top of page

ลบร่องความทุกข์

  • 14 พ.ค.
  • ยาว 1 นาที

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์


ป้าศรีขอชวนมาคุยกันเรื่องการลบร่องความทุกข์

เพื่อที่จะสร้างร่องให้ความสุขไหลเวียนในหัวใจเรา

รู้ๆ กันมานานแล้วว่า

นิสัยการคิดเชิงลบซ้ำๆ

ทำให้คนเรา ทุกข์ง่าย สุขยาก


งานวิจัยใหม่ๆ ด้านประสาทวิทยา (neuroscience) ยืนยันแล้วค่ะ

ว่า นิสัยคิดลบวนเวียน บั่นทอนระบบประสาทในสมองเรา

เพราะฉะนั้น มันจึงเพิ่มความเสี่ยงที่สมองเราจะเสื่อมในระยะยาว

ป้าศรีจะขอสรุปให้อ่านง่ายๆ นะคะ



“RNT” เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาและประสาทวิทยา

ที่ใช้เรียก”นิสัยการคิดลบแบบซ้ำๆ” หรือ “Repetitive Negative Thinking”

… ไม่ใช่แค่อารมณ์บูดนะคะ

แต่เป็นการคิดลบ ที่ติดเป็นนิสัย

เช่น…

- ครุ่นคิดถึงความผิดพลาด หรือการถูกกระทำในอดีต คิดแบบซ้ำแล้วซ้ำอีก

- คิดห่วง กังวล เกี่ยวกับอนาคต แบบวนไปวนมา ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อมูลอะไรใหม่

- คิดเชิงลบแบบเดิมๆ โดยที่ความคิดผุดขึ้นมาเอง ต่อยาว หยุดยาก

- ถึงจะรู้ว่า คิดแบบแย่ๆ ที่ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ออกจากวงจรนั้นไม่ได้


หลายๆงานวิจัยในผู้สูงอายุพบคล้าย ๆ กันว่า

- คนที่มีนิสัย RNT มักจะมีคะแนนทดสอบสมองต่ำกว่าควร

ทั้งในเรื่องความจำ การวางแผน การคิดยืดหยุ่น และคะแนนภาพรวม

- งานวิจัยที่ติดตามระยะยาวบางงาน พบว่า คนที่ RNT มาก

มีแนวโน้มที่ความจำจะเสื่อมเร็วกว่า

และมีการสะสมโปรตีนผิดปกติในสมอง (ที่เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์) มากกว่า


สรุปว่า “สมองเปลืองพลังกับการหมุนในวงจรเดิมๆ”

จนทรัพยากรทางสมองหมดไปกับการคิดลบ วนซ้ำแทน


ทำไมวงจรการคิดลบซ้ำซากถึงมีผลต่อสมอง?

กลไกที่นักวิจัยเสนอมี…

วงจรเชิงลบทำให้ระบบเครียดทำงานเรื้อรัง

ฮอร์โมนความเครียด (Stress Hormones) สูงนานๆ บ่อยๆ

มีผลกระทบซ้ำซากกับสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำ


ความคิดลบกินพื้นที่ “RAM” ของสมองส่วน working memory

ซึ่งเป็นส่วนของความจำระยะสั้น จึงคิดเรื่องอื่นได้ยากขึ้น ๆ

คนที่จมจ่อมอยู่กับโลกความคิด มัก ออกกำลังกายน้อยลง พบปะผู้คนน้อยลง

ทำอะไรมิอะไรที่กระตุ้นสมองน้อยลงๆ จนเกิด “หนี้ทางปัญญา (พร้อมดอกเบี้ย)”


ในสายพุทธ RNT คือ

”ปาปัญจ” – ความคิดวนที่ขยายเรื่องจากเล็ก ๆ ไปเป็นเรื่องใหญ่

“อนุสัย“ – นิสัยนอนเนื่องที่ผุดขึ้นเองเมื่อมีอะไรมากระทบ

ทุกครั้งที่จิตวนกับความคิดลบแบบเดิม ๆ

ก็เหมือนมันกำลังฝึกเดินในเส้นทางเดิม ๆ

เส้นทางนั้นในสมองก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ


เออ… แล้วเราจะเริ่มเปลี่ยนอย่างไรล่ะ

ป้าว่า ลองเริ่มกันตรงที่ เราจะทำได้จริงในชีวิตประจำวันดูซิ

เช่น…กลับมารู้สึกตัว มีสติเห็นทันว่า จิตกำลังเริ่มเข้าโหมดคิดวนแล้ว

ทำแค่นี้บ่อยๆ จะเห็นผล

เพราะแค่รู้ตัวว่า “อ้าว ฉันกำลังคิดซ้ำเรื่องเดิม” ก็ถือว่า ได้เริ่มตัดวิถีอัตโนมัติได้หนึ่งจุด

 พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันที่สัมผัสได้ หายใจลึกๆ แล้วผ่อนออกเบาๆ

 สังเกตการเคลื่อนไหวของร่างกาย ฟังเสียงรอบตัว

 ให้สมองกลับมารับ “ข้อมูลจริง”ในปัจจุบัน

  แทนที่จะหมุนกับ “เรื่องในหัว”

  พูดกับตัวเองอย่างเมตตา

  เปลี่ยนจาก “แย่มาก” มาเป็น “ฉันทุกข์ ขอให้ฉันค่อยๆพ้นจากทุกข์นี้”

  ความอ่อนโยนจะลดโหมดภัยคุกคามของระบบประสาทลง

 เติมกิจกรรมที่ใช้สมองด้านอื่น


เวลาจะเดินไปไหน ก็เดินให้เร็ว ๆ ขึ้นหน่อย กระฉับกระเฉงขึ้นนิด

ถ้าหยิบอะไรก็ลองไปรู้สึกที่นิ้ว ที่มือขณะที่กำลังที่กำลังหยิบ

เอาความรู้มาไว้ที่ความรู้สึกเกี่ยวกับน้ำหนัก ความเรียบ ความหยาบของพื้นผิวของของที่เรากำลังหยิบ กำลังถือ…มองเข้าไปถึงความรู้สึกที่ใจของตัวเอง ณ ขณะนั้น


อ่านอะไรใหม่ๆ หาทำงานอดิเรกทำ เช่นปลูกต้นไม้ แล้วคอยดูแลรดน้ำมัน

สังเกตการเติบโตของมัน

คุยกับคนที่ฟังเราได้


นี่คือการ “เส้นทางใหม่”

แทนที่จะเดินแต่ในเส้นทางความคิดเดิมลบๆ จนเป็นร่องรอยลึกขึ้นๆให้การไหลของความคิด

สารจากทั้ง neuroscience และพุทธศาสนา คือ: ทุกอย่างเป็นเหตุ เป็นปัจจัยต่อกัน


สภาพจิตปัจจุบัน จึงไม่ได้กระทบแค่วันนี้ แต่กำลังสร้าง

“รูปทรงของตนในอนาคต”

และ “คุณภาพชีวิตในวัยชรา”

ไปพร้อมกัน


ฉะนั้น เวลาว่าง หรืออยู่คนเดียว ถามตัวเองว่า ”ใจฉัน สมองฉัน กำลังซ้อมอะไรอยู่ ขุดร่องไหลให้ความเคยชินทางอะไรอยู่”


สงกรานต์เป็นวันชะล้างจิตใจ ให้การเริ่มต้นที่ดีๆใหม่งอกงามเติบโตได้ค่ะ

ด้ายความรัก

ป้าศรี

12.04.2569

สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะ

จาก FB: โต๊ะป้าศรี


ความคิดเห็น


Final Logo.png

ที่อยู่:
Bangkok Thailand

Email: 

ส่งข้อความหาเรา
แล้วเราจะติดต่อกลับในไม่ช้า

ขอบคุณสำหรับการติดต่อ

bottom of page