top of page

สถาบันพระปกเกล้า

วันที่ 25 ตุลาคม 2557





จะขอเรียกตัวเองว่าป้าแล้วกันนะคะ เขียนบทกวีไว้บทหนึ่งซึ่งเขาเอาไปแปลและเอาไปใช้กันอย่างมากเลย ในเรื่องของการตั้งคำถามว่ามนุษย์เรารู้จักตัวเองจริงรึเปล่า ไม่มีใครในห้องนี้รวมทั้งครูด้วย ที่เคยเห็นหน้าตัวเองจริงไหม ไม่เคย เพราะว่าอะไร เพราะว่าเราเห็นในกระจกใช่ไหมคะ เราเห็นในกระจกนั้นมัน 'จริง' แค่ไหน เพราะว่าหนึ่งมันขึ้นกับคุณภาพของกระจก สองมันขึ้นกับคุณภาพของแสง สามมันขึ้นกับมุมมองแสง สี่มันขึ้นกับสารพัดเลย ความหลัว ความมัว ความใสของอากาศ เพราะฉะนั้นแล้ว จริงๆ แล้ว คุณไม่เคยเห็นหน้าตัวเองเลย แต่คุณหลอกตัวเองมาตลอดว่า ฉันรู้จักหน้าฉันเอง จริงมั้ย นี่เป็นข้อจริงข้อแรกนะคะ


ถ้าคุณจะเป็นลีดเดอร์ของคนจำนวนมาก หรือของสังคม หรือความคิด คุณเป็นลีดเดอร์คุณควบคุมตัวคุณเองได้แค่ไหน เช่น สามชั่วโมงที่เราจะอยู่ด้วยกัน นี่ก็เหลือแค่สองชั่วโมงครึ่งแล้ว คุณสามารถควบคุมตัวเองให้อยู่กับสิ่งที่เราพูดคุยกันในคลาสนี้ได้มั้ย โดยที่ไม่ต้องดูหน้าจอ โดยที่ไม่ต้องดูโซเชียลมีเดีย โดยที่ไม่ต้องคุยกันเอง ถ้าคุณทำไม่ได้ในแค่เวลาสองชั่วโมงครึ่ง คุณตั้งคำถามได้แล้วว่า มายาของความที่คุณจะเป็นลีดเดอร์ของสังคม ของภาคต่างๆ ของประเทศ ของอะไรก็ตามที่คุณจะเป็น คุณเป็นได้เหรอ


ทีนี้งานบทกวีชิ้นนี้เดี๋ยวขออ่านแล้วก็ค่อยๆ คิดตามนะ เพราะว่าเราจะค่อยๆ เข้าหาเรื่องของอัตตา คือการรู้จักตัวกู ของกู ถ้าคุณไม่รู้จัก คุณจะไปในทิศทางเดียวกับผู้นำจำนวนมากเลยที่ถึงอำนาจสูงสุด แล้วล้ม แล้วไม่ได้ล้มคนเดียว ล้มเอาประเทศชาติล้มตามไปด้วย เยอะแยะเลย มีในโลกนี้ ไม่ว่าจะฮิตเลอร์

นโปเลียนเต็มไปหมด ปัจจุบันก็เยอะแยะ เพราะฉะนั้นกลับมาดูเบสิกพื้นฐานก่อนว่า เราอยู่ในมายาอะไรบ้าง

มนุษย์สร้างหน้ากากให้วิญญาณของตน

เขามองหน้ากากนั้น

แล้วบอกว่า ฉันรู้จักตนเอง


มนุษย์สร้างกระจกให้ตาของตน

เขามองเงาในกระจกนั้น

แล้วบอกว่า ฉันเห็นตัวฉันเอง


มนุษย์สร้างรูปลักษณ์ให้กับความคิดของตน

เขาชี้รูปลักษณ์เหล่านั้น

แล้วบอกว่านี่ฉันรัก โน่นฉันเกลียด


มนุษย์สร้างมายาให้กับชีวิตของตน

เขาหลงเข้าไปในมายานั้น

และรำพันว่านี่คือความสุข นี่คือความทุกข์


แต่จะให้พิจารณาหน่อยนะคะ คิดว่าเมื่อทาตาอย่างนี้ อายุขนาดนี้ ดิชั้นคิดว่าไม่ค่อยรู้ทุกข์เท่าไหร่

มองเห็นความเป็นมายาของมันไหม ไอ้ความทุกข์นี่ แต่คนที่รู้จักความทุกข์แล้วสามารถจะเอามันมาดู

มาพิจารณาว่ามันคืออะไร คนเหล่านั้นคือคนที่ได้กำไรชีวิตมหาศาลเลย


ที่ครูสามารถขึ้นมาอยู่บนเวทีนี้ได้ ขอบคุณความทุกข์นะคะ ทุกข์อย่างแสนสาหัสเลยในช่วงนึงของชีวิต ทุกข์จนกระทั่งรู้สึกตัวเองไม่ฆ่าตัวตาย ก็เป็นบ้า เพราะความคิดมันวน และถ้าคุณไปพิเคราะห์ความคิดที่วนนั้น คุณจะพบว่ามันมีสองสามอย่างเท่านั้น มันมีอยาก อยากให้จบ อยากให้ได้ อยากให้มันเป็นอย่างนี้ โกรธ แค้นมาก และกลัว วนอยู่แค่นี้ค่ะ


แต่ว่ามันจะวนในรูปของความคิด ถ้าเราไม่ละเอียดพอที่จะไปวิเคราะห์ ไปมองมันว่าในความคิดที่วนอยู่นั่นน่ะ มันประกอบด้วยอะไรบ้าง จริงๆ มันประกอบด้วยแค่นี้ อยาก กลัว โกรธ ดูไว้สิคะว่า เวลาเราเจอเข้าจริงๆ เนี่ย จะได้ลองใช้ดู มันน่าสนใจมากเลย เหมือนดูหนังน่ะ แต่ตอนที่มันอยู่ในหลุมนั่นน่ะ มันสาหัส แล้วกี่คนที่ปีนขึ้นมาจากหลุมนั้นได้ เป็นการเรียนรู้ชีวิตอย่างมหาศาล


เพราะฉะนั้นงานชิ้นนี้เขียนขึ้นมาขณะทุกข์สุดๆ จนตั้งคำถามกับตัวเองว่าไอ้ทุกข์นี้มันคืออะไร ในที่สุดมันถอยห่างออกมา แล้วมันเห็นได้อย่างนี้นะคะ หลังจากนั้นมันเขียนมายี่สิบกว่าปีแล้ว คนเอาไปใช้กันเยอะมากเลย ทีนี้เราก็จะมองเข้าไปในเรื่องของมายาที่เราอยู่กับมัน โดยที่เราคิดว่ามันจริงจังเหลือเกิน


การเป็นผู้นำยังไงหนีไม่พ้นเรื่องของrelationship เรื่องของความสัมพันธ์ สัมพันธ์กับทุกอย่างเลย กับสังคม สัมพันธ์กับบุคคล แต่ไม่ต้องป็นผู้นำก็ได้ มนุษย์เราทุกคนจากเกิดจนตายอยู่กับความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์จากแบเบาะออกมาเลย กับแม่ ตลอดมาเลย ตลอดชีวิตคุณจนปัจจุบัน คุณไม่เคยขาดเรื่องของความสัมพันธ์เลย แต่สัมพันธ์กับอะไร มันจะมีความสัมพันธ์กับตัวเอง ความสัมพันธ์กับร่างกาย ถ้าชีวิตคือการเรียนรู้เนี่ย ตั้งแต่ตื่นนอนมาเลย คุณลองดูซิคุณสัมพันธ์กับร่างกายคุณอย่างไรบ้าง ต้องดูแลมัน ไม่ออกกำลังกายไม่ยืดเส้นมันก็ติด แต่งตัวออกมาที่จะพบเพื่อนฝูงวันนี้ จะมาเรียนที่นี่ ฉันควรจะหน้าตาเป็นไง จะแต่งตัวยังไง ฉันจะไปพบคนกลุ่มนี้ ฉันอยากจะให้เขาเห็นว่าฉันเป็นอย่างนี้


ตลอดเวลาเลยเราสัมพันธ์กับร่างกาย คุณก็ลองไปวิเคราะห์ดูซิไอ้ความสัมพันธ์กับร่างกายนี่มันเป็นสุขแค่ไหนและมันเป็นทุกข์แค่ไหน และเมื่อใดที่คุณจะให้มันอยู่พอดีๆ บ้าง อัตตาอยู่ตรงนี้ เพราะว่าทั้งหมดนี้ มันก็ไปเกี่ยวกันทั้งหมด เราจะบอกว่าอัตตาอยู่ที่กายไม่ใช่หรอกนะ อัตตาอยู่ที่ how you are with your body นั่นเป็นส่วนนึง


เคยสังเกตบ้างไหมว่า ไอ้ความรู้สึก นึก กับ คิด มันสัมพันธ์กันยังไง อันนี้เป็นแบบทดสอบของบริษัทหนึ่ง ที่จะทดสอบเรื่องกลิ่นของลิปมัน เขาเอาอาสาสมัครผู้หญิงมาเพื่อจะทดสอบกลิ่นของลิปมัน ดูให้ดีเพราะเดี๋ยวมันจะสัมพันธ์กันเกี่ยวกับเรื่องมายาของความรู้สึกนึกคิด ที่จริงในพุทธศาสนาเราสอนมากเลยนะเรื่องขันธ์ 5 คือมนุษย์เราจริงๆ แล้ว มันมีอยู่แค่ห้าอย่าง ถ้าคิดดูให้ดีๆ มันมีส่วนที่เป็นกายที่จับต้องได้ แล้วมันมีอีกสี่ส่วนที่จับต้องไม่ได้เป็นนามธรรม ที่ท่านเรียกว่านาม นามนั้นแบ่งออกเป็นอีกสี่อย่าง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ความสัมพันธ์ของเรากับทั้ง 5 ส่วน


ทีนี้ที่เราบอกว่าเราศึกษาความรู้สึก นึก คิด ของเราบ้างมั้ยว่ามันมาด้วยกัน แต่ถ้าคุณมีสมาธิดีพอที่จะถอยดูมัน คุณจะรู้ว่าทุกวินาทีอันใดอันหนึ่งมันมา แล้วอีกสองอย่างมันตามมาทันที ผู้หญิงคนเมื่อกี้มีความรู้สึกนึก ก็คือความทรงจำที่ว่าเมื่อกี้คนที่นั่งอยู่เป็นผู้ชายที่บอกว่ามันช่างดีเหลือเกิน ที่ฉันได้มาจูบและมันจะกลับมาเป็นความรู้สึกใหม่ หรือบางทีถ้าคุณเป็นคนปฏิบัติธรรมจะเห็นเลยว่า พอความอะไรนึกขึ้นมาคิดกับรู้สึกมันควบมาเลย แล้วถ้าเราไม่มีสติดีพอ ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันแรงจริง คุณมีปฏิกิริยาทันทีเลย เขาเรียกว่า reaction

สำหรับคนที่เข้ามาทีหลังเรากำลังพูดถึงการรู้จักตัวเอง การรู้จักว่าเราอยู่กับมายาที่เกี่ยวกับตัวเอง เรานึกว่าเราเห็นหน้าตัวเราเองตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วเราเห็นกระจก เรากำลังมาวิเคราะห์ว่าคุณจะรู้จักดู สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในคุณ ที่เรียกว่าตัวกู ตัวฉัน ได้ไหม เราก็เลยเอาตัวฉันมาลองวิเคราะห์ดู แยกแยะดู ซึ่งในด้านพุทธศาสนาท่านทำของท่านมาสองพันห้าร้อยปีแล้ว


ทีนี้ไอ้ความสัมพันธ์สองอันนี้คุณจะพบว่ามันเป็นความสุขความทุกข์ของคุณทั้งสิ้นเลย ในชีวิตคุณ คุณหงุดหงิด หรือมีความสุข หรือร่าเริง ขึ้นกับอันนี้ทั้งสิ้นเลย เพราะว่าอะไร ทำไมเราไม่ได้บอกว่าอื่นๆ และอันอื่นจะมามีส่วน เพราะสิ่งสามสิ่งนี้ เมื่อมันโยงกันเป็นตัวสร้างทุกข์ สร้างสุข สร้างรีแอคชั่น สร้างการต่อสู้ สร้างความเกลียดชัง สร้างความรัก สร้างความโอบเอื้ออารี ทุกอย่างอยู่ที่นี่ และไอ้ตัวที่เรียกว่าวิญญาณขันธ์ ก็มารับรู้สิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น


เพราะฉะนั้นแล้วทำไมเขาไปปฏิบัติธรรมกัน ปฏิบัติธรรมแล้วทำให้เห็นสิ่งเหล่านี้ คือทำจิตให้นิ่ง เมื่อนิ่งแล้ว อะไรมันเกิดข้างใน มันจะเห็นว่า อ๋อมันเป็นอย่างนี้ ทีนี้เราก็จะมาหาเรื่องของ อัตตา เพราะเราคุยกันเรื่องอัตตา ครูจะบอกว่าอัตตา เรามีกันทุกคน ครูก็มี คนที่ไม่มีอัตตาจริงๆ คือพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ คือเป็นผู้ทีเห็นทุกอย่างว่า มันมีและมันมีตามจริง แต่ว่าไม่เอาตัวกูเข้าไปเกี่ยวกับมัน ทีนี้เราลองมาวิเคราะห์อัตตาดูนะคะ อัตตามีอาการยังไง มีเบสิกของมันอะไร




อัตตามนุษย์เรามีโครงสร้างที่ชัดเจนของมันอยู่ คือมันดึงเข้ากับมันผลักออก มันแยกระหว่างนี่คือฉัน นี่คือของฉัน กับนี่มันไม่ใช่ของฉัน นี่มันป็นอื่น ถ้าเราดูว่าอัตตามันมีโครงสร้างของมัน มันก็จะน่าสนใจที่จะเจาะเข้าไปอีกนิดนึง อัตตามันจะอยู่ได้ ต่อเมื่อมันรู้สึกว่ามันเหนือกว่า หรือฉันด้อยกว่า อัตตาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบหรืออีกจุดหนึ่งการแข่งขัน เมื่อมันแข่งไม่ได้ มันจะทำอะไรรู้ไหม มันจะทำสิ่งที่โก้กว่า เก่งกว่า หรูกว่า อัตตามันจะเข้าไป associate รู้มั้ยกูลูกใคร คือตัวเองอาจจะไม่มีความหมายเลย แต่ว่าพ่อกูมี association น่าสนใจมากนะ comparison, competition, association ทีนี้คุณก็ต้องดูว่าไอ้เรื่องซื้อของยี่ห้อ มันเป็นอันไหน ทำไมของยี่ห้อ กระเป๋าราคาเป็นล้านแต่หิ้วก็ได้ประโยชน์พอๆ กับตะกร้าของป้านี่แหละ ทำไมต้องกระเป๋ายี่ห้อเป็นล้าน เราไม่ได้บอกว่าเขาผิดนะ เราไม่ได้บอกว่าใครผิดป้าก็มีเหมือนกันกระเป๋ายี่ห้อแต่ไม่ได้ไปตะเกียกตะกายซื้อ ลูกเอามาฝากก็ใช้ มันเป็นเรื่องของ association คือฉันเป็นคนระดับนี้ ฉันมีรสนิยมระดับนี้ ก็เคยถามคนเหมือนกันว่าเขาจะเอากระเป๋าไปหิ้วอยู่ในป่าในดงไหม ไม่ เพราะไปหิ้วมันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร มันไม่ได้กับ associateสังคม มันไม่ได้ดูโก้กว่าอะไร มันไม่ได้มา

เสริม Relationship ฉันกับร่างกายฉันอย่างไร


คราวนี้มันก็มีอีกอัน คือเรื่องของ power อำนาจ ทีนี้อำนาจมันมีในระดับต่างๆ เราทุกคนต้องมีอำนาจในบางระดับ อย่างน้อยอำนาจในการควบคุมตัวเอง อำนาจในควบคุมสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน มันจำเป็น แต่มันล้ำเส้นไปแค่ไหน เราจะต้องติดกับมันพียงใด


อีกอันที่เป็นลักษณะของอัตตา คือมันจะต้องการอะไรที่ไม่เคยพอ เมื่อมันได้แล้ว มันจะอยากได้อีก และเมื่อมันได้อีกมันจะเคยชินกับการต้องการ มันจะเคยชินไม่ใช่กับของที่มันได้ นะแต่มันเคยชินกับอาการของจิตที่ต้องการ เพราะฉะนั้นลักษณะของอัตตาที่ชัดเจนอีกอันนึงก็คือมันจะดึงเข้า และไม่เคยพอ

กระเป๋าแมสใบเดียว จะทำให้อยากได้อีกใบทันทีที่มันออกมาใหม่ ทำไมโฆษณาถึงได้เอฟเฟคทีฟนัก ในการเอาดาราคนดังที่แต่งตัวในลักษณะที่เป็นคลาสหนึ่งออกมาใช้ เพราะว่าคนดูแล้วอัตตามันเกี่ยวเลยว่าฉันอยากจะ associate หรือเป็นกลุ่มหรือเป็นระดับกับพวกนี้ อันนี้ไม่ต้องคิดเลยค่ะอัตโนมัติ ถ้าครูจะปฏิเสธว่าครูเป็นมั้ย ก็คงเป็นบ้างเหมือนกัน ถ้าบอกว่าไม่เป็นเลยคงโกหก แต่การยอมรับก็คือการมองเห็นอัตตาตัวเอง แล้วครูบอกตรงๆ ว่าการเห็นอัตตาตัวเอง และเห็นอาการของมันและรู้ทันมัน จะทำให้คุณเป็นผู้นำที่ดี ไม่ใช่ว่าคุณไม่มีอัตตา มันยังมี แต่ต้องรู้ทันมัน มันจะเป็นมหันตภัย ต่อเมื่อคุณไม่รู้ทันมันและคุณถูกลากไป จนในที่สุดก็เหมือนผู้นำจำนวนมากที่โค่นแบบไม่รู้เรื่อง เพราะว่าในที่สุดเรื่องของพวกพ้องจะต้องดึงเข้าและจะต้องผลักออก ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับเราหรือขัดขวางเรา มันเป็นสากลเพราะอัตตามันเป็นเรื่องของสากล แต่อัตตาของคนธรรมดาเดินดิน มันเป็นทุกข์กับตัวเขาเท่านั้น ถ้ามันเป็นอัตตาของคนในระดับอย่างคุณซึ่งจะมีบทบาทมาก อันตรายกับตัวคุณเองและอันตรายกับผู้อื่น

ครูอยากจะให้พิจารณาอีกอย่างนะ วันนี้เราพูดถึงพรรคพวกเพื่อนพ้องนี่อยากจะพูดว่า ครั้งหนึ่งมีพระชาวเวียดนามท่านติช นัท ฮัน เรียกป้าไปคุยเรื่องความตายที่เราคิดว่าเราพร้อมแล้ว เราหวนคิดทันทีถึงฝัน มีอยู่ช่วงหนึ่งซักสิบกว่าปีมาแล้วที่ฝันซ้ำๆๆ ฝันว่าไปไหนกับสามีหรือกับลูก แล้วเขาเดินหายไปเฉยๆ แล้วเราอยู่ในที่ๆ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าจะไปข้างหน้า ข้างๆ หรือข้างหลัง แล้วมันจะไปทางไหน ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมามั้ย ไม่รู้ คนเดินผ่านเหมือนไม่เห็นเรา มันเป็นฝันร้ายมหาศาล บางทีตื่นขึ้นมาตัวชาเลย เราเห็นเลยว่าความกลัวตาย มันอยู่ที่ไหน แล้วพอเขียนไปมันจะดึง พอเริ่มนึกมันจะดึง มันจะรู้สึก เพราะฉะนั้นมันเป็นประโยชน์เหมือนกัน เพราะบางทีจดปากกาสิ่งที่ไม่นึกเลยมันมา เพราะฉะนั้นแล้วมันจะเข้าไปหาส่วนของอัตตา ขออ่านให้ฟังดีกว่า

"ในฝันนั้นข้าพเจ้าไม่มีเงินสักบาท ล้วงกระเป๋าไม่มีเงินเลย ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้จักใคร และไม่มีใครรู้จัก ทุกคนที่เดินผ่านไม่สนใจหรือมองไม่เห็นข้าพเจ้าด้วยซ้ำ เคว้งคว้างในความไม่รู้ทั้งหลายทั้งปวง โหวงเหวงในการช่วยตัวเองไม่ได้ เดียวดายเพราะไร้ญาติขาดมิตร หวาดหวั่นเพราะคาดการณ์ไม่ได้ จัดการไม่ได้กับคน สถานที่ และบทบาทหน้าที่ "


ทีนี้เห็นเลยนะคะพอเขียนอันนี้ เราเห็นเลยว่าไอ้ตัวตนของเรามันอยู่ได้เพราะอะไร เพราะเงินซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจควบคุม มีเงินซื้อตั๋วรถไฟได้ มีเงิน มีอำนาจควบคุม ตัวตนมันอยู่ได้ เพราะอันนี้อันนึง อีกอันนึงคือความสัมพันธ์ พอคว้าโทรศัพท์หาไม่เจอ เราเห็นเลยว่าไอ้ตัวกูนี่มันอยู่ได้เพราะความสัมพันธ์กับคนนั้นคนนี้ อันนี้เราถอยมาที่เบสิคเลยนะ


อีกอันหนึ่งก็คือว่าเป็นคนที่ติดกับความรู้ จนสามีบอกว่าสักวันจะตายเพราะว่าอยากรู้ไปหมด คือจะค้น

อินเทอเน็ต หรืออื่นๆ จะขอค้นเข้าไปศึกษาว่าอะไรคืออะไร แต่คนทุกคน เป็นตัวของเราได้เพราะเรารู้ เราอยู่ตรงไหน ถนนนี้เป็นยังไง เรารู้ว่าเราจะหาอาหารกินยังไง แต่ถ้าขาดความรู้อันนี้แล้ว มันไม่มีตัวฉัน ตัวกู เพราะฉะนั้นมันน่าสนใจมาก


ครูใช้คำว่า 3 สิ่งนี้ เป็นไม้ค้ำยัน 'ตัวกู/ตัวตน' และความกลัวตายจริงๆ แล้ว เราบอกเราไม่กลัวตาย แต่หลายคนบอกตายแล้วไม่รู้ไปไหน แล้วเป็นไง มันเป็นตัวที่ขาดออกจากไม้ค้ำยันทั้งหลายเหล่านี้นะคะ ความรู้ ทรัพย์สินเงินทอง และเครื่องมือสื่อสารได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของเครื่องค้ำยันจากตัวกู เมื่อเครื่องค้ำยันหายวับไปอย่างในฝัน และตัวฉันล่ะคืออะไร ยังอยู่ไหม


เป็นไปได้มั้ยว่าส่วนลึกเร้นของความกลัวตาย คือการสูญเสียไอ้ตัวกูนี่เอง ใช่หรือเปล่า ฝันร้ายนั้นไม่มาเยี่ยมเยียนอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะเลิกกลัวหรืออะไรหรอก แต่มันไม่มาเยี่ยมเยียนอีก ตั้งแต่เขียนบทความนี้ เพราะว่าเห็นหน้ามันไง พอเรารู้อะไรแล้ว เราจะไม่กลัวนะคะ


ผู้อำนวยการทุนวิจัยคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยทำแบบทดสอบให้คนตอบว่าฉันเป็นใคร คำตอบส่วนใหญ่เป็นภรรยา สามี แม่ นักบริหาร แพทย์และอื่นๆ จะเห็นว่าผู้ตอบเอาบทบาท สถานภาพ ความสัมพันธ์กับสังคมและครอบครัว ซึ่งอยู่นอกตัว มาเป็นคำตอบ จริงๆ แล้ว ตัวเองก็คือสิ่งเหล่านี้ กายนี้ ความทรงจำนี้ ความรู้สึกนี้เท่านั้นเอง


อีกอย่างหนึ่งขอเอาเรื่องหมานิดหนึ่ง มีหมาน้อยตัวหนึ่ง ตัวมันเล็กมากชื่อเจ้าน้อย เราไปเก็บมันมา แล้วเราก็เลี้ยงมัน ที่บ้านก็มีหมาใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง มันเป็นกึ่งร็อตไวเลอร์ คือสังเกตว่า ถ้าหมาต่างตัว ต่างอยู่ ไม่มีคนหรือหมานอกสังกัดเข้ามาเห็น เจ้าน้อยกับเจ้าใหญ่จะเป็นอารยะหมาที่คบเล่นกันฉันท์เพื่อนรัก อันนี้คือความเป็นเพื่อน แต่ทว่าเมื่อเห็นคนหรือหมานอกสังกัด อาการตัวกูของกูก็จะพองใหญ่ชูชันขึ้นมาข่ม

ฉับพลัน


ถ้าข้าพเจ้ากับสามีอยู่ตรงนั้น เราก็จะถูกรวบเป็นเครื่องเสริมบารมีด้วย สัมพันธภาพระหว่างเจ้าน้อยกับเจ้าใหญ่กระตุกต่อมความคิดให้ถามตัวเองว่า เมื่อใดที่ความเป็นเพื่อนมันกลายเป็นพรรคพวก ความเป็นเพื่อนมันมีความอาทร ความโอบเอื้อ ความอบอุ่นอันเป็นอิสระ


แต่ว่าเพื่อนกลายเป็นพรรคพวก เมื่อความอาทรโอบเอื้อและอบอุ่นอันเป็นอิสระ เริ่มมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ความผูกพันกลายเป็นความผูกมัดด้วยความคาดหวัง และคาดคิดว่าจะต้องไปในทิศทางเดียวกัน ในที่สุดความผูกมัดทางใจจะแน่นและหนาจนพาให้บอดทิศหลงทางทำนองไปไหนไปด้วยกัน เน้นที่ด้วยกัน จนไม่สนใจว่าไปไหน ความสัมพันธ์ก็กลายเป็น โซ่ตรวนทางใจ ทำให้หมดอิสรภาพ

การเข้าพวกพ้อง บางครั้งมันขาดอิสรภาพเหมือนกัน เป็นแค่เพื่อนจะดีกว่า ประเดี๋ยวกลับมาจะคุยเรื่องความรัก เดี๋ยวจะมีเกมให้เล่น


เรื่องของความรักอยู่ที่ไหน เรื่องของฮอร์โมน ใครสนใจเรื่องความรักไหม เวลาเรา fall in love อะไรเกิดขึ้นกับร่างกาย อันนี้กำลังจะพูดเรื่องตัวกูหรือตัวฉัน มันประกอบด้วยกายกับใจ และกายมีสิ่งที่เรียกว่าฮอร์โมน มันน่าสนใจมากเลยว่าเราเป็นทาสของฮอร์โมนแค่ไหน ตามหลักจิตวิทยาแล้ว ความรักจะมีอยู่สามระดับ ระดับหนึ่ง คือ ความปรารถนา ระดับสอง คือ ความรู้สึกดึงดูด สาม คือ ความผูกพัน


คราวนี้มันจะมีเรื่องของฮอร์โมน ตัวสำคัญที่จะทำให้เกิดความปรารถนาคือฟีโรโมน กระตุ้นร่างกายให้พร้อมมีเพศสัมพันธ์ แล้วมันก็จะมีโดพามีนที่ออกมาเป็นตัวกระตุ้นความอยาก เหมือนเวลาคุณอยากได้ยาเสพติดแล้วคุณจะได้โดพามีน ร่างกายและจิตใจมันก็จะผูกกันว่าแหมอยากได้อีก เพราะว่ามันมีความสุขเหลือเกิน โดพามีนหลั่งออกมามากมายเวลาเราเสพยาเสพติด


แต่ความรักมันจะมาถึงอีกจุดหนึ่ง ถ้าคุณพามันผ่านไปได้ ฮอร์โมนชนิดสุดท้ายดีมากเลยถ้าคุณผ่านสองด่านไปได้อย่างดี คุณควรจะมีฮอร์โมนตัวสุดท้ายที่หลั่งออกมา ผู้หญิงจะมีมากกว่าผู้ชายคืออ็อกซิโทซินที่มีชื่อเล่นเรียกว่าแคริงฮอร์โมน ฮอร์โมนแห่งความห่วงใย คนที่มีลูก มีภรรยา สามีจะมีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้ครูเอามาพูดให้ฟัง อันที่จริงมันก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวกูเหมือนกัน แต่ถ้าเราเข้าใจมันได้

จะดีมาก


เมื่อตัวแรกฟีโรโมนมันหลั่ง ถ้าคุณไม่รู้จักว่าฟีโรโมนมันกำลังหลั่งนะ กูจะเอาล่ะนะ คุณลำบากเหมือนกันเพราะว่าคุณปณิธานบอกครูเมื่อกี้ว่า ผู้นำที่มันพังและมันล่มเพราะสิ่งนี้ เพราะปรารถนามากมายเหลือเกิน มันมีอันนี้เยอะมาก เพราะว่าเมื่ออัตตาของกู มีอำนาจควบคุมเยอะมาก มีพาวเวอร์และมีพรรคพวกมาก เวลาอันนี้หลั่ง มันยั้งไม่ทัน แล้วเป็นจุดล่มของผู้นำจำนวนมากเหลือเกิน คือตลอดเวลา เราทำอะไรมันจะมีจุดมุ่งหมายเสมอ มาเรียนเพราะว่าอะไร ทำนั่นเพราะอะไร ทำนี่เพราะอะไร มันจะมีเหตุผลในการกระทำอยู่เสมอ

เมื่อเช้านี้เปิดหนังเรื่อง Forrest Gump มันน่าสนใจว่า เขาได้รับรองเท้าจากผู้หญิงที่รักและผู้หญิงคนนั้น

ก็จากไป ก็ไม่รู้จะทำอะไรก็วิ่ง วิ่งไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีเหตุผลและไม่มีจุดมุ่งหมายของการวิ่ง แต่การวิ่ง

ในตัวของมันเองมีความหมาย มันไม่ใช่เพื่ออะไร และจะไปถึงไหน และเขาวิ่งอยู่ 3 ปีจนกลายเป็นคนดังไปเลย ในการวิ่งไปเรื่อยๆ แต่ในสังคมปัจจุบันของเรา เราแทบจะไม่มีอะไรที่เราทำโดยไม่มีเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายเลย เพราะฉะนั้นบ่อยครั้งถ้าคิดให้ละเอียด เรามักจะเป็นทาสของความคาดหวังของตัวเราเองและก็ของคนอื่นด้วยโดยไม่รู้ตัว


ทีนี้เราจะมาลองทำบางอย่าง แล้วมาลองสังเกตในตอนจบว่ารู้สึกยังไง แค่เล่นๆ สบายๆ คือจะลองเปิดเพลงที่อาจไม่คุ้นเคย อยากให้จินตนาการ ถ้าทำอันนี้ได้ วันหลังเอาไปใช้ที่ไหนก็ได้ อยากให้จินตนาการว่าเสียงเพลงนี้เป็นกำแพงรอบตัวเรา ที่จะทำให้เราอยู่คนเดียวในคนหมู่มาก เราจะลืมเพื่อนข้างๆ ไปเลย

เราจะลืมทุกอย่างออกไปเลย ถ้าเราฝึกอันนี้ได้ เป็นประโยชน์จริงๆ เพราะในสถานการณ์หรือในสถานที่

ที่มันรุมเร้าและเราจะต้องตั้งสติ ทักษะอันนี้เป็นทักษะที่ดีมากเลย สามารถตัดตัวเองออกไปอยู่คนเดียว


วิธีการที่เราจะลองทำดูนะคะ ขอให้มีกระดาษอยู่ข้างหน้าแล้วก็มีปากกาอยู่ในมือ เราจะมีเพลง เราจะไม่สนใจทำนองมันเลยนะคะ เพลงมันแค่เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เราอยู่กับตัวเองเท่านั้นเอง อันนี้ก็เป็นทักษะที่น่าสนใจที่วันหลังเอาไปใช้ได้เลย ไม่ทราบว่าใครเคยทำสมาธิบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงคนที่ไม่เคยทำก็ไม่ว่ากัน คือความรู้สึกมาเล็งอยู่ที่ลมหายใจ

เราเคยคิดมั้ยว่าการมีชีวิตอยู่มันคืออะไร ครูไปสารพัดแห่ง คนจะต้องเข้ามาถามว่าชีวิตคืออะไร และก็จะฟังคนอื่นตอบ ชีวิตคือการเรียนรู้ ชีวิตคือการทำดีให้คนอื่น แต่สำหรับครูแล้ว ชีวิตมันคือแค่นี้ ความรู้สึก การรับรู้ที่มันมีอยู่ แค่นั้นเอง อันนั้นน่ะเบสิกของชีวิต ถ้าเผื่อว่าคุณไม่มีอันนี้ คุณก็ไปทำอะไรให้ใครไม่ได้ เพราะฉะนั้นไอ้การรู้สึก เราจะรู้สึกด้วยอะไรก็ได้ ความรู้สึกที่ไหล่สองข้าง ความรู้สึกที่มือ หรือที่ง่ายสำหรับครูก็คือความรู้สึกที่ลมหายใจที่อยู่ตรงนี้


ในช่วงต้นของเพลง ค่อยๆ ดึงตัวเองเข้ามาให้อยู่กับความรู้สึกของตัวเอง คือชีวิตของตัวเอง ชีวิตดิบๆ เลย เพราะว่าถ้าคุณมีแต่กายนะ ไม่มีตัวรู้ตัวนี้มันก็เป็นศพ ถ้ามีตัวรู้ตัวนี้ แต่ไม่มีกายมันคืออะไรก็ไม่รู้นะคะ เพราะฉะนั้นเราต้องขอบคุณว่า ณ ขณะนี้ เรามีตัวรู้ตัวนี้ และกายที่เราจะรู้มันได้ เรารู้กายที่ลมหายใจหรือที่ไหนก็ตาม ทีนี้ถ้าดูลมหายใจก็ดู 3 หน มันก็จะดึงตัวเองเข้ามานะคะ เพลงเป็นกรอบหุ้ม ผนังหุ้มตัวเองจากคนอื่น เสร็จแล้วพร้อมเมื่อไหร่ ปากกาอยู่ในมือเขียนอะไรก็ได้ เขียนอะไรที่มันไหลออกมาจริงๆ ไม่ใช่อะไรที่คิดเอา หรือสร้างเอาเพราะอะไร เพราะคุณเขียนไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วพอเพลงจบ จะขอให้ฉีกทิ้งเป็นจุล จะไม่มีใครได้อ่านแม้กระทั่งตัวเอง เพราะฉะนั้นการกระทำนี้ มันเหมือนฟอเรสกัมพ์วิ่งนั่นแหละ คือมันทำ มันไม่มีตัวตนเข้าไปผูกกับสิ่งนั้น มันไม่มีความคาดหวัง มันเป็นอิสรภาพอันมหาศาล และเป็นทักษะที่น่าฝึกสำหรับผู้นำทุกท่านนะคะ

อันนี้เป็นทักษะที่อยากจะฝากไว้ เพราะว่าในชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะยิ่งคนที่อยู่ในวัยนี้จะเจออีกเยอะนะคะ แล้วจะเตือนเอาไว้อยู่อย่างนะ เรื่องของฮอร์โมนในช่วงวัยสี่สิบขึ้นจะห้าสิบมันรวนนะ รวนโดยเราไม่รู้ตัวนะทั้งผู้หญิงผู้ชาย อันนี้แก่แล้ว รู้แล้ว บางทีเราเป็นทาสของฮอร์โมนเราเอง แล้วผู้ชายจะไม่รู้ตัว ผู้หญิงจะรู้มากกว่า เพระมันกี่ยวกับการเมนหยุด การร้อนฉ่าอะไร แต่ผู้ชายนี่เท่าที่เราพบมา จะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในวิกฤตวัยกลางคน แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเหมือนกัน ที่ทำให้เกิดความอยากโน่น ความกระวนกระวายนี่ และบางทีมันนำชีวิตให้พังได้ชั่ววูบเหมือนกัน เพราะฉะนั้น อันนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ด้วยนะคะ เพราะว่าครูเองช่วงวิกฤตกลางคนนี่ สาหัสสากรรจ์มาก มันออกมาเป็นบทกวีเยอะมากเลย ซึ่งเขาก็เอามารวมเล่มแล้วก็พิมพ์ออกมา แต่ตอนที่เราเขียน เราไม่ได้นึกว่าใครจะมาอ่าน แต่ในกรณีของแบบฝึกหัดของเราครั้งนี้ คือพอเพลงหยุด จบทันที เราจะฉีกที่เราจดให้เป็นจุล เราจะไม่เห็นมันอีกเลย แต่ช่วงนั้นคือช่วงอิสรภาพร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ


มันเป็นเรื่องของการวางอัตตา คือการยอมรับว่ามันเสียไปละ ไอ้การยอมรับอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นเป็นการวางอัตตาไปส่วนนึง ทีนี้เวลาเราบอกว่าการยอมรับนี่ มันทำให้เราไม่สู้หรือเปล่า จริงๆ แล้ว

ไม่จริงนะ เวลาอะไรเกิดขึ้น ที่มันสาหัสสากรรจ์แล้วเราบอกว่าเราจะสู้ เราจะรู้สึกเลย อัตตาเราแรงมาก ฉันจะเอาให้ได้ แต่ถ้าเราเบรกมัน ด้วยการยอมรับก่อนว่า นี่มันเกิดขึ้น แล้วจากนั้นจึงทำ ทำต่อเหมือนกับคนที่เขาสู้ทำ การกระทำเดียวกันหมดเลย แต่ทำด้วยใจว่าโอเคฉันจะทำ ไอ้ตัวเบรกของการวางอัตตา ยอมรับ เออมันเกิดขึ้น แล้วจังหวะต่อไปที่จะคิดทำอะไร การกระทำเหมือนกันแต่อารมณ์มันต่างกัน แล้วผลมันมักจะต่างกันด้วย เพราะว่าเวลาเราทำจะมีสติคิด แต่ถ้าสู้ๆๆๆ โว้ยนี่ อัตตามันมหาศาล


เมื่อกี้เราคุยเรื่องเรามองหน้าอัตตานะคะ อันนี้เรามามองการวางอัตตาแล้วทำต่อ นี่สัญญาเลย ดีกว่าสู้แบบอัตตาเต็มตัว สรุปว่าการเป็นผู้นำนั้น อัตตาจะเป็นภัยต่อเมื่อเราไม่รู้ทันมันเท่านั้น แค่นั้นเอง ที่มาพูดในที่นี้ คิดว่าประโยชน์ที่น่าจะได้คือ เมื่อเอาไปมองหน้าอัตตา หรืออย่างน้อยเห็นมันสักนิด ความมั่นคงในตัวเองคงมีมากขึ้นบ้าง สิ่งที่คนฟังแล้วเบื่อคือ คำว่า 'สติ' แต่ สติ ก็คือ การรู้ทันนั่นเอง มันก็จะมีขึ้นบ้าง เพราะฉะนั้นไอ้ความบาลานซ์ตัวเอง เมื่อเหยียบ 'ชิท' อันนี้มันเป็นจุดช่วยตัวเอง แต่อันต่อไปก็คือ

Reaction คือเหยียบ ชิท แล้วด่าแหลกอาละวาด หรือเหยียบ ชิท แล้ววิ่งต่อ อันนั้นน่ะที่เป็นบวกกับชีวิต แต่ชีวิตที่มันจะต้องจบมันก็ต้องจบ จะจบยังไงสักอย่าง แต่มันจบอยู่ดีไม่ต้องกลัว


ตัวเองยิ่งแก่ยิ่งเห็นว่าชีวิตมันไม่มีคำตอบจริง มันอยู่กับความที่มันเป็นในขณะนั้นต่างหาก และอีกอย่างหนึ่งคือว่า จุดอ่อนของตัวเอง มากเลยคือ การอยากรู้ อยากเรียน อยากศึกษา อยากรู้ไปหมด สามีไปประชุมปารีส เราคนเดียว เดินทุกซอก ทุกซอย เดินศึกษาหมด ชื่อถนน สิ่งเล็กสิ่งน้อยจะศึกษามากมายก่ายกองเพราะอยากรู้ แต่มาถึงจุดหนึ่งก็มองเห็นว่าความรู้ มันก็แค่ความรู้ มันมาถึงจุดหนึ่งว่าสิ่งที่ท้าทายกว่าความรู้คืออะไร คือการอยู่อย่างสงบกับความไม่รู้ เพราะมันมีมากมายเหลือเกินว่าเราไม่รู้ และสำหรับคนอายุแค่นี้ความตายมันใกล้ เราจะต้องอยู่กับความไม่รู้นะ ว่ามันคืออะไร แล้วเราอยู่กับมันได้อย่างสงบไหม

เพราะฉะนั้นบทเรียนระยะท้ายของคนอายุเจ็ดสิบกว่าอย่างป้าศรี มาถึงจุดสงบได้ก็เพราะว่าการยอมรับที่จะอยู่กับความไม่รู้ และการไม่มีคำตอบ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางอัตตา เป็นไปได้ไหมว่าเรายอมรับว่าเราไม่รู้ และเราก็ไม่มีคำตอบกับอะไรหลายๆ อย่าง เลยไม่กังวล


 


โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด
bottom of page