ 6 เดือนก็ตกลงจะแต่งงาน เร็วตามนิสัย ตกลงแล้วก็แนะนำให้ลูกๆ รู้จัก

น้ำอ้อย (จิตรจารี ปีตธวัชชัย ลูกคนสุดท้อง) เคยเป็นลูกน้องเขาโดยตรงที่ล็อกซเลย์ พอรู้ว่าแม่คิดจะแต่งงานใหม่ ก็ตกใจพอ ๆ กับลูกคนอื่น ๆ นั่นแหละ ยังจำได้ว่าเขาพูดว่า “ถ้าแม่จะแต่งงานกับใครละก็ คุณอาชิงชัยดีที่สุด แต่คิดดูก่อนไม่ดีเหรอ” พอได้ความเห็นชอบจากจากลูกๆ ได้สักสองสามเดือนก็แต่งงาน ตอนนั้นลูกสามคนโตแต่งงานกันไปหมดแล้ว เราแต่งหลังน้ำอ้อยไม่กี่เดือน เขายังหัวเราะกันว่าเป็นคู่สุดท้อง


แล้วตอนนั้นมั่นใจอย่างไรว่าจะอยู่กันได้


แหม แก่จนป่านนั้นก็ดูเป็นสิ เวลาอยู่ด้วยกันก็รู้สึกปลอดใจ ไม่มีอะไรงุกงิกติดขัดสงสัยในใจ อารมณ์ขันเยอะ พูดกันรู้เรื่อง เถียงกันสนุก ขบเหลี่ยมกันได้มันดี เราก็เป็นคนเร็วและแอ็กทีฟ เขาก็เร็วและแอ็กทีฟมาก ไปกันได้ ไปไหนได้ยินแต่คนชมว่าจิตใจเขาดีมาก ใครๆ ก็รัก ไม่ได้ดูแค่พฤติกรรมนะ คนเราถ้าดูแค่ที่พฤติกรรมจะถูกหลอกได้ง่ายๆ เพราะคนเราเวลาชอบกันก็จะทำให้ดูดี อยากเอาอกเอาใจ หลายคนถูกหลอก โดยที่ในบางรายอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจหลอก เพราะมันเป็นการสร้างภาพโดยอัตโนมัติ ให้เข้ากับภาพที่อยากจะเห็น


ที่บอกเข้าถึง ‘ข้างใน’ นี่ดูอย่างไรคะ


เอ ไม่รู้สิ แต่ที่รู้คือ เจเจ ที่เราอยู่ด้วยทุกวันนี้เป็นคนๆ เดียวกับที่เรารู้จักเมื่อแรกคบกัน ก็แสดงว่า

ดูไม่ผิดใช่ไหม เรื่องดูข้างในนี่ ไม่รู้จะตอบยังไง ส่วนหนึ่งก็อาจจะดูที่การกระทำกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะกับคนที่ด้อยกว่าทางสติปัญญา ทางฐานะ ทางสังคมมั้ง ดูท่าทาง ดูแววตาเวลาเขาไม่รู้ตัว ความเมตตา ความหวังดีกับคนอื่น นี่สำคัญมาก มันบ่งคุณภาพใจ ดูซิว่าเขาให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ไหม แต่ดูอะไรๆ ก็ไม่ชัดเท่าความรู้สึก เราผ่านชีวิตมาเยอะ เห็นคนมามาก มีครอบครัวมาก่อน ของเรา 30 ปี ของเขา 25 ปี


มีข้อสัญญาหรือข้อตกลงร่วมกันไหมคะ


ไม่มีค่ะ ไม่มีสัญญาอะไรกันทั้งนั้น ไม่ชอบที่มันเป็นการผูกมัด ทำให้คาดหวังแล้วกลายเป็นอึดอัด ไม่อิสระทางใจ เดี๋ยวก็นึกโทษคนที่เอาสัญญามาผูกมัด ถ้าผิดสัญญาก็รู้สึกผิด ไม่มีใครหรอกที่ชอบรู้สึกผิด หนักๆ เข้าก็นึกโทษอีกฝ่าย เพราะยังงี้แหละถึงไม่ขอสัญญาใครไม่ให้สัญญาใคร กับสามีก็มีข้อตกลงกันบ้างนะ แต่ก็ ‘ตก’หายไปบ้าง เช่น ตกลงกันว่าเจเจจะไม่รับงานเลี้ยงเย็นเกินอาทิตย์ละสี่วัน ไม่ว่าจะพาเราไปด้วยหรือไม่ โอ๊ย...ตกลงท่อน้ำทิ้งเป็นปกติวิสัย...ดูได้จากพุงที่พลุ้ยไม่เลิก (หัวเราะ) แล้วก็ตกลงหลวมๆ ว่าจะเดินทางด้วยกันจนกว่าจะเดินกันไม่ไหว


ดร.ชิงชัยมีวิธีชวนแต่งงานยังไงคะ


โอ๊ย เขาไม่ได้ชวนหรอก เราชวน (หัวเราะเสียงใส) ชวนทางอี-เมล์


ขยายความหน่อยได้ไหม ทำไมถึงจุดนั้นได้


ก็ในเมื่อยิ่งคบกันยิ่งสนุก มีเรื่องคุยกันเยอะมากกก (ทำเสียงแสดงว่ามากจริง ๆ) เรื่องการเมืองเรา

ก็สน งานเอ็นจีโอเราเกี่ยวทั้งคู่ เขาเป็นองค์การให้ทุน (มูลนิธิเทศพัฒนา) ดิฉันอยู่ฝ่ายรับทุน (สมัยนั้นเป็นประธานฯมูลนิธิเรือนร่มเย็น จังหวัดเชียงราย ให้ที่พักพิงและการศึกษาแก่เด็กหญิงวัยรุ่นในกลุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงและยาเสพติด) เจ้าเรื่องให้ทุนรับทุนนี่แหละเป็นต้นเหตุ เพราะเขาต้องขึ้นไปดูโครงการเรา

ที่เชียงราย ไปค้างคืนแล้วก็มาแวะเชียงใหม่ เขาตามมาและร่วมงานทำบุญลงเสาเข็มบ้านน้ำสาน จากนั้น

ก็เดินทางไปยุโรปตะวันออกกับหอการค้า เจเจเป็นกรรมการหอฯ พี่ชายดิฉัน (โพธิพงษ์ ล่ำซำ) เป็นประธานหอฯ ตอนนั้นก็สนิทกันขึ้นไปอีก ที่ยุโรปตะวันออกนั่น พี่ชายดิฉันไม่สังเกตอะไรเลย พี่สะใภ้ดูจะสงสัยนิดๆ จากนั้นก็เดตกันมาตลอด อี-เมล์คุยกันทุกวัน เป็นภาษาอังกฤษ เพราะเจเจพิมพ์ภาษาไทย

ไม่เป็น แต่พูดกันเป็นภาษาไทยนะ แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้โทรศัพท์ คบกันสนุกมาก ไม่หวานเจื้อยเหมือนหนุ่มสาวหรอก เรามีเรื่องให้เถียงถกสารพัน ได้ความรู้เยอะ ความคิดแตกแขนง เรื่องเป็นงานการเป็นความ

คิดเห็นนี่เราจะคุยกันด้วยวาจา แต่เรื่องอารมณ์ความรู้สึกใช้อี-เมล์ เพราะการเขียนทำให้มีเวลาคิด มีเวลาลงลึก เขียนถึงกันทีละยาวๆ


จนในที่สุดเราก็ชักจะเมื่อยมือ (หัวเราะ) ประกอบกับมีคนสอดแนมมาบอกว่าเขารู้สึกยังไง รู้เขา

ไม่กล้า ก็เราเป็นพี่สาวธงชัย (ธงชัย ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการบริษัทล็อกซเลย์ สมัยนั้นดร.ชิงชัยเป็นรองประธานกรรการฝ่ายต่างประเทศ) ก็เลยอี-เมล์เว้าไปซื่อ ๆ ว่า “Do you think we should get married?” ได้คำตอบกลับมาแบบโล่งอกว่า “Yes, we should!” เป็นอันว่าลงตัว

อันที่จริงก็ไม่ได้กล้าหาญชาญชัยมั่นอกมั่นใจไปหมดหรอกค่ะ มีช่วง ‘cold feet’ ด้วยความไม่แน่ใจ ยังไปปรึกษาพี่ชายคนโต (ไพโรจน์ ล่ำซำ) ว่า เอ เราก็อายุปูนนี้แล้ว เขาจะไม่ต้องการอยู่กับผู้หญิงที่สาวหรอกหรือ พี่ชายก็ตอบ...หลังหายช็อกด้วยความประหลาดใจว่า...ก็เขาเลือกเราแล้วนี่หว่า จะห่วงอะไรอีกล่ะ เราแก่เขาก็แก่นี่นา แล้วเชียร์ต่อว่า ชิงชัยเป็นคนเก่งมาก แล้วก็นิสัยดีมากๆ ถ้าไม่ได้แต่งก็โง่เต็มที


แล้วยังไงต่อคะ คนรอบตัวว่าอย่างไรบ้าง


ฮือฮาเกินคาด มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งบวกทั้งลบ เจเจโดนหนักกว่า ถูกสงสัยว่าหวังอะไรจากเรา สาวๆ กว่ามีให้เลือกตั้งมากมาย ตอนนั้นเขาขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อม่ายเนื้อหอม เพื่อนที่เคยเห็นเขาเที่ยวเตร่

ถึงนั่งจับเข่าถามว่า “แน่ใจแล้วรึ” ด้วยความห่วงใยว่าชีวิตจะเหี่ยวๆ แล้งๆ เราเองก็เจอคนที่มองเหล่ๆ แบบกังขาเหมือนกัน ที่มองทางบวกก็มีมาก มองว่าเราเป็นกำลังใจให้คนอื่นๆ กล้าที่จะก้าวออกมาเลือก

วิถีชีวิตของตัวเอง


เรื่องอายุนี่ทำให้ใครๆ ที่เห็นเราไปไหนด้วยกันก่อนที่จะแต่งงานไม่คิดว่าเป็นเดต เคยนัดทานข้าวเช้ากันที่โรงแรมรีเจ้นท์ (ปัจจุบันเป็น Four Season) บังเอิญพบพี่ชัช (คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช เป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณหญิง) พี่ชัชเข้ามาชมเปาะว่า“สองคนนี่ขยันจริงประชุมกันแต่เช้าเชียว” ตอนเราจะแต่งงาน พี่ชัชอยู่อเมริกา ลูกชายโทร.ไปให้แม่ทายซิว่าเจเจกำลังจะแต่งงานกับใคร พี่ชัชงงเต็ก คิดคนโน้นคิดคนนี้ แต่ไม่เคยคิดว่าเป็นจำนงศรี พอรู้ก็ขำตัวเองที่ไพล่ไปคิดว่าเราขยัน


ลูกๆ ของคุณหญิงก็ยินยอมเห็นด้วย


เรายกทัพกันไปสมุย ไปพักโรงแรมบ้านท้องทราย ขำที่ทั้งลูกๆ ทั้งเขย สะใภ้ชอบเจเจอย่างเห็น

ได้ชัด แต่ก็ยังไม่ค่อยจะวางใจพ่อม่ายเนื้อหอม เขาคงไม่รู้ตัวกันว่าแม่ขำจะตายที่เห็นพวกเขาพากันออกอาการแม่ไก่ห่วงใยลูกเจี๊ยบ ยังไงยังงั้น เราก็สนุกในบทบาทลูกเจี๊ยบนะ ก็เขาห่วงน่ะว่าแม่จะเสียชื่อ จะอกหัก จะโน่นนี่สารพัด


ตกกลางคืนคนแก่สองคนก็ไปนอนเล่นโต้ลม ชมคลื่น อาบแสงจันทร์ที่ชายหาด เขาก็เอาหัวชนกัน...ประชุมไง...มารู้ทีหลังว่าลูกสะใภ้ที่แสนน่ารักเอามือทาบอกกระซิบว่า “แล้วเราจะทำยังไงกันดีนี่” (หัวเราะ) ก็สนุกดีนะ เหมือนมีพ่อแม่ 4 คู่ดูแลอยู่ เจเจคงประสาทเหมือนกัน แต่ก็หัวเราะเสียงดังตลอด


เย็นหนึ่งเขาก็พาเราหลบลูก ขับรถไปกินข้าวโรงแรมหรู พอควักกระเป๋าก็หน้าแดงถึงหู เพราะอารามรีบลืมเอากระเป๋าสตางค์ไป ดิฉันก็ไปตัวเปล่า บ๋อยยังทำท่าไม่ไว้ใจ เจเจต้องทิ้งดิฉันไว้เป็นตัวประกันแล้วห้อรถไปเอากระเป๋าตังค์ น้ำหวาน (อโนมา เศรษฐพงษ์ ลูกสาวอีกคนของคุณหญิง) มีคำถามยียวนแบบฮึๆ ในลำคอ “ไหนแม่เคยบอกพวกเราให้ดูกันอย่างน้อยก็สองปีไง” ตอบว่า-ก็เราแก่แล้วนี่ “ไหนแม่เคยห้ามพวกเราไม่ให้แสดง PDA ไง (public display of affection หมายถึงจับมือหรือโอบไหล่ในที่สาธารณะ) ไหงทำเองล่ะ” ก็ตอบว่า-ก็เราแก่แล้วนี่อีกแหละ ความแก่ใช้ประโยชน์ได้เยอะ


สรุปว่า แต่งงานได้ไม่นานเลยเจ้าพวกนี้ก็แพ้เสน่ห์คุณอากันเรียบวุธ มาวันนี้ไต๋ (นายแพทย์

สรรพัฒน์ รัตนิน ลูกชายของคุณหญิง แพทย์ผู้ถวายการผ่าตัดพระเนตรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) กับเป้า (ศิริธร ลูกสะใภ้) ปรึกษางานโรงพยาบาลกับเขาตลอด ดิฉันก็สบายไปเลย เดี๋ยวนี้

เจเจเป็นกรรมการบริหารโรงพยาบาลไปแล้ว แล้วก็ยังเป็นประธานกรรมการศูนย์เลสิกรัตนิน-กิมเบล

อีกด้วย เจ้าหลานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเล็กๆ ก็รักต๋าตาคุณปู่มาก เดี๋ยวนี้มีรวม 6 คนแล้ว คนโตอายุ

15 คนเล็ก 6 ขวบ ไปไหนเจเจรับเลี้ยงหมด ไปเชียงใหม่ทีไรพาไปฟาร์มงู จนงูจำหน้าได้หมดแล้ว


ดร.ชิงชัยเป็นชายแบบที่อยู่ในพิมพ์นิยมของคุณหญิงหรือไม่


ตอนนั้นไม่มีสเปกแล้ว ไม่คิดว่าจะพบใครอีก แต่ถ้าหมายถึงสเปกที่ตั้งไว้เมื่อสาวละก็ ไม่ใช่แน่ ต้องทอลล์ ดาร์ก แอนด์ แฮนด์ซัม และแก่กว่าเราสักสิบปี แต่เจเจน่ะ ชอร์ แฟลร์ แอนด์...แฮนด์ซัมนี่คงสมัยหนุ่มๆ และตัวเองเคยคิดว่ามีสองอาชีพที่จะไม่มีวันแต่งงานด้วย คือแพทย์ กับนักกฎหมาย เอาเข้าจริง

คนแรกเป็นหมอ คนที่สองเป็นนักกฎหมายนานาชาติ จึงขอแนะนำสาวๆ ว่า สเปกก็แค่สเปก ทั้งหมออุทัยทั้งเจเจเป็นคนทำงานหนักมากๆ เจเจอายุแค่นี้แล้ว ก็ยังมีแต่คนเชิญให้ไปช่วยโน่นนี่มากมาย เขาปฏิเสธไม่เป็น ตอนนี้มีตั้ง 20 กว่าแห่ง เทใจให้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้า สสส. หอการค้า ล็อกซเลย์ และอื่นๆ เขาสับสวิตช์เก่งมาก ทำเรื่องนี้เสร็จไปเรื่องใหม่ได้ทันที เราก็รู้ว่าเขาทำจริง เพราะไม่มีที่ไหนยอมให้ลาออก ลาก็ไม่ให้ออก เมื่อเร็วๆ นี้ก็ไปแอบฟังเขาสอนปริญญาเอก ก็ได้ความรู้มาเยอะ


ชีวิตคู่ครั้งใหม่แรก ๆ เป็นอย่างไรบ้างคะ ต้องปรับตัวปรับใจอะไรบ้าง


ปรับเรื่องฟังเพลง เขาเป็นโรคต้องฟังเพลงเวลาขับรถ ใส่หูก็ไม่ชอบ เราไม่ฟังเลย ในที่สุดก็ฟังบ้าง แต่เวลาไปไหนในชนบทที่ธรรมชาติสวยๆ ก็ขอไม่เปิด ก็โอ.เค.นะ เดี๋ยวนี้เขาเปิดน้อยลงเยอะ เรื่องอื่นคงมีแต่นึกไม่ออก คงปรับอย่างไม่รู้ตัว เรื่องนอนนี่เราโชคดี นอนง่ายทั้งคู่ เจเจเคยให้สัมภาษณ์ว่า เราเป็นเหมือนชิ้นจิ๊กซอว์ที่มาต่อกันได้พอดีๆ


วันวาเลนไทน์หนึ่ง นึกขลังยังไงไม่รู้ ส่งช่อดอกไม้มาให้พร้อมกับจดหมายมาเชิญไปกินข้าวเย็น

ร้านหรูริมแม่น้ำเพื่อขอบคุณที่ทำให้ชีวิตเขาเต็ม เจเจเรียนอยู่ฝรั่งเศสนานมั้ง นี่คงสไตล์หนุ่มฝรั่งเศส อ้อ...มีเรื่องแต่งตัว ดิฉันควรปรับให้เร็วขึ้น แต่ปรับยังไงก็ไม่สำเร็จ...ที่ว่าเป็นคนเร็วทั้งคู่น่ะ ยกเว้นเรื่องเขียนหนังสือกับแต่งตัวของดิฉัน


เมื่อคุณหญิงสายเสมอมาอยู่กับ ดร.ก่อนเวลา ก็อารมณ์เสียกันบ้างในช่วงแรกๆ เจเจเป็นโรค

‘กลัวไปไม่ทัน’ เราเป็นโรค ‘ชอบไปหวิดๆ’ อ้าว ดีมั้ยล่ะ ช่วยไม่ให้เขาไปนั่งแกร่วรอตามสนามบินและ

ที่อื่น เวลาได้รับเชิญดินเนอร์ประเภทนั่งโต๊ะ ตามมารยาทเราต้องไม่ไปถึงก่อนเวลา เพราะเจ้าภาพอาจ

ไม่พร้อม มีอยู่หนหนึ่ง สองตายายในชุดภูมิฐานไปเกาะฟุตบาธถนนวิทยุ รอเวลาที่จะเคลื่อนรถเข้าบ้าน

ทูตสวิสส์ (กรุณานึกภาพตามไปด้วย)


เราสองคนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม เวลาเดินทางต่างประเทศ เจเจจะจัดการทุกอย่าง ดิฉันแค่เดินตาม จนเดี๋ยวนี้เดินทางคนเดียวไม่เก่ง แต่เวลาขับรถ ดิฉันดูแผนที่ เขาชอบขับทางด่วน เราชอบซอกแซก ก็หลอกให้เขาเลี้ยวออกไปทางเล็กทางน้อย จนชินแล้ว เขาบอกว่าชีวิตเก่าเขาเป็นชีวิตทางด่วน มาเห็นรายละเอียดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ตอนมาเป็นสามีจำนงศรีนี่แหละ ตัวเองนี่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดว่าใครเป็น ‘ผู้นำ’ ในครอบครัว ได้พบมาหลายรายแล้วว่ามันทำให้ยึดติดบทบาทเกิดการบริหารอำนาจอย่างไม่ถูก มันมีตัวตน (ego) เข้าไปปนมาก


คุณหญิงพูดบ่อยมากว่าถกเถียงกันกับดร.ชิงชัยเป็นที่สนุกสนาน และที่ได้เห็นเมื่อคู่คุณหญิงอยู่ด้วยกัน ดร.ชิงชัยเสียงดังล้งเล้งมาก แต่คุณหญิงก็ยิ้ม หัวเราะ มันเป็นอย่างไรคะ


ล้งเล้งที่เสียง อารมณ์เขาดี แต่หูไม่ค่อยดี ก็เลยเสียงดัง อาการล้งเล้งจะดังและร้อน ก็เวลาจะออกจากบ้านไปขึ้นเครื่องบิน เราชอบไปหวุดหวิดหน่อย แต่เขาชอบไปนั่งรอ ล้งเล้งไป พอขึ้นรถก็หยุดทันที ทุกครั้ง (พูดไปหัวเราะไป) แต่แรกๆ ก็ฉุนเลยนะ ยูไม่ดุใครเลย ดุศรีคนเดียว เขาก็จะโอบไหล่บอกว่า ผมมันเสียงดังนี่ และในที่สุดก็...เออ...ถือว่าล้งเล้งเป็นสิทธิพิเศษให้เฉพาะเรา (หัวเราะชอบอกชอบใจ) เคยเอาไปเขียนในบางกอกโพสต์เหมือนกันว่า ถ้าแต่งตัวเร็ว ผู้คนจะต้องทนกับภาพเทวดาแก่ๆ คู่หนึ่งนั่งเหี่ยวรอบิน ไม่น่าดู สู้เป็นเทวดาแก่ๆ คู่นั้นปรู๊ดผ่านจุดตรวจบัตรจะดูมีชีวิตชีวากว่า...เราไม่ทะเลาะแบบโทษกัน เถียงกันน่ะ ส่วนมากเป็นเรื่องมุมมองทางสังคม วัฒนธรรมอะไรๆ อย่างนั้น คือเถียงแต่ไม่ทะเลาะ คือ ถกกันเฉพาะเนื้อเรื่อง ไม่จวกอัตตากัน


ถ้าถามว่า ชีวิตคู่คุณหญิงมีความสุขเพราะอะไร


รู้ว่าแต่ละวันไม่สูญเปล่า ต่างคนต่างมีเรื่องดีๆ ทำ กลับมาเล่า แลกความคิดเห็นกัน นิสัยเรามันง่ายๆ ไม่ค่อยมีระบบระเบียบอะไร อารมณ์ขันสำคัญมากนะสำหรับความสุขในชีวิตคู่ เรื่องดีๆ ก็ขันได้

เรื่องไม่ดีก็ขันจนเป็นดีได้ อย่างที่เคยเล่าใน ‘วิชาตัวเบา’ไง เจเจเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์จาไมก้า วันหนึ่งก็เชิญแขกระดับทูต และผู้ใหญ่ผู้โตมาทานอาหารเย็นฝีมือเมียที่คอนโดฯเรา ซึ่งเขามักจะอวดกับฝรั่งว่าเป็นร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดในประเทศไทย พอแขกนั่งโต๊ะอาหารพร้อมเสิร์ฟเราก็สะดุ้งเฮือกว่าลืมหุงข้าว เจเจแปลงวิกฤตให้เป็นบันเทิงได้อย่างฉับพลัน นี่แหละเมียฉันมี surprise เสมอ เฮกันได้ที่แล้ว เจเจก็ให้ทยอยยกกับข้าวมาเสิร์ฟทีละอย่างเป็นคอร์สแบบฝรั่ง ยำออกก่อน ตามด้วยแกงจืด แล้วก็ปลา ฯลฯ กว่าจะถึงแกงเผ็ด ข้าวก็สุกหอมกรุ่นออกมาได้พอดี ผลก็คือแขกทิ้งฟอร์มเป็นกันเองอย่างพิเศษเชียว แม่บ้านที่

ไม่เอาไหน กลายเป็นยายขี้ลืมที่น่าเอ็นดูไปเสียฉิบ


การแต่งงานครั้งนี้ทำให้คุณหญิงรู้จักตัวเองดีขึ้นอย่างไร


รู้มั้ง อย่างน้อยก็รู้ว่าเราไม่ใจกว้างเท่าเขา ยังไม่สมถะอย่างเขา รู้ว่าตัวเรามันคงเป็นประเภทจับฉ่าย ก็เขาบอกว่าเหมือนแต่งงานกับผู้หญิง 5 คนนี่


ผู้หญิง 5 คนนี่เป็นแบบไหนบ้างคะ


หนึ่งละ เขาว่าเรามีความเป็นนักหนังสือพิมพ์ประเภทสืบสวน เพราะซอกแซกสงสัย ชอบลงลึก

ช่างชัก ช่างค้นที่มาที่ไปของเรื่องราว หลักฐานก็คืองานประเภท ‘ดุจนาวากลางมหาสมุทร’ เป็นผลการค้นอย่างไม่ลดละไง อันที่จริงการค้นและเขียนหนังสือเล่มนั้น (พิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2538) ได้ทั้งธรรมะ

ทั้งความรู้ทางประวัติศาสตร์ ได้เห็นความไม่แน่ไม่นอนของทุกสิ่งอย่างชัดเหลือเกิน ชีวิตที่เจ้าของคิดว่าสำคัญนักหนา มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีชีวิตไหนที่ indispensable


แล้วไอ้เรื่องขี้สงสัยนี่ก็ผลักดันจนเกิดโครงการวิจัย ภายใต้งบฯของพิพิธภัณฑ์สถาบันพระปกเกล้า ในสมัย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการสถาบันฯ คือเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไทยเราเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในภาพพื้นเอเชียแปซิฟิกนะ ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากภายในของเราเอง ก็เกิดคิดว่าประเทศมหาอำนาจทั้งหลายในสมัยนั้น น่าจะสนใจเราและการเปลี่ยนแปลงนี้มาก เลยเกิดโครงการค้นคว้าและวิเคราะห์เอกสารของประเทศอื่นๆ แต่เราไม่ได้เป็นนักวิชาการ ก็เลยเชิญอาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ และคณะมาเป็นผู้วิจัย โอย...ได้เอกสารใหม่ๆ รวมทั้งที่มีอยู่แล้วในหอจดหมายเหตุมาวิเคราะห์เยอะเกินคาด น่าสนใจเพราะมันสะท้อนให้เห็นจุดยืนของแต่ละประเทศ ต่อเหตุการณ์ในบ้านเมืองเรา ซึ่งก็หมายถึงภาคพื้นส่วนนี้ของเอเชียด้วย




ผู้หญิงอีก 4 คนในตัวคุณหญิงล่ะคะ


บางครั้งเจเจก็ร้องว่า โอ๊ย เหมือนแต่งงานกับเด็ก ชอบชวนทำอะไรแผลงๆ อ้าว ก็ปรุงรสชาติให้ชีวิตไง สาม เขาบอกว่าเหมือนเด็กผู้ชายที่บ้า gadget ชอบไฟฉาย เข็มทิศ แผนที่ เดี๋ยวนี้ก็ GPRS สิ ไฟฉายนี่มีสารพัดชนิด เสียบคอมพิวเตอร์ เหน็บหู รัดหัว เล็กจิ๋ว มีที่ทำด้วยวัสดุที่ทำตัวเครื่องบิน แข็งพอที่จะเป็นอาวุธทุบหัวคนร้ายได้ เร็วๆ นี้ก็ไปจิ๊กไปฉายที่มีก้านเสียบหนังสือทำให้อ่านหนังสือในรถตอนกลางคืนได้ จิ๊กจากน้ำผึ้ง (วรัดดา หลีอาภรณ์ ลูกสาวคนโต) ซึ่งเป็นนักอ่านตัวยง


ของขวัญวันเกิด ปีใหม่ หรือวาเลนไทน์ปีแรกๆ เจเจเคยให้เข็มกลัดบ้าง แหวนบ้างของที่ผู้ชายให้

ผู้หญิงน่ะ แต่เดี๋ยวนี้รู้ใจแล้ว ให้ไฟฉาย และ gadget ต่างๆ ปีนี้เห็นบอกว่าจะให้ O2 Atom แต่ไม่ทันเราใจร้อนไปซื้อเองซะแล้ว รุ่น exec ซะด้วย อ่านคู่มือทดลองเล่นจนเป็นแล้ว แพทย์ว่าดีกับคนแก่นะ ทำให้เซลล์สมองแตกแขนงไง แล้วก็คุยกับลูกหลานได้ เขาไม่เห็นเราเป็นเต่าโกฏิปี


สี่ เป็นคนป่าที่ต้องมีพื้นที่วิเวกของตัวเองในป่าเขา คือต้องขอเวลาครั้งละอาทิตย์สองอาทิตย์ไปอยู่คนเดียว...อยู่กับกายใจตัวเองในธรรมชาติที่เป็นป่าเป็นเขา ก็ปฏิบัติธรรมนั่นแหละ ไม่อ่าน ไม่เขียน ไม่พูดกับใคร อยู่คนเดียวกับธรรมชาติรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รู้ชัดที่ใจว่าเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติจริง ๆ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ถามว่าอยู่อย่างนั้นสุขไหม ไม่ได้มีความสุข แต่ ‘เป็นสุข ’ ไม่เหมือนกันนะ เคยอยู่ยาวทั้งป่าอีสาน ป่าภาคใต้


ปีนี้เจเจได้รับเชิญเป็นวิทยากร ก็ไปนัดเจอกันที่อังกฤษ แล้วก็ขออยู่ต่อคนเดียวอีก 10 วัน ในกุฏิไม้เล็กนิดเดียวที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่บนเขาในป่าที่ Chithurst ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีส้วม เข้าป่าเอา ลงมาอาบน้ำที่บ้านผู้หญิงวันละครั้ง อาหารมื้อเดียว เอากะละมังเดินลงมาตักที่วัดซึ่งห่างออกไปกิโลฯกว่า แล้วลุยป่าไปนั่งกิน วันหนึ่งๆ เดินในป่า รวมแล้ววันละหลายๆ กิโลฯ ถามว่ากลัวไหม เกือบจะไม่เลยนะ ฝึกมาให้รู้จักความกลัวว่าเป็นแค่อาการหนึ่งของใจ มันขยับเข้ามาก็ ‘ฮัลโล’ กับมันซะ มันก็หาย เจเจเขาไปส่งถึงที่ พอเรากลับมาเขาก็ยังพึมพำว่าไม่รู้ไปอยู่ได้ยังไง


คนที่ห้าล่ะคะ


นักผจญภัยไง มีเรื่องหนึ่งที่เขาแปลกใจมากจน...ตอนต้นแทบจะไม่เชื่อเลยนะ นึกว่าเราหลอก

เดี๋ยวนี้รู้แล้วว่ามีเลือดนักผจญภัย คือ เจเจเขาเป็นตัวแทนธุรกิจที่บริษัทล็อกซเลย์ไปเริ่มไว้ในเกาหลีเหนือ ไม่ใช่เปียงยางนะ แต่เป็น Rasong เมืองท่าที่ขนาบอยู่กับเขตแดนจีนและรัสเซีย วันหนึ่งหลังแต่งงานเขาก็บอกว่า หุ้นส่วนที่เข้ามาซื้อหุ้นกิจการนี้น่ะเป็นบริษัทฟินแลนด์ที่ได้แรงจูงใจ จากรายการสารคดีของ UNDP (United Nations Development Program) เกี่ยวกับเกาหลีเหนือ เรื่องเขตการค้าเสรีที่เปิดใหม่ในลุ่มแม่น้ำ Tumen ซึ่งคั่นระหว่างสามประเทศนี้ ทำให้เห็นว่าเป็นเขตยุทธศาสตร์ทางอุตสาหกรรมที่จะมีศักยภาพมาก ถ้าปรับปรุงรื้อฟื้นรถไฟสาย Trans Siberia ขึ้นมาขนสินค้าลัดตรงเข้ายุโรปอย่างจริงจัง...อาฮ้า...เราว่า ก็ศรีนี่แหละเป็นคนเขียนสคริปต์สารคดีนั้น ไปสำรวจเมืองท่าปากน้ำ Tumen ด้วยตัวเอง เพื่อทำสารคดีเรื่องนั้นเมื่อ 12-13 ปีมาแล้ว เจเจหน้าเหลอเหมือนผีหลอก (หัวเราะชอบใจ)


ตอนนั้นบริษัทที่น้ำผึ้งดำเนินงาน เกิดไปได้งานจาก UNDP ให้ทำสารคดีเรื่องนี้ จำได้ว่าตั้งชื่อว่า Golden Gate to North Asia อะไรทำนองนั้น เดินทางไปด้วยกันทั้งหมด 4 คน ดิฉันหัวหน้าทีม นุ่งผ้านุ่งแบบไทยไปนะ เข้าห้องน้ำง่ายดี สมัยนั้นไปยากมาก ต้องบินไปค้างปักกิ่งคืนหนึ่ง แล้วต่อไปเปียงยาง จากเปียงยางนั่งรถไฟรมควันบุหรี่อีก 23 ชั่วโมงไป Rajin-Sonbong เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Rasong แล้วทหารเต็มรถเลย เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่สัดส่วนประชากรที่เป็นทหารสูงที่สุดในโลก มีล่ามของรัฐบาลเขาคุมเราตลอด ห้ามเราลงตามสถานีเด็ดขาด อยู่บนรถไฟตลอด รัฐบาลจัดปิ่นโตไปให้


ที่ Rajin-Songbong ตอนนั้นไม่มีอะไรเลยจริงๆ มีแต่ภูเขากับทะเล แล้วก็ทะเลสาบใหญ่ สวยมากนะ ธรรมชาติบริสุทธิ์ ปูตัวใหญ่ยักษ์เหลือเชื่อ แล้วก็ยังปลาแซลมอนในแม่น้ำ สาหร่ายทะเลที่เรากินกันตามร้านอาหารญี่ปุ่นลอยเต็มเชียว เก็บกินได้ แต่ต้องเลือกที่อ่อนๆ

เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือเอา master plan ให้ศึกษา ค้างอยู่ 3 คืน แล้วก็กลับรถไฟ 23 ชั่วโมงอีกนั่นแหละ สารคดีเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็แปลเป็นอีก 6 ภาษา ฉายในโทรทัศน์ทั่วโลกนะ ระหว่างทำงานต้องติดต่อเจรจากับรัฐบาลเกาหลีเหนือตลอด ต้องบอกว่าโครงการเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีลุ่มแม่น้ำ Tumen นี้ จนบัดนี้ก็ยังไม่เป็นตามที่วาดหวังไว้ ถึงแม้ Rasong จะมีโรงแรมกาสิโนที่คนจีนเข้ามาใช้เป็นส่วนใหญ่


นอกจากนี้ คุณหญิงก็ยังเป็นนักกิจกรรม นักเขียน และอะไรอีกหลายอย่าง


(หัวเราะ) นักกิจกรรมสารพัดเรื่องไง จะทำอะไรเขาก็ช่วยเรื่อยแหละ ติดต่อคนโน่นนี้ให้ อยากจะค่อยๆ เลิกราแล้ว เหลือโครงการวรรณกรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันใจเยาวชน เนื่องในวาระเฉลิมฉลอง 100 ปีชาตกาลของท่านพุทธทาส


คุณหญิงนำประสบการณ์จากชีวิตคู่ครั้งแรกมาใช้ในชีวิตคู่ครั้งนี้บ้างหรือไม่


คงมีบ้างเป็นธรรมดา เรียกว่าการเรียนรู้ดีกว่า แต่มันคนละช่วงชีวิต คนละเวลา คนละสิ่งแวดล้อม ตัวเราสมัยนั้น กับตัวเราตอนนี้มันแทบจะเป็นคนละคนกัน ไม่ได้มาใช้โดยตั้งใจหรอก การแต่งงานคราวนี้วุฒิภาวะเราช่วยให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติอย่างสบายๆ ครั้งแรกนั้นตั้งอกตั้งใจเป็นเมียที่ดี แม่บ้านที่ดี แม่ที่ดี และอะไรต่อมิอะไรที่ดี โอ๊ย ไม่ดีหรอก ตั้งใจเกินไป อย่างว่าแหละ ครั้งนี้รู้ตัวว่าบั้นปลายชีวิต เมตตาตัวเองมากกว่าเยอะ สบายๆ ไม่เหมือนตอนนั้นที่การสร้างอนาคต สร้างครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่


ชีวิตที่ผ่านมาถึงมีลบ ก็มีบวกก็เยอะมากมีลูกดีๆ สี่คน ได้ช่วยหมออุทัยตั้งโรงพยาบาลจักษุรัตนิน

ขึ้นมา หมออายุมากกว่าดิฉันสิบกว่าปี ก็รู้สึกภูมิใจนะคะที่วงการแพทย์ยกย่องหมออุทัยว่าเป็นผู้บุกเบิกวิทยาการสมัยใหม่ทางจักษุวิทยาให้กับบ้านเมืองเรา เขาเป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาจักษุฯที่รามาธิบดี และริเริ่มอะไรใหม่ๆ เยอะ แล้วก็ช่วยคนไม่ให้ตาบอดมานับไม่ถ้วนจริงๆ ตอนนั้นเหนื่อยมากนะ เหนื่อยอยู่หลายสิบปี เวลานี้ลูกรับกันไปทำแล้ว มีจเจช่วยหนุนอยู่ วันเวลายุคนั้นผ่านไปสิ้นไป แต่ไม่มีอะไรสูญเปล่าหรอก เป็นประสบการณ์ที่สะสมมาเป็นตัวเราในวันนี้


ความเป็นตัวตนของคุณหญิงจำนงศรีแบบที่เป็นอยู่นี้ เริ่มชัดเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไร


เมื่ออายุ 50 เศษๆ เป็นช่วงที่อยู่กับตัวเองเป็น คืออยู่อย่างเป็นสุข ไม่โหยหาอะไร ไม่เหงา ไม่กลัว เป็นผลจากการไปอยู่คนเดียวในกุฏิริมป่าที่สวนโมกข์ถึงสามเดือนเต็ม โดยเป็นศิษย์ท่านอาจารย์พุทธทาสและคุณพี่รัญจวน (อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง) แล้วก็ไปต่ออีกสามเดือนที่วัดดอยธรรมเจดีย์ โดยเป็นศิษย์ท่านอาจารย์แบน จากนั้นก็ยังไปเป็นศิษย์วัดป่านานาชาติสายหลวงพ่อชา


อยู่ป่านานๆ นี่ ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ที่หนีทุกข์แสวงสุขเหมือนกันหมด ชีวิตกับความตายใกล้กันเหมือนพลิกเหรียญ ทำให้ความสำคัญของ ‘ตัวฉัน’ มันลดถอย ทุกข์และปัญหา ‘ของฉัน’ มันก็ลดความสำคัญลงไปด้วยตามสัดส่วน


ทราบมาว่าเคยมีทุกข์แสนสาหัส แล้วผ่านมาได้อย่างไรคะ


แทบจะลืมไปหมดแล้ว พูดไปแล้วจะกลายเป็นเทศน์ธรรมะไปอีกหรอกนะ เดี๋ยวคนอ่านอิมเมจจะเลิกอ่านไหมนี่...จุดเปลี่ยนจริงๆ คือการไปสวนโมกข์ ได้ถอยห่างจากอารมณ์ ความคิดที่เราเคยจมอยู่

ได้เห็นธรรมชาติของความคิด ของความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นโกรธ กลัว อยาก และอื่นๆ ว่ามันไม่มีตัวตน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนลมฟ้าอากาศ มนุษย์เรามีศักยภาพที่จะรู้สัจธรรม รู้ด้วยใจ รู้โดยอัตโนมัติแต่เรามักจะชินกับการคิดเสียจนละเลยศักยภาพนั้น ละเลยเสียจนคิดว่าไม่มีส่วนนั้น


ทุกวันนี้สังคมเน้นการแข่งขันจนเด็กถูกสอนให้มองแต่ข้างนอก ไม่หันมองเข้าข้างใน ก็เลยยิ่งห่างจากการฝึกทักษะการรู้ด้วยใจ


ช่วยขยายที่บอกว่า มนุษย์มีศักยภาพที่จะ ‘เรียนรู้โดยอัตโนมัติ’


การเรียนรู้ของคนเราโดยทั่วไปทุกวันนี้ อยู่ที่ความคิดบนพื้นฐานของเหตุผลและความจำ เป็นทักษะการใช้สมอง เราใช้สมองคิดจากประสบการณ์และการถูกสอนสั่งที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก คิดตามประสบการณ์และเหตุผลที่หล่อหลอมมา แต่มีการเรียนรู้อีกทางนะ ที่ไม่ใช่จากสมองคิดหรือการอ่าน การฟัง ลองเปรียบเทียบเล่นๆ ว่า สมมติคุณไม่เคยกินสับปะรด แต่เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับรสชาติสับปะรดจนคุณคิดว่ารู้จริงๆ แต่พอเอาสับปะรดเข้าปากเคี้ยวนั่นแหละถึงจะ “อ๋อ” ใช่ไหม อธิบายให้ใครรู้อย่างที่เรารู้ก็ไม่ได้ อย่างที่เรียกว่า ‘ปัจจัตตัง’ ไง


สมมติว่าเราบอกว่า ใครๆ ก็รู้ว่าไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน แต่ก็รู้ด้วยการสังเกต ด้วยเหตุและผล

รู้ด้วยสมองใช่ไหม มันมีอีกรู้นะ รู้ด้วยใจ...โอย ยอมแพ้ อธิบายไม่ได้ แต่ในเมื่อมนุษย์เรามีศักยภาพการเรียนรู้ด้วยสมอง และศักยภาพการรู้ด้วยใจ ฝึกมาอย่างหนึ่งทั้งชีวิตแล้ว ลองน่าจะฝึกอีกอย่างหนึ่งด้วยไม่ดีหรือ ไม่ลองก็ไม่รู้ ใช่ไหม


ก่อนจะไปสวนโมกข์ ชีวิตเป็นอย่างไร


ถึงจุดหนึ่งสับสนมาก อันที่จริงเคยมีพื้นฐานการปฏิบัติธรรมก่อนไปสวนโมกข์ เริ่มตั้งแต่อายุยังไม่ 30 คุณแม่หมออุทัยถูกจักรยานชนกระดูกแขนแตก เห็นท่านสงบ ไม่โกรธ ไม่เดือดร้อน ถามว่าเจ็บไหมท่านก็บอกว่าเจ็บสิ แต่มันก็เป็นแค่ ‘เวทนา’ เราก็อย่าเอาใจไปยุ่งกับมัน แล้วท่านก็อธิบายขันธ์ห้า เราก็เอาสิ เที่ยวไปหาหนังสือ ทั้งอ่าน ทั้งถก ทั้งฟัง คือเป็นคนเชื่อสติปัญญาตัวเอง แบบนักเรียนนอกไง คุณแม่ว่าศึกษาทฤษฎีเยอะแล้ว เข้าห้องทดลองได้แล้ว ตัวเองนั่นแหละเป็นห้องทดลอง ก็ไปเลย ลูกยังเล็กๆ ก็ไปแค่ 3 วัน ไปอยู่คนเดียว ไม่พบใคร ไม่พูดกับใคร แค่อยู่กับปัจจุบันของกายกับใจ นั่นแหละการปฏิบัติธรรมครั้งแรก แต่แล้วก็กลับมายุ่งกับชีวิตครอบครัวและการงาน แต่นั่นก็เป็นเชื้อให้อยากกลับไปปฏิบัติฯอีก ตอนทุกข์มากเมื่ออายุจะห้าสิบ


ทำไมถึงคิดว่าหนทางนี้ว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้


ตอนที่ไปสวนโมกข์น่ะ ทุกข์สุดๆ เดี๋ยวนี้เห็นแล้วว่าปัญหามันก็แค่ปัญหา การคิดที่มี ‘กู’ กับ ‘ของกู’ เป็นศูนย์กลางสิที่ทำให้ทุกข์สุดๆ โกรธและกลัวควงสว่านอยู่ในหัว เช้าจรดเย็น เย็นจรดเช้า ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป ไม่บ้า ก็ตาย ไม่ได้การแล้ว มันต้องอีกทางสิน่า นึกถึงสามวันที่ปฏิบัติธรรมเมื่อครั้งโน้น ลองดูซิ เหลืออยู่ทางเดียว ก็ลอง ก่อนนั้นแก้ทุกข์ กลบทุกข์ด้วยการปรึกษาเพื่อน ท่องเที่ยว ทำโน่นนี่สารพัดมองย้อนไปถึงบางอ้อว่า โถ ยิ่งทำให้ยิ่งเพิ่มความสำคัญให้ตัวเอง ยิ่งเพื่อนเห็นใจก็ยิ่งเห็นว่าตัวเองน่าสงสาร ผูกติดหนึบเข้าไปเป็นทบๆ


เดี๋ยวนี้รู้แล้วว่าปัญหาน่ะต้องแยกให้ออก ระหว่างตัวปัญหาที่มาจากข้างนอกกับอารมณ์โกรธ กลัว เกลียด โหยหิว สารพัดในใจเรา ต้องเคลียร์ความยุ่งเหยิงข้างใน ด้วยการถอยห่างออกมามองให้เป็น มองด้วยใจให้เป็นไง แล้วก็จัดการกับปัญหาเท่าที่ทำได้ โดยไม่ทิ้งเชื้อให้ปัญหาใหม่ๆ งอกตามมาเป็นทิวแถว


ภาพของ คุณหญิงจำนงศรี


ใช้เวลานานไหมกว่าจะผ่านความทุกข์ช่วงนั้นมาได้


มันเหมือนคนตกบ่อลึกๆ นะ คนที่อยู่ข้างนอกมองดูก็คิดว่า ทำไมจะปีนขึ้นมาไม่ได้ ถ้าอยากจะปีน แต่คนก้นบ่อนี้มันรู้ว่ายากแค่ไหน ลื่นไถลลงไปอีก พอจะพ้นขอบบ่อก็จะเหนี่ยวขึ้นมาไหวไหมนี่ ไม่ง่ายๆ ไม่เลย แต่มันก็อยู่ที่ใจเราทั้งนั้น


คนที่ช่วยมากตอนนั้นคือคุณพี่รัญจวน ทั้งสอน ทั้งดุ ทั้งให้กำลังใจ ท่านย้ำเตือนตลอดให้เพียรพยายามฝึกสติ ให้รู้กาย รู้ใจ ตอนนั้นไปเข้าอบรมที่สวนโมกข์ครั้งละสิบวันอยู่ถึงหกครั้ง แล้วก็ตัดสินใจอยู่ต่อไปอย่างไม่มีกำหนดกลับบ้าน


มีคนมากมายที่อยู่ในภาวะแบบนี้ รู้สึกว่าแย่ที่สุด แย่กว่าใครๆ เขาควรทำอย่างไร


ก่อนอื่นหยุดโทษคนอื่น แล้วก็หยุดโทษตัวเองด้วย อย่ามัวแต่โทษสิ่งภายนอก ก็ไม่ได้จัดการกับทุกข์ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ข้างนอกสักหน่อย อยู่ที่ใจเราต่างหาก คนที่อยู่ในสภาพนั้นจะรู้สึกว่าไม่เห็นทางออก หยุดคิดเรื่องไม่มีทางออก มัวแต่คิดอย่างนั้น ความคิดก็มีแต่หมุนลง ต้องมั่นใจว่ามีสิ มีทางออก แต่เรายังหามันไม่เจอ เอาละ ถึงสภาพภายนอกเรายังหาทางแก้ไม่ได้ จัดที่จัดทางให้ใจเราก่อน เริ่มจากการรู้ตัวในปัจจุบัน ถอยออกมาดูความคิด ดูมันเหมือนไม่ใช่ของเรา มันจะหยุด แล้วก็เริ่มใหม่ ก็ดูมันอีก


ถ้าเรารู้จักมองทุกข์ ใจจะมีวุฒิภาวะขึ้น จะเห็นว่าทั้งสุข ทั้งทุกข์ ไม่มีอะไรคงที่หรอก มันแปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ความคิดก็ไม่คงที่...ก็ต้องรู้ทันความคิด ดูความรู้สึกที่ใจ ที่กาย เหมือนดูละคร

ใจเย็นๆ ทำได้แป๊บๆ ไม่เป็นไร ทำไปเรื่อยๆ มันก็เก่งขึ้นเอง ไอ้แป๊บๆ ก็ไม่เสียหาย มันก็ทำให้รู้ธรรมชาติของใจว่ามันบังคับไม่ได้ ของเรายังอย่างนี้ จะไปบังคับของคนอื่นเขาได้อย่างไร


เรื่องอะไรที่คนชอบมาปรึกษาคุณหญิงมากที่สุด


เรื่องความทุกข์นี่แหละ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่สุด มีเรื่องเสียใจอยู่ทุกวันนี้ คือเรื่องที่ขาดการติดต่อกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอี-เมล์มาปรึกษา ก็โต้ตอบกันมาโดยตลอด จนวันนึงเขาเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับชายที่มีครอบครัวแล้ว แล้วตอนนั้นเองคอมพิวเตอร์ล่ม อี-เมล์ แอดเดรสส์หายหมดไม่รู้จะติดต่อเขาอย่างไร ยังเป็นห่วงเขาจนถึงทุกวันนี้ เสียใจว่า เขาคงคิดว่าเราไม่พอใจ เขาไม่อี-เมล์มาอีกเลย อยากให้เขาติดต่อมาอีก นี่ก็ผ่านไปเป็นปีๆ แล้ว ถ้าเขาอ่านอยู่ อยากให้ติดต่อมาอีก


และถ้ามีคนมาปรึกษาเรื่องแบบนี้จะให้คำแนะนำอย่างไร

ยากค่ะ ขึ้นกับแต่ละราย อย่างว่าแหละที่แน่ก็ให้ลองตั้งสติให้นิ่ง ดูความคิด ดูลมหายใจหรืออะไรก็ตาม ก็จะพบว่าใจคนน่ะมันบังคับยาก ลองซิ อยากได้อะไรสักอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้อยากได้อีกอย่างแล้ว อยากไปเรื่อยๆ ความรักมันก็เป็นแบบนี้ มันก็เปลี่ยนลักษณะไปเรื่อยๆ คนที่รักกันก็พัฒนาไปด้วยกัน

ความรักก็งดงามตรงที่มันไม่เหมือนกุหลาบแช่แข็ง (หัวเราะชอบใจ) ยอมรับว่าธรรมชาติของใจ มันเป็นอย่างนี้ แล้วค่อยคิดต่อว่าจะทำอย่างไรจึงจะดีที่สุด อย่าปรักปรำและอย่าเข้าข้างตัวเอง จะทำให้ก้าวไปในทางที่ควรจะก้าวไม่ได้


คนที่เป็นผู้หญิงมักจะเกลียดแค้น ที่ผู้หญิงคนใหม่มาแย่ง แต่อันที่จริงตัวจักรสำคัญ คือคนกลางที่ผูกพันกันมา การทำความเข้าใจกับคนใกล้ตัว น่าจะสร้างสรรค์กว่าไปฟาดฟันกับผู้หญิงอีกคนให้ร้อนรุ่ม


เรื่องนี้ยากเพราะแต่ละรายมีรายละเอียดต่างกัน คนนอกไม่มีทางรู้หมด ตัวเองเคยเห็นเรื่องอย่างนี้ตั้งแต่เด็กๆ เคยเห็นผู้หญิงสองคนที่โกรธแค้นกัน น่าเสียดายเวลาผ่านไปกับความโกรธเกลียด พอคนกลางตายไป ผู้หญิงสองคนก็โศกเศร้า แล้วก็หันมาเป็นมิตรกัน เห็นมาเยอะหลายคู่แล้ว น่าคิดนะ น่าย้อนคิดว่าทุกข์อยู่ตรงกลัวสูญเสียความเป็นเจ้าของใช่ไหม แล้วก็ยังสูญเสียศักดิ์ศรีด้วย เจ้าศักดิ์ศรีนี่ก็น่าสนใจนะ ไม่มีตัวตนแต่ทำให้เกิดความขัดแย้งโกรธแค้นมากมาย คอยเตือนให้พยายามไม่ติดยึด พยุงใจไว้ไม่ให้จม ถึงจุดหนึ่งเขาจะคิดได้เอง


เวลามีปัญหา ชาวตะวันตกมักจะบอกว่า do something แต่ในทางพุทธ ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ลองหยุด ลองไม่ทำอะไรดูซิ ไม่ใช่แบบง่อยนะ แต่เอาใจถอยห่างจากความเป็นฉัน ความต้องการของฉัน ความรู้สึกของฉันเป็นการตั้งฐาน


ใช้ชีวิตกับ ดร.ชิงชัยมาจะครบ 10 ปีในเดือนตุลาคมนี้ มีงอนกันบ้างไหมคะ


ก็เรื่องออกไปกินเลี้ยงบ่อยนี่แหละ เขาก็ใช้วิธีลากเราไปด้วยถ้าเป็นไปได้ เวลาเขาไปประชุม

ต่างจังหวัด ต่างประเทศ ก็ซื้อตั๋วให้เราตามไปด้วย มีช่วงหนึ่งชักจะเกินไป ก็เลยโทรศัพท์ไปบอกเลขาฯ

ของเขาว่า วันนี้เราจะไปนอนโรงแรมละนะ เที่ยงวันนั้นเราเลี้ยงเพื่อน(โรงเรียน)ราชินีอยู่ที่บ้าน โอ้โห แป๊บเดียวเท่านั้น แกวิ่งหน้าตาตื่น หอบข้าวปลาอาหารมาวางแหมะกลางโต๊ะทานข้าว แล้วก็วิ่งกลับไปทำงานต่อ เพื่อนๆ ทึ่งมากว่า สามีเธอดีจังเลย เราบอกว่าเขากลัวเราจะไปนอนโรงแรมน่ะ เท่าที่จำได้ก็มีครั้งนั้นแหละ ส่วนเจเจน่ะ ไม่เคยงอนเอาเลย


ภาพของ คุณหญิงจำนงศรี



ข้อตกลงหลวมๆ ที่เล่าไว้ตอนต้นว่า จะเดินทางด้วยกันจนกว่าจะเดินไม่ไหว ยังทำได้อยู่ใช่ไหม


ไม่ใช่เที่ยวทั้งหมด บ่อยครั้งไปงานแล้วเที่ยวต่อ ครั้งล่าสุดจริงๆ เราไปเที่ยวทิเบตกัน เพราะ ดร.ชิงชัยเป็นกรรมการอิสระของ Banyan Tree ซึ่งเปิดรีสอร์ตอยู่ในหุบเขาที่ Ringhai ใกล้ Shangrila ได้ปีหนึ่งแล้ว เลยได้ไปทดลองอยู่ ไปถึงก็มีขี่ม้า เราขี่เป็นเพราะเมื่อเด็กขี่ที่อังกฤษ เจเจขี่ไม่เป็น แต่ก็ขี่ (ดูหลักฐานได้จากรูปถ่าย) ด้วยความแก่ขาแข็งลงจากหลังม้าแล้ว ยังเดินขากาง อู้ย สนุกมาก ได้ไปใช้ชีวิตกินข้าวกับชาวไร่ทิเบตแบบที่เขากินกัน


เวลาไปอังกฤษ ตัวเองนี่ชอบนอนเบดแอนด์เบรกฟาสต์ ใกล้สุสานยิ่งชอบ ชอบเข้าไปเดินเล่น

มักจะสวยและสงบ เอางานไปนั่งทำ ไปเที่ยวเดินอ่านคำจารึก แต่เจเจไม่ชอบบอกว่าไปรบกวนคนตาย

(ทำเสียงสูง) แล้วก็ไม่สนิทใจกับเบดแอนด์เบรกฟาสต์ ว่าไปนอนบ้านคนอื่นที่ไม่รู้จัก คงคิดถึงเรื่อง Psycho ของ Hitchcock เขาติดนิสัยจากสมัยที่เป็น Regional Director ของ IDRC (เป็นองค์กรทุนแคนาดาเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ) ในภาคพื้นเอเชียอยู่ตั้ง 17 ปี แหม เป็นคนให้ทุน เวลาไปไหนใครๆ ก็รับรอง พักโรงแรมสี่ห้าดาวตลอด ส่วนไอ้เรามันทะล่อกทะแล่กมาแต่ไหนแต่ไร


ครั้งที่ไปอังกฤษครั้งหลังนี่ เราค้นเว็บฯหาบีแอนด์บีเอง เมืองเล็กจิ๋วชื่อ Over Stoweyใน Somerset ข้างหน้าและข้างๆ เป็นสุสานทั้งโบราณและสมัยใหม่ ตอนเช้าตื่นนอนเปิดหน้าต่างออกมาได้เจอหลุมศพทันที เจเจเดี๋ยวนี้เฉยๆ ไม่ว่าอะไรแล้ว อยู่กับเราเขาลุยขึ้นเยอะ ต้องเดินข้ามภูเขา วันสุดท้ายไปดูฟุตบอลเวิลด์คัพในทีวีที่ผับในเมืองถัดไป รวมเดินสัก 6 ไมล์ไปกลับ กว่าจะถึงบ้านก็สองยาม


ชีวิตประจำวันของคู่คุณหญิงเป็นอย่างไร เป็นแบบแผนไหม


แล้วแต่ ถ้าตื่นพร้อมกัน ก็ได้ทานเช้าด้วยกัน บางทีใครตื่นก่อนก็อาจจะไปโปโลคลับ บางที ดร.ชิงชัย ก็ขึ้นไปออกกำลังกายที่ข้างบนคอนโดฯ มีซาวน่า มียิม แล้วลงมาทานอาหารเช้า บางทีเขาก็ไป

ตีเทนนิส เราก็มีเพื่อนๆ เรียกกันว่ากลุ่มขอบสระ ไม่ได้ว่ายน้ำนะคะ นั่งคุยกันทานอาหารเช้ากันไป เราไม่ทราบหรอกว่าแต่ละวันใครจะไปไหน ทำอะไร แต่เลขาฯของเรา 2 คน คุณพยอมกับคุณน้องนี่เขาจะต้องทราบว่า ทั้งวันใครจะไปไหน เพราะเขาจะต้องประสานงานกัน ไม่ให้นัดพลาด ทุกเช้าเลขาฯ จะเป็นคนโทร.มาบอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ระหว่างวัน เราก็จะลืมไปแล้วว่าใครไปทำอะไรที่ไหน เราก็จะโทรศัพท์หากัน คอยอัพเดตกันตลอด


ตกเย็น เขาจะไปงานเลี้ยง ซึ่งถ้างานไหนหนีบเราไปด้วยได้ เขาจะพาไปเสมอ เดี๋ยวนี้เราเป็นฝ่ายขอไม่ไป บางงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับฝรั่งเศส (ดร.ชิงชัยเป็นประธานกรรมการทั้ง Alliance Francaise และสภาธุรกิจไทยฝรั่งเศส) เขาก็บอกว่าไม่ง้อ senior หรอก เอา junior ไปก็ได้ น้ำผึ้งไง เพราะฉะนั้นถ้าใครเห็นเจเจควงสาวร่างโปร่งแต่งตัวเก๋อมเปรี้ยวละก็...ช่วยดูด้วยว่าหน้าคล้ายเราหรือเปล่า ถ้าไม่คล้ายละก็...(หัวเราะ) เจเจไม่เคยมีลูก มาได้ลูกสมใจตั้ง 3 สาวให้ควงแทนแม่ แต่อีกสองสาวและสะใภ้ไม่ค่อยชอบไปไหนกลางคืน ก็มีน้ำผึ้งนี่แหละที่คุณอาพอเอาไปแทนได้


แต่ละคนดูแลกันและกันอย่างไรบ้าง


ดูแลเขาเรื่องสุขภาพ อาหารเช้า อาหารที่ทานแต่ละวัน แล้วระวังเรื่องน้ำหนักเขา ปัญหาคือ

กินเลี้ยงตลอดเวลา แล้วชอบรับประทานมาก ส่วนเขาดูแลความขี้ลืมของเรา ของหายเป็นประจำ

แหวนแต่งงานหายตั้งแต่ปีแรกเลย เขาก็ว่าหายก็หาย ไม่ทำให้อีกแล้ว ทำอีกก็หาย ก็คิดว่าดีเหมือนกัน

จะได้ไม่ต้องเก็บ เมื่อเข่าแย่ลงตามอายุ เขาก็ซื้อไม้เท้าแสนสวยให้ หักพับได้สำหรับเดินทาง ส่าสุดซื้อ

ไม้เท้าฝากจากเมืองจีน ดีขึ้นไปอีกเพราะตรงด้ามมีไฟฉายซะด้วย


คุณหญิงได้ช่วยสนับสนุนงานของ ดร.ชิงชัยบ้างหรือไม่คะ


ก็มีคุยแลกเปลี่ยนความคิด เขาใช้บ้าง (พอดี ดร.ชิงชัยโทรศัพท์เข้ามือถือมาอัพเดตประจำวันพร้อมแจ้งข่าวงานศพที่ทั้งคู่ต้องไปเย็นนั้น คุณหญิงจึงยื่นหูโทรศัพท์ให้เรา)


“ผมเอาเรื่องเขาไปพูดเล็กเชอร์ให้นักศึกษาฟังเสมอเพราะผมเป็นนักกฎหมายก็จะแข็งๆ ทื่อๆ ไม่มีอารมณ์ ซึ่งทำให้นักศึกษาสนใจ เข้าใจมากขึ้น ”


ส่วนตัวเองนี่เวลาเขียนเรื่องเสร็จก็จะให้เขาอ่านเป็นคนแรกและให้ความคิดเห็น ก็มีส่วนร่วม (หัวเราะก่อนที่จะพูดต่อ) เขาสนับสนุนความเป็นย่ายายของเรา ตรงที่ชอบเด็กมากๆ เขาไม่มีลูก พอมาแต่งงานกัน ก็ทั้งลูกหลานเป็นโขยงแบบสำเร็จรูป ก็ทำหน้าที่ตาและปู่ที่ดีมาก


สิ่งที่ตอนนี้คุณหญิงจำนงศรีกำลังทำอะไรอยู่มีอะไรบ้างคะ


ก็มีโครงการวรรณกรรมคุ้มใจเยาวชนที่จะผลิตนิทาน 15 เล่ม แล้วก็เขียนนิทานภาพเรื่องใหม่ให้กับโครงการเรื่องนี้ด้วย เรื่อง ‘กระต่ายต๊องกับม้าม่ำ ’ เจ้ากระต่ายติ๊งต๊องก็มาจากตัวเรานั่นแหละ แล้วก็มีโครงการในใจ เริ่มศึกษาอยู่ แต่ยังบอกไม่ได้


ฝากข้อคิดสำหรับคนสองคนที่คิดจะตกลงปลงใจอยู่ร่วมกัน มีเรื่องอะไรบ้างที่ควรรู้


ก็คงใช้บทที่เคยเขียนเป็นข้อคิดติดของชำร่วยงานแต่งงานให้สาวคนหนึ่ง และก็เคยพิมพ์ใน ‘วิชาตัวเบา’ ด้วยว่า

ให้สุขแก่กัน เหมือนตื่นเช้าล้างหน้า

เพราะเธอกับฉัน

ตั้งใจให้สุขแก่กัน

ทุกปัจจุบันขณะ

จึงไม่มีคำต่อว่า

สำหรับอดีตที่ผ่านไป

และไม่มีคำเรียกร้อง

สำหรับอนาคตที่ยังไม่มา


 

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ เกิดในตระกูลล่ำซำ จบการศึกษาระดับมัธยมฯ

ที่ประเทศอังกฤษ กลับมาทำงานเป็นผู้สื่อข่าว/คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ

เมื่ออายุ 18 ปี ก่อนจะลาออกมาช่วยงานนายแพทย์อุทัย รัตนิน (อดีตสามี-ถึงแก่กรรม)

ก่อตั้งโรงพยาบาลจักษุรัตนิน


เข้าเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่ออายุใกล้ 40 จบระดับปริญญาตรี ด้วยคะแนนสูงสุดของมหาวิทยาลัย และรับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาสังคมและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 2546


ปัจจุบันแต่งงานกับดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ เป็นประธานกรรมการ บริษัทแพทย์รัตนิน จำกัด และเป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมการบริหารองค์กรธุรกิจหลายต่อหลายแห่ง รวมทั้งมูลนิธิ และองค์การพัฒนาอีก 2-3 แห่ง แต่งานที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอีกอย่างหนึ่งคือ งานเขียน ทั้งกวีนิพนธ์ บทละคร นิทาน และร้อยแก้ว : One the White Empty Page, ฝนตกยังต้องฟ้าร้องยังถึง (บันทึกประสบการณ์ทางธรรมที่สวนโมกข์) , สิ้นแสงตะวัน (รางวัลมูลนิธิ John A. Eakin พ.ศ. 2525), ดุจนาวากลางสมุทร, วิชาตัวเบา (หนังสือขายดีตลอดกาลของสำนักพิมพ์อมรินทร์ ปัจจุบันยังมีจำหน่าย), ฉันคือปูลม, เจ้าแสดแปดขา, แสงแดดกับก้อนหิน และยังแบ่งเวลาเขียนคอลัมน์ Well Being ในนิตยสาร Health & Cuisine


ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ จบการศึกษาด้านกฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัย CAEN ประเทศฝรั่งเศส เป็นประธานกรรมการและที่ปรึกษาให้องค์กรทั้งที่เป็น NGOs และ GOs หลายองค์กร อาทิ กรรมการบริหารบริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด (มหาชน), ประธานกรรมการบริษัท Rutnin-Gimbel Excimer Laser Eye Center, เลขามูลนิธิวิเทศพัฒนา และผู้อำนวยการโครงการธรรมาภิบาล, ที่ปรึกษาศาลปกครอง, กรรมการบริหารศูนย์นโยบายกฎหมายทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, กรรมการบริหารกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และประธานสภาธุรกิจไทย-ฝรั่งเศส ฯลฯ ล่าสุด ดร.ชิงชัยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงในฐานะผู้ที่ทำประโยชน์อย่างสูงให้กับประเทศฝรั่งเศส


 

จาก: คอลัมน์ Perspective นิตยสาร Image Volume 19 No.10 October 2006

ดู 14 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page