top of page

หมาจิ้งจอกในหัวใจ (จบ)

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ การเดินทางผ่านการเวลา

จาก ‘ฝนตกยังต้องฟ้าร้องยังถึง’ สู่ ‘เจ้าแสดแปดขา’


โดย เพทาย บุษบัน





ระหว่างสีขาวกับสีดำยังมีสีเทาหลากหลาย ฉะนั้น เราจึงไม่อาจใช้คำว่าดี-เลวกับทุกเรื่องได้ สีเทาต่างๆ นี้ปรากฏในงานส่วนใหญ่ของคุณหญิงจำนงศรีอย่างชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง


“ก็นี่แหละคือความเป็นมนุษย์ อย่างเรื่องการให้ น่าสนใจมากนะคะ เพราะตัวเองก็รู้ว่าบางอย่างให้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะหวังสิ่งตอบแทนลึกๆ แต่นั่นคือจุดฝึกของเรา ให้มองเข้าไปว่า ฉันหวังอะไรจากสิ่งนั้น ทันทีที่รู้ ก็ค่อยๆ พิจารณา ตั้งคำถาม อย่าเข้าข้างตัวเอง น่าสนใจนะ สนุกด้วย แล้วก็ช่วยให้ใจสะอาดขึ้น ฉลาดขึ้น และสบายขึ้นด้วย”


ด้วยความเป็นมนุษย์อีกนั่นแหละ คุณหญิงจึงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้เธอจะพูดได้สวยงามเพียงไร แต่ก็เป็นไม่ได้อย่างที่พูดเสมอไป


เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม ถ้าใครลงมือปฏิบัติแล้วคิดว่าตัวเองเป็นคนดีเหนือคนอื่นละก็ เป็นเรื่องอันตราย คุณหญิงมองว่าคนปฏิบัติธรรมควรจะทำให้มองเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้ละเอียดขึ้น การมองเห็นเป็นเหมือนตรวจพบและวินิจฉัยโรคก่อนที่จะรักษา


เรื่องจุดอ่อนนี้ บางครั้งกิเลสละเอียดๆ ที่เกิดจากใจที่อ่อนไหว ก็อาจจะต้องใช้ความแยบยลในการจัดการมากกว่ากิเลสหยาบๆ อย่างในบทนี้


เช้าตรู่ ลงจากบ้านพบปีกเต็มลาน

ปีกเล็กๆ เท่าใบมะขาม ใสพราวราวน้ำค้าง

บางเบาเท่าเปลวแดด

ปีกใครมาถอดไว้เป็นหมื่นแสน

พะเยิบลมท้าไม้กวาดเรา

เจ้าตัวหลงไฟคงชวนกันมาร่ายมารำมาเริงระบำ

รอบหลอดแสงเหลือง

คงเล่นจนอ่อนล้าแล้วปลดปีกโปรยทิ้งไว้

เจ้าของมุดดินไปแล้ว

แต่เจ้าปีกแก้วยังแพร้วพรายอยากจะบิน

แค่ไม้กวาดแตะก็รีบลอยขึ้นโล้ลม

แล้วร่อนลงเกลื่อนลานให้กวาดยากยิ่งกว่าเดิม


ไม้กวาดทางมะพร้าวแข็งเกินไป

ไม่มีทางสู้เจ้าปีกหวิวลมได้

ต้องหันมาจับไม้กวาดดอกหญ้า

เอาปลายฝอยค่อยๆ แตะ

ตะล่อมพามันลงดิน

(ปีกแมงเม่า จาก ฝนตกยังต้อง ฟ้าร้องยังถึง)



ใจที่อ่อนไหวกับสิ่งยั่วยวน เป็นจุดกำเนิดปัญหาที่นำความทุกข์มาให้ได้มากมาย

“จริงๆ แล้วคนเราไม่ต้องการอะไรมาก แค่ใจที่เป็นสุข จะเป็นสุขได้จริงต้องเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง และสิ่งที่เราศึกษาได้ดีที่สุด ก็คือธรรมชาติของตัวเรานี่แหละ”


คุณหญิงจำนงศรีจึงค้นหาความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่งต่อเนื่องไม่สิ้นสุด นับแต่ถอนเท้าจาก

สวนโมกข์ เธอขึ้นเหนือล่องอีสานไปยังสำนักปฏิบัติธรรมต่างๆ แม้กระทั่งการปฏิบัติในต่างประเทศ

หลายครั้ง


คราวล่าสุดนั้นเธอไปหมกตัวเองอยู่วัดกลางป่าในเกาะอังกฤษ เป็นป่าเก่าแก่ประวัติศาสตร์ยาวนาน


แต่ไม่ว่าจะเป็นป่าแบบไหนก็มีความน่าสะพรึงกลัวเพียงไร สิ่งที่คุณหญิงเข้าถึงก็คือสิ่งเดียวกัน


ความเปลี่ยนแปลงในป่าสวนโมกข์เห็นได้ชัด แต่ก็ไม่เท่ากับป่าแห่งนี้ ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงในฤดูกาลชัดเจนมาก ใบไม้ร่วง-ใบไม้ผลิ-ความเกิด-ความตาย วัฏจักรของชีวิตพืช สัตว์ ชัดเจนอย่างยิ่ง


ชัดเจนกระจ่างแจ้งกระทบอายตนะจนเข้าใจได้ไม่ยากเย็น


คุณหญิงมีชีวิตวัยเด็กบนเกาะอังกฤษ คุ้นเคยกับบ้านป่า กระท่อมโรงนา และหมาจิ้งจอกนักล่าเจ้าเล่ห์ที่ทิ้งร่อยการฉีกทึ้งแทะกินเหยื่อของมันชวนสะอิดสะเอียน แต่หมาจิ้งจอกก็ถูกล่าโดยมนุษย์อีกทอดหนึ่ง


การเข้าป่าคราวนี้มีขึ้น เมื่อคุณหญิงต้องเดินทางไปร่วมงานรับปริญญามหาบัณฑิตของลูกสาว เสร็จธุระทางโลกแล้ว เธอขอปลีกวิเวกไปอยู่วัดในป่าเพียงลำพังนานถึง 14 วัน ตั้งเงื่อนไขขออยู่โดดเดี่ยวห่างไกลผู้คน ดุจเดียวกับการถือบวชของสมณะ


“พระท่านยอมจัดให้ ถึงจะกลัวบ้างแต่ก็อยู่ได้ ความกลัวก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่น่าศึกษา อยู่โดดเดี่ยวจริงๆ แม้กระทั่งอาหารก็ไปตักอาหารเวลาที่คนอื่นเขาทานเสร็จแล้ว เพื่อเอาเข้าไปทานคนเดียวในป่าที่อยู่ห่างจากคนอื่นๆ มาก”

มากขนาดที่ว่าหากเกิดสภาวะอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ ก็คงจะไม่มีผู้ใดรู้เห็นหรือช่วยเหลือได้เลย


แต่เมื่อต้องการทดสอบตัวเอง คุณหญิงก็ยินดีที่จะเผชิญภาวะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจริงๆ คือความตายสามารถมาถึงเมื่อใดก็ได้ ในลักษณะไหนก็ได้ ไม่ต่างกับสัตว์ป่า


ที่รับอาหาร (มังสวิรัติ) กับที่พักขอบคุณหญิงอยู่ห่างกันกันในระยะทางราว 1 กิโลเมตร เมื่อต้องเดินไปคนเดียวก็ฝึกเดินอย่างมีสติ นั่นคือการฝึกสติทางกายอันดับแรก


หนทางไปรับอาหารนั้นสวยพิสุทธิ์ด้วยธรรมชาติของป่าในเมืองหนาว ระหว่างทางนั้นเธอเห็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวแวบๆ ผ่านคลองจักษุ เห็นพวงหางไหวๆ หลบอยู่ข้างทาง


“เห็นเป็นหมาจิ้งจอก มันรู้ว่าเราแอบมอง มันก็หันหลังปุ๊บแล้วหายไปเลย”


สองสามวันต่อมาคุณหญิงเห็นหมาจิ้งจอกเต็มตาเลย จะเป็นตัวเดิมหรือคนละตัวไม่ทราบชัด คราวนี้มันวิ่งตัดหน้าทางเดินนั้นแวบผ่านไปทันที


“มันหมายไปฝั่งที่เป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ อาจจะไปขโมยไก่กิน ในป่านี้ก็มีกระต่ายให้มันล่าอยู่ตั้งเยอะด้วย ก็เลยเกิดความรู้สึกว่า อะไรวะ คือเรานี่จะต้องเดินอย่างมีสติ ไปเอาอาหารที่แสนจะไม่อร่อยแต่สะอาดเอี่ยมอ่องมีแต่ผักหญ้ามากิน แล้วเจ้านี่มันวิ่งได้โดยไม่เห็นจะต้องระวังเท้ามันเลย เร็วเหมือนฟ้าแลบ แป๊บเดียวก็ได้กินไก่อร่อยๆ แล้ว”


ผลของความคิดที่ถูกก่อกวนระหว่างควบคุมการก้าวเท้าอย่างเต็มสตินี้ ทำให้คุณหญิงพบว่าตัวเองสร้างความเป็นปรปักษ์กับหมาจิ้งจอกตัวนี้ขึ้นมาทันที


“ดิฉันเป็นคนชอบปีนป่าย วันหนึ่งก็ตะกายขึ้นไปนั่งใต้พงไม้บนเนินสูง มีดอกไม้สวยงามมาก

นั่งสมาธิตรงนั้น เสร็จแล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง เห็นหูแหลมๆ มันแวบๆ ก็ไม่คิดอะไรมาก แต่รู้ว่า

มันคงแอบดูเราอยู่แถวนั้น นั่งสมาธิเสร็จเดินออกมา เห็นอะไรสีแดงๆ วางอยู่บนเนินดิน ก็เลยก้มดูใกล้ๆ

โอ้โห...เห็นตับไตไส้พุงของกระต่ายเป็นพวงสดปลั่งเลยค่ะ เพิ่งฉีกเนื้อมาสดๆ ร้อนๆ มาวางอวดไว้ยังกับวางโชว์สายสร้อยในร้านเพชรแน่ะ ตอนนั้นนึกอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกว่ามันแกล้งทดสอบสติเรา เอาสนุก”


คุณหญิงตั้งสติคืนกลับมาในฐานะนักปฏิบัติธรรม


“เรารู้เลยว่าเราชะงัก แล้วก็แทบอ้วกน่ะค่ะ เพราะตั้งตัวไม่ติด ซึ่งก็ทำให้ตั้งคำถามเลยว่าทำไมล่ะ เพราะว่าเรากลัวความตายใช่ไหม ลึก ๆ เรากลัวตายน่ะ ถึงได้ตกใจผงะ จริงๆ แล้วมันก็เป็นแค่วัตถุที่

มองเห็น ?”


คุณหญิงจำนงศรีคิดขำๆ ว่าเจ้าหมาจิ้งจอกท้าทายเธอ คงเห็นว่าเธอเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ไม่เอาไหน

เธอจึงลงมือค้นหา

“ป่าที่ดิฉันไปอยู่นั้นมีทุ่งไร่สวยมาก ชาวนาชาวไร่เขามักจะเอาลวดหนามมากั้นเป็นแนวรั้ว ไม่ให้เราเข้า ทุกวันดิฉันอยากจะเข้าไปเดินเที่ยวเล่นในนั้น ก็ลองบังคับใจตัวเองดูไม่ยอมปีนลอดเข้าไป มาวันหนึ่งอยากมากก็ยอมแพ้ละ บังเอิญเหลือบเห็นเลยว่ารั้งลวดหนามนั้นมันถ่างเป็นช่องเหมือนมีตัวอะไรลอดเข้าออกบ่อยๆ เราก็...เอ้า...ไม่อยากเจ็บ อย่าลอดไปเลย หนอย...เห็นลวดหนามมีขนหมาจิ้งจอกพันอยู่เต็มเลยยังกับมันเตรียมไว้เชื้อเชิญให้เราลอด ทำให้ไอ้หนามนี้มันไม่คมอย่างที่เรากลัว ดิฉันบอกตัวเองว่าเจ้าจิ้งจอกนี่เอาอีกแล้ว มันมาท้าให้เราหนีเที่ยว แล้วดิฉันก็ลอดเข้าไปตรงรูที่ขนมันเกาะหนามอยู่นั่นแหละ”


และนั่นทำให้เธอนึกอยากค้นหาขึ้นมาจับใจว่าเจ้าหมาจิ้งจอกตัวนี้อยู่ที่ไหนกันแน่


“แล้วหยุดคิดได้ว่าไอ้หมาจิ้งจอกมันอยู่ในหัวใจเรานั่นเอง คือ ใจความเผลอไผล อยากโน่น กลัวนี่อยู่เรื่อยๆ ไง” ที่จริงแล้วสิ่งที่หมาจิ้งจอกทำทุกอย่าง ก็คือสิ่งที่หัวใจคุณหญิงอยากจะทำเป็นหนึ่งเดียวกัน


ประสบการณ์ทั้งหมดนี่ถูกถ่ายทอดมาเป็นบทกวีภาษาอังกฤษซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการจัดพิมพ์ ในนาม On the White Empty Page and More แต่เล่มที่คงออกมาได้ก่อนแน่นอน ก็คือ เจ้าแสดแปดขา ที่คุณหญิงแต่งเป็นทั้งภาษาไทยและอังกฤษ


เจ้าแสดแปดขา เป็นหนังสือเด็กซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิเด็ก นำนิทานของคุณหญิงจำนงศรีมาเล่าเรื่องผ่านศิลปะผ้าไหมมัดหมี่ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากในการทำภาพประกอบ ใช้เวลาทอผ้าตามเรื่องนิทาน และดัดแปลงมาเป็นภาพประกอบรวม 2 ปีกว่า เป็นงานสำหรับเด็กที่คุณหญิงเองยอมรับว่า เมื่อทำเป็นเล่ม

ออกมาแล้วอาจจะยากไปสักนิดหนึ่งสำหรับเด็กเล็ก เพราะไม่ได้เขียนให้เด็กอ่านโดยตรง แต่ปรารถนา

จะสื่อผ่านผู้ใหญ่ให้เอาเนื้อความไปดัดแปลงเล่าต่อสู่เด็กๆ ฟัง โดยต้องการจุดประกายความคิดด้วยว่า

ผ้าทอก็เป็นทัศนศิลป์ สามารถนำมาจินตนาการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ได้


เจ้าแสดแปดขา เป็นเรื่องของแมงมุมที่มีปัญหาในการปรับตัว มันเป็นตัวที่เข้าใจสิ่งแวดล้อมดี แต่มีปัญหาทางสังคมนิดหน่อย หากเป็นไปตามแผน หนังสือเล่มนี้คงปรากฏโฉมได้ในราวเดือนสิงหาคมนี้


ส่วนหมาจิ้งจอกที่อยู่ในหัวใจของเธอตัวนั้น ยังสนุกกับการชวนหนีเที่ยวอยู่เสมอ

 

จาก : คอลัมน์บทความพิเศษ ในมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 990 วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2542




ดู 11 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด

コメント


bottom of page