top of page

ศพลิงสะท้อนเงาแม่

อโนมา รัตนิน เศรษฐพรพงศ์

(เขียนจากนิทรรศการภาพถ่าย)


Illustrated: Indigo


แม่กอริล่า 2 ตัวนั่งพิงต้นไม้ แม่ตัวหนึ่งตัวใหญ่ท้องหลาม นมสองเต้าพุเต่งเหมือนว่าพร้อมจะให้ลูกดูดนมได้ทุกเมื่อ ตาปรือ ปากล่างอ้าอยู่ ราวกับกำลังบ่นพึมพำอะไรๆ ตอนง่วงๆ แม่อีกตัวกำลังฟังและทำตาปรือๆ เหมือนกัน ข้างหน้าแม่ทั้งสอง มีลูกของมันนั่งพิงแม่อยู่ ลูกของแม่ตัวใหญ่กอดคอเพื่อนของมันไว้ ตาข้างหนึ่งปิดลงครึ่งๆ อีกข้างหนึ่งเบิกกว้าง… คว้าง… ที่อก มีแผลโดนฟันเปิดเป็นทางยาวในแนวขวาง… ราวกับจะเตือนให้รู้ว่าทั้งหมดนี้ถือภาพของศพลิง ต่างอายุ…


“แหม ดูรูปนี้สิน่ารักจัง” เสียงคุณแม่คนหนึ่งแทรกเข้ามาตามด้วยเสียงคุณพ่อ “นั่นมันตายแล้ว…” คุณแม่คนเดิมทำท่าแหยงๆ ขยับเข้ามาดูใกล้อีกนิดและผละไป ลูกสาววัยรุ่นหุ่นล่ำทำเสียง “ฉับ ฉับ” พร้อมเหวี่ยงแขนแหวกอากาศ ราวกับได้ฟันย้ำที่รอยแผลฉกรรจ์ของลูกลิง….


ต้องขอบคุณครัวนั้นที่ทำให้เราได้คิด… เพราะมันเป็นแค่ภาพ… ภาพซึ่งต่างคน ต่างเห็น ต่างคิด และต่างก็รู้สึก ต่างกันตามเหตุและปัจจัย สำหรับความรู้สึกเรานั้น คละเคล้าความเศร้าสลดกับความสะอิดสะเอียนอันยากที่จะบรรยาย


บ่ายเสาร์นั้น เราสองคนพ่อแม่พาลูกๆ หลานๆ ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่รังสิต บนชั้น

ที่ 1 ของตึกทรงลูกบากศ์นั้น มี นิทรรศการภาพถ่ายชีวิตสัตว์ป่าและธรรมชาติ จัดแสดงอยู่ ทั้งหมดเป็นภาพชนะรางวัล BBC’S Wildlife Magazine และ London’s National History Museum


บางภาพทำให้เรารู้สึกกลมกลืนกับธรรมชาติเหมือนได้อยู่ที่ตรงนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นท่ามกลางทุ่งดอกไม้

ที่มีฉากหลังเป็นผืนป่าเมืองหนาว หรือได้ดื่มด่ำกับฝูงนกกระสาที่หาปลาในทะเลสาบยามเช้าเมื่อหมอกสีชมพูปกคลุมพื้นน้ำและแผ่นฟ้า จนหารอยต่อไม่เจอ หรือได้มองแม่สิงโตคาบลูก อุ้งเท้าหน้าช้อนก้นลูกอย่างทะมัดทะแมง บรรยายใต้ภาพว่า แม่สิงโตกำลังย้ายลูกหลายตัวไปยังที่ซ่อนในที่ปลอดภัย และลูกตัวนี้ออกจะตัวใหญ่เต็มปากเต็มคำ คาบอย่างเดียวคงไม่ไหวต้องช้อนก้นด้วย


บางภาพแสดงถึงความรักที่อ่อนโยนของนกหนุ่มขายาวหลังคืนวิวาห์ มันเอาปีกโอบประคองสาวในขณะที่ก้าวย่างไปพร้อมๆ กันบนก้อนหินปริ่มน้ำ นกสาวเป็นเสมือนเงาในกระจกของนกหนุ่มซึ่งเอาหน้าแนบมันไว้ เงามันสะท้อนแผ่นน้ำเบื้องล่าง ดูราวกับว่ามีกระจกเงาอีกแผ่นรองอยู่ใต้ขาสองคู่ให้ยิ่งดูยาวเก้งก้าง


อีกภาพที่ต้องหยุดดูอยู่นาน เป็นภาพหมูป่าเขี้ยวโง้ง กำลังต่อสู้กับนกอินทรี ใต้ภาพมีคำบรรยายว่า

มันโดนนกอินทรีใช้อุ้งเล็บแหลมคมจิกลงที่จมูกเป็นแผลฉกรรจ์ถึงสองครั้งสองครา และในที่สุดแม่หมูป่าจึงยอมเลิกราจากไปพร้อมลูกหมูอีกสองตัว นกอินทรีผู้ชนะได้ครอบครองซากลูกหมูตัวที่สาม อ่านแล้วไม่ทราบว่า แม่หมูป่ารู้หรือเปล่าว่าลูกตัวนั้นตายแล้วตอนที่มันผละจากไป


แต่เราก็ได้ซึมซับความปวดร้าวของแม่ที่ต้องสูญเสียลูกน้อยให้กับความตาย ความสับสน ความรู้สึกผิดที่ทิ้งลูกให้เป็นเหยื่อนักฆ่า เหมือนกับว่า… มันได้สะท้อนภาพความเป็นแม่ในตัวเรา สัญชาติญาณที่บอกเราว่า “เราคือผู้ผิดเสมอ” ไม่ว่าเราจะเลือกทางเดินทางไหน ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับลูก และเรายังยึดลูกไว้เป็นของเราตลอดไป แม้ลูกจะเหลือเพียงร่าง ที่ไร้ความรู้สึก… ศพที่ไร้วิญญาณ…


แต่ติดตาที่สุด ไม่พ้นภาพครอบครัวกอริล่าที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ผู้ถ่ายภาพบรรยายว่าฝูงกอริล่าย้ายถิ่น

เข้ามาใกล้หมู่บ้าน เพราะถูกรุกรานจากการตัดไม้ในถิ่นอาศัยเดิม กอริล่าตัวเมีย 2-3 ตัว และลูกๆ ของมัน ถูกหมาไล่ขึ้นไปบนต้นไม้ ชาวบ้านเอาปืนยิงตกทีละตัวจนหมด คาดว่าจะได้เนื้อถึง 70 ปอนด์จากตัวแม่ สำหรับศพลูกลิงยังเล็กเกินกว่าจะใช้การได้ คงจะให้เด็กๆ ชาวบ้านเอาไปหั่นเล่นกัน ภาพนี้ได้ที่หนึ่งในสาขามนุษย์และธรรมชาติ ไม่แปลกในเลยเพราะเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจเป็นที่สุด


บางทีอาจเป็นเพราะมันได้สะท้อนภาพความตายของเรากับลูกให้ได้เห็น หรือเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า เวลาของแม่และลูกอ่อน คือช่วงเวลาแห่งความรักอ่อนโยนบริสุทธิ์ ที่ควรถนอมไว้ในใจตลอดไป ไม่น่าที่จะจบลงอย่างโหดร้ายเช่นนี้


เพราะอยากฝึกใจ … เราจึงยืนมอง เพื่อสังเกตใจตัวเองทุกครั้งที่พบรายละเอียดใหม่ และสัมผัสความรู้สึกเจ็บปวด จนมันค่อยๆ จางหายไป คงเหลือแต่ความขุ่นข้องและความเศร้าที่แฝงอยู่ลึกในใจ


กลับถึงบ้าน สะบักสะบอมจากรถติด หงุดหงิดไม่เป็นเรื่องกับสามี อุ่นอาหารทานข้าวกับครอบครัว ในระหว่างขับรถไปประชุมรอบดึก ได้ฟังเทปธรรมะ พอใจเริ่มสงบ ก็นึกเห็นภาพขันน้ำพลาสติกเก่าๆ เปรอะด้วยตะไคร่และฝุ่น เลอะจนแยกกันไม่ออก ส่วนอีกด้านที่มองไม่เห็นก็แตกแล้ว ใช้งานไม่ได้และไม่มีใครอยากใช้อีกต่อไป มันบอกเราว่า “จะไปเอาอะไรกับขันแตก จะยึดทำไมกับศพลิงที่ป่านนี้คงถูกย่อยสลายไปแล้ว จะด้วยน้ำย่อยมนุษย์หรือจุลินทรีย์ เหมือนบทสวดมนต์ที่ว่า


“ร่างกายไม่จีรัง…….. ครั้นปราศจากวิญญาณ อันเขาทิ้งเสียแล้ว จักนอนทับซึ่งแผ่นดิน ประดุจดังท่อนไม้และท่อนฟืน หาประโยชน์ไม่ได้ ”……..

 

bottom of page