top of page

‘วิชาตัวเบา’ ศาสตร์แห่งความสุข

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์


เรื่อง นิพัทธนา ลดาลักษณ์

ภาพ สุวิทย์ พลพรวิทูร




คุณหญิงนักเขียน เจ้าของผลงานชิ้นล่าสุด “วิชาตัวเบา” งานเขียนแนวสุขภาพจิต ที่ถูกกลั่นกรองมาจากการเรียนรู้ในชีวิตจริง สังเกตประสบการณ์ของตัวเอง แล้วนำมาเล่าเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นผ่านคอลัมน์ “Well Being” ในนิตยสาร “Health & Cuisine”


นอกจากนั้น คุณหญิงจำนงศรี ยังมีผลงานด้านวรรณกรรม ทั้งกวีนิพนธ์ นิทาน เรื่องสั้น บทละคร และหนังสือเชิงประวัติศาสตร์ เช่น “On The White Empty Page” และ “ดุจนาวากลางมหาสมุทร” หรืองานเขียนเชิงธรรมะ “ฝนตกยังต้องฟ้าร้องยังถึง” และ “แสดแปดขา” นิทานเรื่องที่ได้รับรางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2543 รวม 2 รางวัล รวมทั้งบทละครเรื่อง “สิ้นแสงตะวัน” ที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมมูลนิธิ “John A. Eakin” ปี 2525


นับรวมถึงงานเพื่อสังคมต่าง ๆ ที่คุณหญิงใช้เวลาส่วนมากในชีวิตทุ่มเทเต็มกำลังความสามารถ อาทิ ก่อตั้งมูลนิธิ “เรือนร่มเย็น” ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อช่วยเหลือและให้การศึกษาเด็กผู้หญิงในกลุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงและยาเสพย์ติดในภาคเหนือ และมูลนิธิ “อุทัยรัตนิน” เพื่อสนับสนุนวิทยาการด้านจักษุวิทยา


อีกทั้งยังเป็นกรรมการก่อตั้ง มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมรราชินูปถัมถ์ เป็นคณะกรรมการอาวุโสของโครงการส่งเสริมภาวะทางจิตวิญญาณและช่วยงานของสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งอีกหลายโครงการที่ผ่านมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน


คุณหญิงกล่าวถึง “วิชาตัวเบา” ศาสตร์แห่งการแสวงหาความสุขให้แก่ชีวิตในมุมมองของคุณหญิงว่า


“คนเราจะทุกข์ จะสุขก็เพราะความคิดเป็นหลัก หากเรามองโลกในอีกด้านหนึ่ง ค้นหาความสุขที่อยู่ในความทุกข์สิ่งที่อาจเคยคิดว่าไม่ดีก็อาจจะกลายเป็นสิ่งดีไป และยังแผ่กระจายไปสู่คนรอบข้างต่อไปเรื่อย ๆ ดิฉันอยากให้ผู้อ่านได้มองไปในชีวิตตัวเองว่าจะทำอย่างไร ชีวิตอยู่ได้ไม่เท่าไร จึงควรให้ความสุขแก่ตัวเอง


. ..แม้แต่ละวันสิ่งที่เราพบเจอจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ก็เป็นความเล็กที่ต่อเนื่องกันทุกวัน ถ้าเราให้ความสนใจ จำ คิด วิเคราะห์ ก็จะได้อะไรหลาย ๆ อย่าง อยู่ที่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร วิชาตัวเบามาจากความตัวหนักของเรานั่นเอง หากคลายความยึดติด... สิ่งที่เข้ามาในชีวิตเป็นดั่งเหรียญที่ความสุข ความทุกข์ห่างกันเพียงคนละด้าน พร้อมท่องไว้เพียงว่า “โลกไม่ใช่ของเรา” เท่านั้นตัวคนเราคงเบาขึ้นไม่น้อย”


ดูเหมือนว่าทุกวันนี้คนเราจะหาความสุขในชีวิตได้น้อยเต็มทีทั้ง ๆ ที่พยายามไขว่คว้าปัจจัยต่าง ๆ ที่จะมาส่งเสริมชีวิตให้มีความสุขสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณหญิงกล่าวว่า


“อะไรคือความสุขที่แท้จริง ดิฉันว่าน่าจะหมายถึงความมีสุขภาพดีทั้ง 4 ด้าน ตามคำกล่าวขององค์การอนามัยโลก คือ กาย, จิตใจ, สังคม และจิตวิญญาณ (Health is a state of complete physical, mental, social and spiritual well being) ซึ่งความหมายของคำว่า “จิตวิญญาณ” ดิฉันเพิ่งจะได้ข้อสรุปเมื่อเร็วๆ นี้นี่เองจากการร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “บทบาทและทิศทางการดำเนินงานจิตวิญญาณ” โครงการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ส.ส.ส.)


...สรุปได้ว่า “จิตวิญญาณ” หมายถึง “สุขภาวะที่เกิดจากสติและปัญญา เข้าถึงการดำเนินชีวิตที่ดี สงบเยือกเย็น เป็นประโยชน์ มีน้ำใจ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น


...แต่ดิฉันมีไม่ครบ 4 อย่างหรอก เพราะร่างกายนี่ก็เริ่มเดี้ยงแล้ว เดี๋ยวปวดหลังปวดไหล่ นั่งที่ไหนนานๆ ก็ต้องมีหมอนหนุน ออกกำลังกายก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ส่วนมากไม่ได้ทำ (หัวเราะ) หลายคนบอกว่า เอ๊ะ! ทำไมแข็งแรงอาจจะเป็นเพราะดิฉันเป็นคนเดินเร็วมากก็ได้ อย่างคุยโทรศัพท์นี่จะเดินตลอดเวลา จนมีคนบอกว่า นี่... วันหนึ่งเดินหลายกิโลเลยนะ”





วิธีแก้ปัญหาของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับคุณหญิง ที่ครั้งหนึ่งเคยไปอยู่คนเดียวในบ้านริมป่าที่วัดสวนโมกข์พลาราม อำเภอไชยา อยู่นานเกือบ 3 เดือน เพราะมีทุกข์หนักหนาในชีวิต ได้ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งหลุดพ้นจากห้วงทุกข์และมีชีวิตเปี่ยมสุขในวันนี้ คุณหญิงเล่าถึงสิ่งที่ได้มาจากการตัดสินใจเข้าถึง “ธรรมะ” ว่า


“ดิฉันมองชีวิตจากประสบการณ์ชีวิต การสังเกตและการปฏิบัติธรรม ซึ่งการปฏิบัติธรรมก็คือสังเกตปัจจุบัน คือการอยู่กับปัจจุบันจริง ๆ ไม่คิดโน่นคิดนี่ แล้วจะเห็นอะไรชัดมากกว่า มนุษย์ก็มีอยู่แค่นี้ “กาย” กับ “ใจ”


..จากการปฏิบัติธรรมทำให้ดิฉันมองเห็นว่า ตัวเราจริงๆ แล้วมีกายอันหนึ่ง ใจอันหนึ่ง พออันไหนหายไป สมมติว่าใจหายไปเหลือแต่กายอะไรๆ มันก็จบ แต่อะไรที่มากระทบคนเราจะรู้สึกว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ อยู่ร่วมกันจะมาดูหมิ่นหยามกันไม่ได้ นั่นเป็นเพราะเอากายกับใจมารวมกัน จึงกลายเป็นเรื่อง

ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ถ้าตัวใหญ่ก็จะรู้สึกทุกข์มากกว่าคนอื่น”


แต่กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะผู้ที่กำลังทุกข์หนักมักจะจมจ่อมอยู่กับทุกข์และอัตตาของตน คุณหญิงเพิ่มเติมว่า


“ถ้าเราเริ่มหัดมองความเป็นธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างความเป็นธรรมชาติของกายกับใจ ความเป็นธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่าง ความเป็นธรรมชาติของกายกับใจ ความเป็นธรรมชาติของอารมณ์ ความเป็นธรรมชาติของความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ก็จะเริ่มสงบลงแล้วถอยห่างออกไปมอง แน่นอนว่าดิฉันก็ยังไม่บรรลุ ก็ยังมีทุกข์ แต่มองมันว่าเป็นธรรมชาติ


...ใครที่อยู่โลกนี้ไม่มีทุกข์เลยบ้าง...ก็ไม่มี ทุกข์มีทุกข์มาก ทุกข์น้อยแตกต่างกันไป คนบางคนอาจจะมีทุกข์อันเดียวกัน แต่คนหนึ่งทรมานน้อยกว่าอีกคนหนึ่ง เป็นเพราะพื้นฐานการมองโลกและการยึดติดของแต่ละคน

...ศาสนาเป็นเรื่องของการมีสติ รู้ความเป็นจริงในวินาทีมีอะไรบ้าง ไม่ใช่ไปคิดว่าเมื่อวานเราทำอะไรมา ซึ่งเป็นการโยง


...อย่างหนังเรื่อง “Bridge Jones’s Diary” จริง ๆ แล้วทั้งเรื่องเป็นเรื่องของความวุ่นวาย ความทุกข์เสียอกเสียใจของยายบริดเจ็ตทั้งนั้นเลย เธอสูบบุหรี่อย่างบ้าคลั่ง วุ่นวายกับการหาคู่ เหงาสุดขีด ทำอะไรก็ผิดไปหมด ทุกข์ตลอดเรื่อง พลาดตลอดศก ทำไมเราดูแล้วหัวเราะกัน


...หนึ่ง...เพราะเป็นเรื่องของคน สอง...มันมีมุมที่ขำได้ นี่ก็เป็นการฝึกอย่างหนึ่ง หากเราเริ่มมองอะไรที่ขำขันได้ ก็เหมือนกับเราดู “Bridge Jones’s Diary” จริง ๆ ถ้าเราเป็นยายบริดเจ็ตเราก็ทุกข์นะ เออ..แล้วทำไมมันตลกได้


...นั่นเพราะ ถ้าเป็นทุกข์ของคนไกลตัว เรามองแล้วคิดว่า เขาน่าจะเป็นอย่างนั้น เขาน่าจะทำอย่างนี้เขาน่าจะทำใจได้ แต่พอมาเป็นเรื่องของคนใกล้ตัวเข้ามา ลูกเอย...สามีเอย ก็เริ่มวนเวียนแล้ว ยิ่งถ้าเป็นทุกข์ของเราเองยิ่งทุกข์ไม่รู้เรื่องเลย


...ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะความห่าง ถ้าเราไปวนอยู่ในน้ำวน ทุกข์ของฉันมันยิ่งใหญ่นะ ทำไมเขามาทำกับฉันอย่างนี้ แล้วฉันหาทางออกอย่างไร มันก็คิดอะไรไม่ออกหรอก”







ด้วยประสบการณ์ชีวิตของตัวเลขอายุ 63 ปี ทำให้คุณหญิงมองชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสในชีวิต ความสุขที่ได้รับจากครอบครัวและผู้คนรอบข้าง คุณหญิงจำนงศรีในยามนี้ดูเหมือนจะเป็นผู้สูงอายุที่น่าอิจฉาเป็นยิ่งนัก


“ชีวิตไม่มีปัญหาก็ไม่ค่อยสนุก แต่ถ้าไม่มีปัญหาแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไรดิฉันไม่ทราบ เพราะชีวิตดิฉันมีปัญหามาตลอด ถึงแม้ว่าตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะลงตัวหมดแล้ว อย่างเรื่องลูกที่ใครๆ อาจจะคิดว่าเป็นฝั่งเป็นฝาไปกันหมดแล้


...ทุกคนย่อมมีปัญหา คนนี้ 3 วันมีปัญหา คนนั้น 5 วัน จะมีปัญหามากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนลูก ทุกคนก็จะแก้ปัญหาของเขาเอง ไม่มีชีวิตใครที่ลอยลำ คนอื่นอาจจะมองว่าชีวิตของเขาดีมีความสุข แต่ในความดีก็ต้องมีอะไรที่สาหัส


...ถ้าเรารู้เราก็ทุกข์ไปด้วย แต่ความแก่ก็ทำให้เราถอยห่างออกมาแล้วก็ เออ...แล้วมันก็ผ่านไป แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ชีวิตดิฉันอาจจะดูดีในสายตาคนอื่น แต่ในความเป็นจริงมีปัญหามาให้แก้ตลอด มีหลุมมีบ่อตลอดเวลา”


หากแต่ในความทุกข์และปัญหาที่ต้องเผชิญมาโดยตลอดนั้น คุณหญิงบอกว่าชีวิตคู่ในขณะนี้เป็นเรื่องเดียวที่มีปัญหาน้อยที่สุดที่คุณหญิงพบเจอมาตลอดชีวิต


“ชีวิตคู่นี้ทำความทุกข์ให้ได้มากที่สุด แล้วก็ทำความสุขให้ได้มากที่สุด ชีวิตคู่ของดิฉันขึ้นอยู่กับความแก่ ดิฉันยอมรับว่าไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่ ดิฉันยอมรับว่าไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่ แต่ประหลาดเหลือเกิน ดิฉันพยายามจะบอกตัวเองว่า “แก่แล้วนะ” แต่มันไม่รู้สึกไปไหน ๆ ดิฉันก็เที่ยวบอกเขาไปหมดเลยว่า อายุ 63 จวนจะ 64 แล้วนะ คนคงสงสัยทำไมยายนี่ชอบประกาศบอกอายุตัวเอง


...สาเหตุที่เที่ยวบอกใครต่อใครเนี่ย ส่วนหนึ่งพยายามจะย้ำกับตัวเองว่าแก่ลงทุกวัน แต่ในมุมกลับ ดิฉันรู้สึกว่าเวลาในชีวิตมันสั้นลง ทำไมมันไปด้วยกันได้ก็ไม่รู้ระหว่าง “ความไม่รู้สึกแก่” กับความรู้สึกว่าเหลือวันเวลาอีกไม่มากแล้ว ความรู้สึกนี้มีอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่เป็นความรู้สึกที่ดี ทำให้ได้คิดว่าในแต่ละวันของเราต้องสว่างไสวและสนุก


...ความไม่รู้สึกแก่นี่เองที่ทำให้ชีวิตคู่สนุก ดิฉันกับสามี (ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์) แต่งงานกันเมื่ออายุมากแล้ว เราเพิ่งจะแต่งงานกันได้แค่ 6 ปี เรามองหน้ากันแล้วรู้ว่าเวลาเหลือน้อย และรู้ว่าเวลาที่เหลือมีความหมายมาก จึงพยายามทำทุกวันให้ดีให้สว่างไสว สนุกด้วยกันได้จริง ๆ ดิฉันใช้คำว่า “สนุก” นะ สนุกด้วยกันหลาย ๆ ด้าน ชีวิตคู่มีอรรถรสมาก ต้องยกความดีให้ความแก่ที่ไม่รู้สึกแก่


...ถ้าจะถามถึงเคล็ดการครองคู่... ไม่มีนะ ไม่ได้ใช้วิธีอะไรเท่าไร ดิฉันก็ไม่ใช่ว่าดีนัก บางทีก็บ่นมากมายที่เขารับงานกลับไปหาอะไรที่หมดไปแล้ว ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ ”


แต่ผู้คนส่วนมากมักยึดวัดเป็นที่ปลดทุกข์ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้อะไรจากธรรมะเลย เราแย้ง คุณหญิงอธิบายว่า


“การปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกให้เราอยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงการเข้าวัดเข้าวา แต่ไม่ใช่ว่าอยู่กับปัจจุบันโดยไม่ได้วางแผนอนาคตเลย หรือไม่ก็จำอดีตไม่ได้ แต่ต้องมีความสามารถที่จะอยู่ในปัจจุบัน อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะรู้ว่าธรรมชาติของการคิดเป็นยังไง ธรรมชาติของความรู้สึกเป็นยังไง ที่ยึดติดว่าฉันสำคัญเหลือเกินเป็นยังไง มันเกิดจากอะไร

"...บางคนเอาอัตตาตัวตนไปยึดอยู่กับวัด ใช้วัดเป็นที่พึ่งทางใจ จริง ๆ แล้วที่พึ่งทางใจก็คือใจของตัวเอง พุทธศาสนาหรือทุกศาสนาต่าง ๆ ช่วยให้เรารู้จักพึ่งตัวเอง พุทธศาสนาฝึกให้พึ่งตัวเองด้วยการรู้จักธรรมชาติของตัวเอง ด้วยการรู้จักธรรมชาติของตัวเองของมนุษย์และสรรพสิ่ง ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ยากเย็นอะไร เพราะมันเป็นอยู่ ทุกคนสัมผัสได้เพียงแต่ไม่สัมผัส เราวุ่นวายกับการคิด การโกรธ การอยากได้ ความเสียดาย ก็เลยเหมือนมามีอะไรมาบัง


...ดิฉันได้ฟังชีวิต ได้ฟังปัญหาของคนมาเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของทุกข์ที่เขาหาวิธีจัดการ

ไม่ได้ ดิฉันจะฟังอย่างเข้าใจจากพื้นฐานของตัวเราเคยมีความทุกข์ เคยได้ปฏิบัติที่ใจมาแล้วด้วยวิถีทางธรรมะ ซึ่งเป็นวิถีของสติ คนที่มีสติจะสามารถจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัยขึ้น


...เสมือนว่าเขาวางเรื่องทั้งหมดลงบนโต๊ะแล้วได้มองด้วยตัวเอง จึงเริ่มเห็นอะไรที่ชัดขึ้น ได้ค้นหาวิถีทางหรือวิธีคิดเอง คนเรานั้นมีสติปัญญาทุกคน เพียงแต่ว่าเวลามีทุกข์แล้วมันจะจมเข้าไป และไม่ได้ถอยออกมามอง


ดิฉันจะแนะเพื่อให้ใจมันหลุด แนะให้เขาเข้าใจมองปัญหาเพื่อให้มีสติขึ้น ให้ทุกข์น้อยลงเสียก่อน เวลาทุกข์มาก ๆ คนเราจะคิดจะตัดสินอะไรลำบาก ทำให้เกิดปัญหาตามมาเยอะแยะ ให้เขาเอาทุกข์วางไว้ให้ห่างตัวสักนิดก่อน จะช่วยให้นิ่งลงได้เพื่อที่เขาจะได้มองอะไรได้ชัดขึ้น”



วิธีหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์และอาจช่วยให้คุณมองเห็นหนทางในการแก้ปัญหาได้ คือ “อารมณ์ขัน” ซึ่งคุณหญิงนำมาใช้ในชีวิตประจำวันเสมอมา บางครั้งในสิ่งที่เลวร้ายก็มีสิ่งที่งดงามซ่อนเร้นอยู่ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์หรือไม่


“ดิฉันชอบพูดเสมอว่าเมื่อมีปัญหาให้เก็บอารมณ์ขันไว้กับตัว บางเรื่องที่ร้ายที่สุดให้พยายามหาเรื่องเล็ก ๆ ที่พอจะขำกับมันได้ อารมณ์ขันจะทำให้เรามองเข้าไปในสถานการณ์นั้น ๆ เช่น จะตักน้ำตาลแต่กลับไปตักเกลือ ดูซิ! เราทุกข์จนเลอะเลือน...ยายนี่บ้าแล้ว พอคิดอย่างนี้ได้เราก็จะหัวเราะใช่มั้ย เราเป็นถึงขนาดนี้เชียวเหรอ อะไรทำนองนั้น


...อารมณ์ขันเกิดจาการที่เราถอยห่างออกมาหน่อย หรือไม่ก็อารมณ์ขันนี่แหละที่ช่วยให้เราถอยห่างจากปัญหาได้ มันมีหลายมุมนะ เป็นการหัวเราะกับปฏิกิริยาหรืออาการของตัวเองไม่ใช่หัวเราะความทุกข์นั้น ๆ เยอะ แต่พยายามอยู่ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างที่บอกว่าเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว เราพยายามสนุกด้วยกันให้มากที่สุด ความที่ต่างคนต่างทำงาน ตกเย็นถ้าใครชวนไปไหน เราจะพยายามไปด้วยกัน ดิฉันมีความรู้สึกว่าเขาอยากให้เราไปกับเขาด้วย เราก็อยากให้เขาไปกับเราด้วย”


...แต่ก็มีเรื่องเถียงกันทุกวันนะ เถียงเรื่องความคิด แล้วก็นำเอาความคิดที่ได้จากการเถียงนั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน เขาได้นำความคิดของดิฉันไปใช้ ในขณะเดียวกันดิฉันก็ได้ความคิดของเขาไปใช้ตั้งเยอะเหมือนกัน การเถียงของเรามันออกดอกออกผล


...นับเป็นความสนุกอีกแบบหนึ่งของชีวิตคู่ เพราะเขาเป็นคนคิดเก่ง ดิฉันก็เป็นคนชอบคิด จะคล้าย ๆ กันตรงนี้ กระนั้นเราก็ต่างกันในอีกหลาย ๆ แง่ คือเขาเป็นคนที่มองโลกแบบข้างนอกจะแอ็คชั่นเต็มไปหมด ดิฉันจะทำงานแบบข้างใน คือต้องใช้เรื่องของอารมณ์ความคิด เขาทำอะไรเปรี๊ยะ ๆ 20 อย่างแป๊บเดียวเสร็จ แต่ดิฉันต้องนั่งสัก 2 ชั่วโมงกว่าจะทำอะไรได้ นี่คือจุดต่าง


...ความต่างบางอย่างเปรียบเสมือนน้ำกับน้ำมันที่ผสมกันไม่ได้ก็มี แต่ว่าในความต่างนั้นมีอย่างอื่นที่มาทดแทนหรือมีความเหมือนบ้างไหม ความต่างนี่เป็นธรรมชาติของคนนะ จะให้เหมือนกันได้ยังไง แล้วเปลี่ยนได้ไหม ถ้าเปลี่ยนไม่ได้แล้วไปรู้ทำไม คือ รู้ได้ แต่ควรรับว่ามันก็เป็นอย่างนี้ มันทำให้เราทุกข์นัก

เหรอ


...ความแตกต่างบางอย่างของเขา ถึงเราจะรับแล้ว แต่ที่ยังทุกข์อยู่ อันนี้ปัญหาอยู่ที่ตัวเราแล้วล่ะ ทำไมเราถึงได้ทุกข์ มันเสียหายตรงไหนบ้าง เขาทำให้มันเสียหาย หรือว่าเรายึดติดว่าไอ้นี่ไม่ควรทำ นั่นหรือเปล่าที่ทำให้เราทุกข์ อันนี้ต้องชั่งน้ำหนักด้วยตัวเองไม่มีใครบอกได้ ที่ดิฉันรับได้อาจเป็นเพราะได้เปรียบที่อายุมาก ผ่านประสบการณ์ชีวิตและได้เห็นความทุกข์มาเยอะ จึงรู้สึกว่าการยอมรับมีค่ากว่าที่จะไปทุกข์ในเรื่องไร้สาระ”


แล้วคุณล่ะคะ เป็นทุกข์เพราะอะไร ลองหันไปมองใจตัวเองดูบ้างหรือยัง ไม่ช้าเกินไปหรอกค่ะถ้าคุณจะตัดสินใจสำรวจตัวเองในวันนี้ แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ลองทำตามข้อคิด ข้อเตือนในที่คุณหญิงฝากไว้ก่อนจบบทสนทนา กับ Proud ว่า...


“ถ้าเราแบกความสำคัญของตัวเองไว้มาก ก็ยากที่เราจะมีใจที่โปร่งเบา ใจที่โปร่งเบาก็คือการเปิดใจรับคนอื่นว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกัน ถ้าเรามัวยุ่งกับศักดิ์ศรีความสำคัญของตนเองก็จะวนอยู่แค่นั้น”


เป็นคำแนะนำที่ไม่ล้าสมัย... ใช้ได้ทุกจักหวะชีวิต คุณ ๆ เชื่อเช่นนั้นไหม


 

ศาสตร์แห่งวิชาตัวเบา


หนังสือเล่มเล็กมีสรรพคุณว่า “เคล็ดลับเพื่อทำชีวิตให้ง่ายและมีความสุข” หากคุณยังไม่ได้อ่าน แง่คิด

เล็กๆ น้อยๆ ที่ตัดทอนมาจากหนังสือของคุณหญิงต่อไปนี้ อาจจะช่วยให้คุณรู้จักปรับเปลี่ยนมุมมองของชีวิตเสียใหม่... แล้วคุณจะรู้ว่าการมีตัวเบาจิตใจโปร่งสบายให้อะไรกับคุณบ้าง


ข้อดีของขี้ลืม

ช่วยปัดเรื่องจุกจิกรกสมองให้หลุดร่วงไป ช่วยให้ความคิดโปร่ง ใจสบาย เพราะสมองที่แออัดด้วยเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็เหมือนห้องที่มีสิ่งสัพเพเหระเข้าไปเบียดเนื้อที่เก็บของมีค่า จะหยิบฉวยของดี ๆ มาใช้ก็จะไม่รวดเร็วว่องไว แต่ถ้าช่างจำแบบไม่เลือก นานเข้าก็จะกลายเป็นคนจู้จี้น่ารำคาญไปได้ง่าย ๆ


ยิ้มแบบดูโอ

การฝึกใจให้แย้มยิ้มแม้เพลี่ยงพล้ำ เป็นส่วนหนึ่งของ “การออกกำลังใจ” ที่สำคัญกับสุขภาพ

ไม่น้อยไปกว่า “การออกกำลังกาย” ถ้าเราคอยฝึกใจให้เรายิ้มอยู่เป็นนิจ ยิ้มนั้นจะฉายแววออกมาทางดวงตา ให้คนที่เข้าใกล้ได้รู้สึกอบอุ่น แล้วเราจะพบว่า โลกพร้อมที่จะยิ้มกับเรามากขึ้นเรื่อย ๆ


ความเหงาที่ไม่หงอย

ความเหงาอาจทำลายเรา หรือท้าทายสติปัญญาเรา ให้ค้นหาเส้นทางสู่ความสุขที่หนักแน่นมั่นคง

สู่หัวใจที่ไม่เหงา ขึ้นอยู่กับตัวเราเองมิใช่ใครอื่น


ชีวิตแวววับจากความสูญเสีย

ความตายของคนที่เรารักสอนชีวิตได้อย่างวิเศษสุด แค่ว่าใครจะรับส่วนไหนมาเจียระไนชีวิตแวววับ และกระจายความสุขให้เพื่อร่วมโลกได้แค่ไหนในช่วงที่ยังมีเวลาและลมหายใจ


ให้อภัย – ปลดโซ่จากใจ

การยกโทษไม่ยากนัก เพราะอยู่ที่ความคิด เหตุผล คำพูดและพฤติกรรมภายนอก แต่การอภัย

ยากเย็น เพราะอยู่ที่ความรู้สึกและวิธีคิดที่ฝังลึก ในมุมกลับ การให้อภัยจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายและ

เป็นธรรมชาติ เมื่อใดที่ใจสงบ ปล่อยวาง ไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง


ทำให้ใจรับความจริง

ซึ่งจะเรียกความมั่นคงของจิตใจกลับคืนมา ทำให้สามารถหันหลังให้อดีตมามองปัจจุบัน เพื่อจะได้ก้าวย่างไปบนเส้นทางอนาคตได้อย่างสง่างาม


เติม “ละ” ให้กับ “อาย”

ในเมื่อความอายนั้นเกี่ยวข้องกับภาพ แต่ความละอายมาจากคุณภาพทางใจ ความละอายจึงมีคุณค่าเหนือความอายอย่างมากมาย


 

จาก : คอลัมน์ beauty style, Proud Beauty and Healthy Magazine , November 2547.

ดู 10 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด

Comentários


bottom of page