top of page

ยุคพลาสติก ยาย บ้านสำเหร่ และโรงเรียนราชินี

1946-1951 (พ.ศ.2489-2494)



หลังสงครามยุติลง คือช่วงเวลาของการฟื้นฟูและก้าวเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ ในขณะเดียวกันความขัดแย้งใหม่ๆ อันเนื่องการจัดระเบียบโลกใหม่และการปักปันเขตแดนปะทุขึ้น เหมือนเป็นคำตอบว่า ‘การทำสงครามเพื่อยุติสงคราม’ ไม่ได้นำโลกเข้าสู่สันติภาพดังคาดหมาย


ท่ามกลางความผันผวนนี้ ชีวิตในวัยประถมของเด็กหญิงจำนงศรีในเวลานั้น ดำเนินไปในสวนส้มโอริมคลองสำเหร่ และโลกในจิตนาการจากวรรณคดีที่คุณยายเล่าให้ฟัง แต่ละสังคม แต่ละบุคคล ต่างแสวงหา หนทางที่จะยืนหยัดและก้าวต่อไป ในโลกหลังสงครามที่เปลี่ยนแปลงไปใหญ่หลวงและส่งกระทบทุกด้าน

ของชีวิต


จุดเริ่มยุคพลาสติก


โฆษณากระดาษแก้ว บรรจุภัณฑ์ต้นแบบถุงพลาสติก จุดเริ่มของวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง


ไม่กี่วันก่อนการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ‘เพื่อยุติสงคราม’ เจ. ดับบลิว. แมคคอย (J. W. McCoy) รองประธาน บริษัทดูปองท์ (DuPont) สหรัฐอเมริกา ประกาศว่า ทางบริษัทจะปรับการผลิต จากการผลิตเพื่อกองทัพ

สู่การผลิตสินค้าอุปโภค โดยคาดการณ์ว่าหลังสงคราม ความต้องการสินค้าจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีช่องว่างอีกมากในการเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค ทั้งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ ของคน ในสังคมให้สะดวกสบายกว่าเดิม


‘พลาสติก’ วัสดุใหม่ราคาไม่แพง ด้วยเป็นของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทั้งมีคุณสมบัติความยืดหยุ่นมากกว่าเหล็กและไม้ สามารถหลอมได้หลากรูปร่าง จึงเป็นคำตอบสมบูรณ์แบบสำหรับตลาดที่ขยายตัวไม่สิ้นสุด ดังนั้นหลังสงครามดูปองท์ซึ่งเป็นผู้ผลิตยุทธภัณฑ์จากพลาสติกให้กองทัพ อาทิ ฉนวนหุ้มสายไฟ ถ้วยชามตกไม่แตก รวมถึงหน้ากากกันแก๊สพิษ หันมาผลิตสินค้าในครัวเรือน เริ่มจาก แก้วน้ำพลาสติก ในปี 1948


นับจากนั้นผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบ ออกสู่ท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ถังขยะ

ขวดบีบ ฮูลาฮูป และอื่นๆ นับพันชนิด รวมถึงกล่องบรรจุอาหารปิดสนิทจากทัพเพอร์แวร์ ที่ออกสู่ตลาด

ในปี 1948 เช่นกัน


เอิร์ล ทัปเปอร์ นักเคมีผู้สร้างผลิตภัณฑ์ทัปเปอร์แวร์


นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มที่ดำเนินไปในทศวรรษต่อๆ มา เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้านทั่วโลก

เปลี่ยนจากวัสดุธรรมชาติหลากหลายเป็นพลาสติกที่ราคาถูก หาซื้อสะดวก ทนต่อความเลอะเทอะ

และเช็ดทำความะอาดได้ง่าย (กระทั่งพลาสติกครองโลก มีการประมาณการว่า นับจากทศวรรษที่ 1940 ถึงปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์พลาสติกออกมาถึง 9 พันล้านตัน และทั้งหมดยังคงกองอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ได้หายไปไหน..) พลาสติกทำให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้น เช่นเดียวกับสินค้าใหม่ๆ รวมถึงเครื่องทุ่นแรงต่างๆ ที่ทะยอยออกสู่ท้องตลาด


เนื่องจากอเมริกาเป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญของโลกเขตเดียวที่ไม่อยู่ในพื้นที่สงคราม กองทัพสินค้า

ติดตราเมดอินยูเอสเอหลั่งไหลออกไปทั่วโลก ภายในปี 1945 สหรัฐเป็นผู้ผลิตสินค้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง

ของสินค้าทั่วโลก กล่าวได้ว่า สหรัฐอเมริกากำลังนำโลกเข้าสู่ยุคใหม่


เขตแดนใหม่และการอพยพ


สภาพข้างทางใจกลางกรุงเบอร์ลิน หลังสิ้นสุดสงคราม (3 กรกฎาคม 1945)

ภาพ: No 5 Army Film & Photographic Unit, Wilkes A (Sergeant) https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=640213


“ฉันไม่เคยเห็นความพินาศย่อยยับเช่นนี้มาก่อนเลย!” แฮร์รี ทรูแมน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเอ่ยขึ้นขณะนั่งรถไปเบอร์ลิน ในเดือนมิถุนายน ปี 1945 (พ.ศ. 2488) หลังสงครามเมืองใหญ่เกือบทั้งหมดของยุโรปรกร้างด้วยซากปรักหักพัง ถนนเป็นหลุมบ่อ สะพานพัง ทางน้ำขัง ฯลฯ ริมถนนคือ ผู้รอดชีวิตร่างกายผอมแห้ง ประเมินว่ามีจำนวนราว 45,000,000 คน และมีคนราว 25,000,000 คน ไม่มีที่อยู่อาศัย

จำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับการประมาณการไว้ที่ 50-80 ล้านคน ทั้งนี้นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับตัวเลขที่ 60 ล้านคน ในจำนวนนี้มีชาวยิว 6 ล้านคน ที่ถูกสังหารในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีเยอรมันซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อสงคราม



หญิงชาวเยอรมันซักผ้าข้าก็อกน้ำริมถนนในเบอร์ลิน 3 กรกฎาคม 1945

ภาพ: No 5 Army Film & Photographic Unit, Wilkes A (Sergeant)Post-Work: User:W.wolny https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=640232


ดังนั้น เพื่อควบคุมไม่ให้เยอรมันก่อสงครามใหม่ในอนาคต ฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินใจแยกเยอรมนีออกเป็น 4 เขตยึดครอง ภายใต้การควบคุมของ อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา และรัสเซีย ทั้งได้กำหนดให้ปรับพรมแดนใหม่ เนื่องจากช่วงก่อนสงคราม เยอรมนีอ้างสิทธิในการควบคุมดินแดนใดๆ ที่มีประชากรชาวเยอรมันอยู่

และในช่วงสงครามชาวเยอรมันเข้าไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่เข้ายึดครอง โดยเฉพาะทางยุโรปตะวันออก


ฝ่ายสัมพันธมิตรเห็นว่ารัฐที่เป็นเนื้อเดียวกันทางชาติพันธุ์ จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามในอนาคต และประเทศที่เผชิญกับความโหดร้ายของนาซีในช่วงสงคราม ไม่ต้องการให้ชาวเยอรมันอยู่ในพรมแดนของตนอีกต่อไป ส่งผลให้ชาวเยอรมันกว่า 12 ล้านคนต้องอพยพออกจากพื้นที่เหล่านั้น


ในขณะเดียวกัน ชาวยิวบางส่วนอพยพไปตะวันออกกลาง และจัดตั้งประเทศอิสราเอลขึ้น ในดินแดนแห่ง

พันธะสัญญาตามความเชื่อทางศาสนา ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกรวมถึงรัสเซีย

เพื่อให้ชาวยิวมีบ้าน แต่พื้นที่บริเวณนั้นเป็นบ้านของชาวอาหรับ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งต่อเนื่อง

มาจนถึงเวลานี้


การปักปันเขตแดนประเทศใหม่ ตลอดจนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางศาสนาและการเมือง ทำให้ไม่เพียงชาวเยอรมันและชาวยิวที่ต้องอพยพโยกย้าย ผู้คนทั่วโลกทั้งในยุโรป เอเชีย แอฟริกา

พากันอพยพเพื่อแสวงหาโอกาสในดินแดนใหม่ เช่น อเมริกาและออสเตรเลีย เรียกได้ว่า กว่าคนทั่วโลก

จะลงหลักปักฐานใหม่ก็เข้าสู่ทศวรรษ 1950


คู่ขัดแย้งใหม่


ยุโรปไม่ใช่ศูนย์กลางอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือชนะ ต่างตกอยู่ใน

สภาพบอบช้ำ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตซึ่งเสียหายน้อยกว่า ตลอดจนเป็นผู้นำในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจและกลายเป็นคู่ขัดแย้งใหม่ เนื่องจากความแตกต่างของอุดมการทางการเมือง


ทั้งนี้หลังสงครามยุติ ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าปลดอาวุธฝ่ายอักษะและยึดครองดินแดนที่แพ้สงคราม โดย

สตาลิน ผู้นำรัสเซีย ขอควบคุมประเทศในเขตยุโรปตะวันออกตั้งแต่ชายฝั่งทะเลบอลติกจนถึงชายฝั่งทะเลเอเจียน ยกเว้นยูโกสลาเวียซึ่งผู้นำคือนายพลตีโต้สามารถปลดอาวุธทหารเยอรมนีด้วยตนเอง และอัลบาเนียซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่ได้รับความช่วยเหลือจากจีน คงเหลือพื้นที่ยึดครองของสหภาพโซเวียต 6 ประเทศ คือ โปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย ฮังการี โรมาเนีย บัลแกเรีย และเยอรมันตะวันออก

ส่วนในเอเชียโซเวียตขอเข้าควบคุมคาบสมุทรเกาหลีร่วมกับอเมริกา


ต่อมาฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก คือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ วางเป้าหมายถอนตัวจากการยึดครองเยอรมันและเปิดให้มีการเลือกตั้ง เพื่อปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย รัสเซียปฏิเสธข้อเสนอนี้ส่งผลให้เยอรมันต้องแยกออกเป็นสองประเทศ โดยดินแดนในเขตยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตรทั้งสามรวมตัวกันเป็น เยอรมันตะวันตก ส่วนรัสเซียจัดตั้งเขตยึดครองของตนเองเป็นเยอรมันตะวันออก

และแต่งตั้งรัฐบาลขึ้นปกครองตามระบอบคอมมิวนิสต์ เบอร์ลินเมืองหลวงเดิมซึ่งอยู่ในเขตควบคุมของโซเวียต ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนตะวันออกเป็นของเยอรมันตะวันออกและฝั่งตะวันตกที่ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเบอร์ลินในเวลาต่อมา เป็นของเยอรมันตะวันตก


การแบ่งแยกเยอรมัน สะท้อนความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยลงของพันธมิตรตะวันตกและโซเวียต แม้หลังสงครามได้มีความพยายามป้องกันการเกิดสงคราม ด้วยการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ ในเดือนตุลาคม 1945 (พ.ศ. 2488) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และป้องกันความขัดแย้ง โดยมหาอำนาจทั้ง 5 คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และจีน เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง


สหภาพโซเวียตภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของสตาลิน ปฏิเสธลัทธิทุนนิยม ปิดตัวจากความร่วมมือ

ทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม มองแนวคิดแบบทุนนิยมตะวันตกเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจและอุดมการมาร์กซิส สนับสนุนให้ประเทศในเขตยึดครองทั้ง 6 ประเทศปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์


แฮรี ทรูแมนและวินสตัน เชอร์ชิลขณะเยือนสหรัฐอเมริกา


ส่งผลให้สถานการณ์ในยุโรปเป็นดังที่ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ กล่าวขณะไปเยือนสหรัฐอเมริกาว่า “ม่านเหล็กได้เคลื่อนลงมาครอบคลุมยุโรป”


สงครามเย็น


สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยการประกาศหลักการทรูแมน (Truman ’s

Doctrine) ในเดือนมีนาคม 1947 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า สหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่าง ๆ

เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตย ให้พ้นจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งภายนอกและภายในประเทศ


ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เพื่อเป็นการตอบโต้ สหภาพโซเวียตได้จัดตั้ง สำนักข่าวสารคอมมิวนิสต์

(Cominform) ขึ้น ทำหน้าที่เผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์และเป็นเครื่องมือป้องกันมิให้โลกเสรีเข้าแทรกแซง

ยุโรปตะวันออก


ถือเป็นจุดเริ่มต้นสงครามเย็น ระหว่างสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตย กับโซเวียตผู้นำโลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ รวมไปถึงพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย และต่างฝ่ายต่างๆ เริ่มสร้างเขตอิทธิพลของตน นำไปสู่ความขัดแย้งและสงคราม ในหลายส่วนของโลก


ในขณะเดียวกันประเทศอาณานิคมทั่วโลกเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช และรัสเซียมีเป้าหมายขยายอิทธิพลเข้าไปยังประเทศเกิดใหม่เหล่านั้น ส่งผลให้ความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์แผ่ขยายออกไปในโลกเสรี


สหรัฐฯ แผ่อิทธิพล


ในฐานะผู้ปิดฉากสงคราม ด้วย 'สงครามเพื่อยุติสงคราม' ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาต้องเปลี่ยนนโยบาย

ต่างประเทศ จากการถือลัทธิโดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองนอกประเทศ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการปกป้องโลกเสรี ภายใต้ความเชื่อที่ว่า อเมริกามีอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารเข้มแข็งพอที่จะรักษา สันติภาพของโลก ถ่วงดุลอำนาจกับสหภาพโซเวียต


จากหลักการทรูแมน สหรัฐเริ่มต้นแผนการฟื้นฟูยุโรป (European Recovery Program) หรือ Marshall

Plan ตามชื่อ จอร์จ มาแซล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ผู้เสนอให้สหรัฐเข้าไปสร้างยุโรปขึ้นใหม่ “เพื่อช่วยเหลือให้เศรษฐกิจกลับคืนมาเป็นปกติ ไม่เช่นนั้น ก็จะไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และไม่มีสันติภาพ อย่างแน่นอน”


ในเวลาเดียวกันสหภาพโซเวียตก็ให้ความช่วยเหลือระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ในนาม สภาความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ (Council for Mutual Economics Assistance:COMECON)


ในปี 1949 สหรัฐอเมริกาและแคนาดาร่วมกับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกอีก 10 ประเทศ จัดตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) โดยมีเป้าหมาย ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในกรณีสมาชิกถูกโจมตี ต่อมาในปี 1955 เพื่อเป็นการตอบโต้ สหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ได้จัดตั้งกลุ่มกติกาสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) อันเป็นช่องทางให้สหภาพโซเวียตสามารถมีกองกำลังในประเทศสมาชิกได้


นอกจากในยุโรป การแข่งขันสร้างอิทธิพลของสองอภิมหาอำนาจ ขยายไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก นำไปสู่ความขัดแย้ง การก่อการร้าย และสงครามหลากหลายรูปแบบในทุกทวีป เช่น สงครามเกาหลี ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับในตะวันออกกลาง การก่อการร้ายในรูปแบบกองโจรของกลุ่มคอมมิวนิสต์ในอเมริกาใต้ และ สงครามเวียดนาม เป็นต้น


สิ้นสุดยุคอาณานิคม


เมื่อสงครามสิ้นสุดลง กระแสเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพจากกลุ่มประเทศอาณานิคมเกิดขึ้นทั่วโลก

หลายกรณีการถ่ายโอนอำนาจเป็นไปโดยราบรื่น ในขณะที่บางพื้นที่เจ้าอาณานิคมเดิมพยายามรักษาอำนาจอิทธิพลของตนเองไว้


ในเวลาเดียวกันหลายประเทศมีความขัดแย้งภายใน และเผชิญกับการแทรกแซงของอภิมหาอำนาจที่กำลังทำสงครามเย็น โดยค่ายคอมมิวนิสต์ก็วางเป้าหมายที่จะปลดปล่อยประเทศเกิดใหม่ทั่วโลก


ในเอเชีย ปี 1947 อินเดียภายใต้การนำของ มหาตมะ คานธี ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเอกราช

จากอังกฤษ แต่อนุทวีปแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศคือ อินเดียที่ก่อตั้งขึ้นจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของชาวฮินดูในบริติชอินเดีย และปากีสถานก่อตั้งขึ้นจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของชาวมุสลิม การแบ่งประเทศนำไปสู่การจราจลระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม กล่าวกันว่าประชาชน 14 ล้านคนต้องพลัดถิ่น และมีการประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิต ราว 200,000 ถึง 600,000 คน


ในขณะที่สหรัฐอเมริกาชักชวนประเทศปากีสถานให้เป็นสมาชิกองค์การซีโต้ เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ 

สหภาพโซเวียตก็พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปในอินเดีย  ด้วยการช่วยเหลือด้านเงินกู้และอื่นๆ


ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่น ประเทศเจ้าอาณานิคม เผชิญการต่อต้านจากกองกำลังชาตินิยมในทุกพื้นที่ อังกฤษต่อสู้กับกองโจรคอมมิวนิสต์ในมาลายาได้สำเร็จ ในขณะที่ฝรั่งเศสต้องทำสงครามยืดเยื้อและไม่สามารถเอาชนะเวียดมินห์ในอินโดจีนฝรั่งเศส ส่วนเนเธอแลนด์ก็ล้มเหลวในการปราบกลุ่มชาตินิยมอินโดนีเซีย และต้องให้เอกราชในปี 1949 ทางด้านสหรัฐอเมริกาการถ่ายโอนอำนาจในฟิลิปปินส์เป็นไปอย่างสงบ ในปี 1946


ปฏิวัติจีน สงครามเกาหลี และแรงต้านในอินโดจีน


เหมาเจ๋อตงและเจียงไคเช็คฉลองชัยชนะเหนือญี่ปุ่น เป็นความร่วมมือก่อนก่อสงครามกลางเมือง


หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง สงครามกลางเมืองระหว่างจีนคณะชาติภายใต้การนำของเขียงไคเช็คกับจีนคอมมิวนิสต์ ของ เมาเจ๋อตงประทุขึ้นอีกครั้ง สหรัฐฯให้ความช่วยเหลือกลุ่มชาตินิยมของเจียง โดยหวังป้องกันการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ แต่เกิดปัญหาการทุจริตเงินเช่วยเหลือและการลักลอบขายอาวุธจำนวนมากของสหรัฐฯ ให้กับศัตรู


ปลายปี 1947 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ยึดเทียนสิน และยึดปักกิ่งในเดือนมกราคม 1949 ตามด้วยการเปิดการรุกทางใต้ และในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน สหรัฐยุติความช่วยเหลือทั้งหมดแก่กลุ่มจีนคณะชาติ โดยสรุปว่า “ผลอันเลวร้ายของสงครามกลางเมืองในจีนนั้น อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ”


เหมาเจ๋อตงประกาศการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 1 ตุลาคม 1949

ภาพโดย Orihara1 ,จาก https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=36210407


จีนคณะชาติหนีไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ที่เกาะฟอร์โมซา (ไต้หวัน) ขณะที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ประกาศตั้ง

สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการที่ปักกิ่ง ในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 (พ.ศ. 2492) ถือเป็นการเสียดุลยภาพครั้งสำคัญของโลกเสรี และนับจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอยู่ในภาวะตึงเครียด


ปีต่อมา สงครามเกาหลีก็เริ่มขึ้น เมื่อเกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้ ในปี 1950 (พ.ศ. 2493) เพื่อรวมประเทศ

และขจัดอิทธิพลตะวันตก ทั้งนี้เดิมเกาหลีอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรประกาศให้เกาหลีเป็นเอกราช และแบ่งคาบสมุทรนี้ออกเป็นสองเขตยึดครองโดยเหนือเส้นขนานที่ 38 เป็นเขตยึดครองของโซเวียต


ส่วนด้านใต้เป็นเขตยึดครองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อมาในวันที่ 15 สิงหาคม1948 ได้จัดตั้งเป็น “สาธารณรัฐเกาหลี” (เกาหลีใต้) เดือนต่อมา วันที่ 9 กันยายน สหภาพโซเวียตจึงจัดตั้งเขตยึดครองของตนเป็นประเทศ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี” จัดการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์


สงครามเกาหลี 15 กันยายน 1950 ทหารอเมริกันขึ้นฝั่งที่อ่าวอินชอน เกาหลีใต้ หนึ่งวันก่อนเกิดยุทธการอินชอน

ภาพ โดย US Navy - http://www.cnbg2.surfor.navy.mil/Site%20Pages/History.aspxFile:Invasion of Inchon, Korea. https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=72673


นับแต่นั้นมา เกาหลีแยกเป็น 2 ประเทศ โดยมีเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่งดินแดน แต่ความต้องการ

รวมประเทศยังคงมีอยู่ วันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1950 กองทัพเกาหลีเหนือเคลื่อนผ่านเส้นขนานที่ 38

มายังเกาหลีใต้ สงครามเกาหลีเริ่มต้นขึ้น และดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานถึง 4 ปี (ค.ศ. 1950 –

1953) โดยเกาหลีใต้ได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังสหประชาชาติ ในขณะที่เกาหลีเหนือได้รับการ

สนับสนุนจากโซเวียต รวมถึงจีน ที่ไม่ต้องการให้สหรัฐขยายอำนาจเข้ามาถึงดินแดนของตน


จีนซึ่งเป็นพันธมิตรโซเวียตประกาศโดยเปิดเผยว่า จะสนับสนุนสงครามต่อต้านสหรัฐและสงครามปลดปล่อยในประเทศเกิดใหม่ทั่วโลก รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ในเวลานั้นสหรัฐอเมริกามีญี่ปุ่นเป็นกำลังสำคัญของโลกเสรีในเอเชีย ลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น ที่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ มาตรฐานทางสังคมในระดับสูง

อันเป็นผลงานของสหรัฐอเมริกาที่เข้าควบคุมและพยายามให้ญี่ปุ่นยกเลิกการเป็นประเทศเผด็จการทหาร

ยกเลิกกระทรวงทางทหาร มีเพียงกรมตำรวจ รวมทั้งจำกัดงบประมาณในการป้องกันประเทศ โดยสหรัฐ

เซ็นสัญญาทำหน้าที่ป้องกันประเทศให้ญี่ปุ่น และคงทหารอเมริกันไว้ในญี่ปุ่น รวมทั้งตั้งฐานทัพ

ของสหรัฐฯไว้ในแปซิฟิก


ญี่ปุ่นจึงพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นเมื่อสหรัฐถอนตัวออกจากญี่ปุ่นในปี 1952 ญี่ปุ่น

สามารถพัฒนาประเทศให้มีเสถียรภาพทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และเป็นกำลังสำคัญของโลกเสรี

ในทวีปเอเชีย


เมดอินยูเอสเอ



ฝาครอบดุมล้อ Ford Model T ติดตรา Made in U.S.A

ภาพ Infrogmation of New Orleans - originally posted to Flickr as Ford Hubcap Made in USA, CC BY 2.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=10728265


ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เล่าถึงสินค้าเมดอินยูเอสเอไว้ว่า “ผมรู้ความเมื่อสิ้นสงครามโลก พอดีกับที่อเมริกัน

กลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แม้กองทัพอเมริกันไม่ได้เข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเมืองไทย

แต่ก็คงฝาก ขนมนมเนยและของเล่นเด็กมากับทหารอังกฤษที่ต้องเข้ามาปลดอาวุธญี่ปุ่นด้วย เพื่อให้อังกฤษสามารถปฏิบัติการทางจิตวิทยาได้ผลดี จิตวิทยาอังกฤษเป็นผลให้สิ่งเหล่านั้น กลายเป็นสินค้าในตลาดที่กำลังหิวโหยของไทยพอดี ผมได้ของเล่นอเมริกันที่พ่อซื้อให้อยู่สองสามชิ้น ประทับใจมาตั้งแต่นั้นว่า อะไรที่มีตราว่า Made in U.S.A.แล้วล่ะก็ ทนชิบเป๋งเลย เล่นแรงอย่างไรก็ไม่เสีย ความประทับใจอย่างนั้นยังอยู่สืบมาจนทุกวันนี้ แม้ไม่มีสินค้าอเมริกันอะไรเหลืออยู่ในตลาดแล้ว ที่ยัง Made in U.S.A. อยู่”


หลังสงคราม การผลิตสินค้าของสหรัฐอเมริกาเพิ่มในอัตราเร่ง คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั่วโลก

และเป็นผู้ส่งออกสินค้ามากกว่า 1 ใน 3ของการส่งออกของโลก อีกทั้งสหรัฐฯ ถือครอง 2 ใน 3

ของทองคำสำรอง ส่งผลให้ดอลล่าร์เป็นค่าเงินทีทรงอำนาจสูงสุด กลายเป็นสกุลเงินสำรองใหม่สำหรับการค้า สหรัฐฯก้าวจากประเทศในระดับกลางขึ้นเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางศรษฐกิจของโลก


ด้วยเหตุนี้ การช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศที่เสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นใหม่ ตลอดจนการช่วยเหลือ

ทางเศรษฐกิจและการทหาร เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ในอีกด้านหนึ่งจึงเป็นทั้งการขยายตลาดสินค้าส่งออกของสหรัฐ และการนำเข้าวัตถุดิบ ตอบสนองการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศและตลาดส่งออก


ความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจที่ตามมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวัน

ของชาวอเมริกันเท่านั้น แต่สินค้าเมดอินยูเอสเอที่กระจายไปทั่วโลก ยังเป็นการส่งออก 'วัฒนธรรมประชานิยมของอเมริกัน (American Pop Culture)' สร้างให้สหรัฐอเมริกาไม่เพียงเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมในทุกภูมิภาคของโลก ที่ล้วนต้องการสินค้าผลิตในอเมริกา ตั้งแต่ของกินของใช้ ไปจนถึง ภาพยนตร์ ดนตรี รวมทั้ง แฟชั่น


ความเคลื่อนไหวทางสังคมและศิลปะ


ชัยชนะของฝ่ายเสรีประชาธิปไตยเหนือฝ่ายชาตินิยมฟาสซิสต์ ทำให้บรรยากาศของเสรีภาพกระจายไปทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในหลากหลายกลุ่ม อาทิ ชนกลุ่มน้อย ชาวผิวสี ผู้หญิง แรงงาน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม สงครามเย็นทำให้เกิดความหวาดระแวงในสังคม และนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้า รวมถึงฝ่ายสังคมนิยม ในหลายประเทศทั่วทุกภูมิภาคของโลก


ในระหว่างสงคราม ผลงานศิลปะล้ำค่าจำนวนมากในยุโรป ถูกกลุ่มนาซีเยอรมันที่เข้ายึดครอง ลักลอบ

นำออกไปขาย และเก็บชิ้นงานที่มองเห็นศักยภาพการขายในอนาคตไว้ ส่วนชิ้นงานที่ถูกตีตราว่า

ไร้ประโยชน์ เกี่ยวข้องกับยิว หรือมีความแตกต่างด้านอุดมการณ์ ถูกทำลายทิ้ง รวมถึงผลงานของ Pablo

Picasso, Max Ernst, Joan Miro, Salvador Dali ฯลฯ


นับจากปลายทศวรรษที่ 1930 ถึงต้นทศวรรษที่ 1940 คนทำงานศิลปะในทุกวงการ ทั้งจิตรกร นักดนตรี

ผู้คนในวงการภาพยนตร์ ฯลฯ พากันอพยพมายังสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบรรยากาศของเสรีภาพในการสร้างสรรค์มากกว่า วงการศิลปะอเมริกาช่วงเวลานั้น ให้ความสำคัญกับการแสดงความเป็นจริงทางสังคม (Social Realistic) ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษที่ 1930


แต่เมื่อสังคมอเมริกัน เปลี่ยนสู่ยุคความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจหลังสงคราม ความสนใจในงานศิลปะที่รณรงค์ต่อต้านความยากจนก็ลดน้อยลง ศิลปินเริ่มเปลี่ยนจากการมองออกไปภายนอก เป็นการมองย้อนกลับเข้าไปในตัวเอง หันมาทำงานศิลปะเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกภายใน และเป็นที่มาของศิลปะแบบ Abstract Expressionism ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบเหนือจริง (Surrealists) จากยุโรป อาทิเช่น ผลงานของ Jackson Pollock, Mark Rothko, Hans Hofmann ฯลฯ



ภาพ The She Wolf, 1943 ของ Jackson Pollock



นับเป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะ ในระดับนานาชาติครั้งแรกของอเมริกา ส่งผลให้นิวยอร์คก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางศิลปะสมัยใหม่ แทนที่ปารีส


Abstract Expressionism เน้นความสดใหม่ สร้างสรรค์ ไม่ยึดติดกับรูปแบบความเป็นจริง ที่สำคัญศิลปินกลุ่มนี้สนใจในคุณค่าทางสุนทรียะมากกว่าอุดมการทางการเมือง สอดคล้องกับฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องการเน้นถึงเสรีภาพ และวิตกกับการแพร่ของลัทธิคอมมิวนิสต์


เก้าอี้ไม้อัดของCharles&Ray Eames 1945-1946


ด้านโลกของสถาปัตยกรรมและการออกแบบก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ด้วยวัสดุใหม่อันน่าทึ่ง และการพัฒนา

ทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม เช่น การขึ้นรูปไม้อัดของ นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ Charles&Ray

Eames ของใช้และเฟอร์นิเจอร์ผลิตจากพลาสติกและอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา ได้รับการนำไปใช้ผลิตตั้งแต่ เครื่องเขย่าค็อกเทล เครื่องพิมพ์ดีด ไปจนถึงรถแข่ง


หนังสือ หนัง และกระโปรงนิวลุค


ในแวดวงวรรณกรรมมีการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายๆ กัน นักเขียนขยับจากประเด็นทางการเมือง เป็นการ

ค้นหาลึกลงในในตัวเองและจิตใจของมนุษย์ ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีเสรีภาพในการเลือก และต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เลือก แนวคิดนี้มีต้นธารจากฝรั่งเศส เช่น ผลงานบทละครเรื่อง No Exit(1944) ของ Jean-Paul Sartre


กระแสย้อนกลับมาสำรวจภาวะภายในของมนุษย์ครอบคลุมถึงฮอลลีวูด 'ฟิล์มนัวร์' ภาพยนตร์

สะท้อนด้านมืดของมนุษย์ คือความโดดเด่นของฮอลลีวูดในทศวรรษนี้ ต่อเนื่องไปถึงทศวรรษที่ 1960 มีผลงานเด่นๆ อาทิ Citizen Kane (1941) ของ จอร์จ ออร์สัน เวลส์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ และเป็นหนึ่งในหนังคลาสสิคของโลกภาพยนตร์ The Third Man (1949) ของผู้กำกับชาวอังกฤษคาโรล รีด Double Indemnity (1944) ของบิลลี ไวลเดอร์ เป็นต้น


ช่วงทศวรรษที่ 1940 เป็นยุคที่ฮอลลีวูดผลิตผลงานชั้นดีออกมาจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากการอพยพเข้ามาของผู้คนในแวดวงบันเทิงยุโรป ทั้งนักเขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดง ส่งอิทธิพลต่อพัฒนาการของภาพยนตร์ตลอดจนการแสดงในยุคนี้ เช่น อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก เจ้าพ่อหนังระทึกขวัญชาวอังกฤษ เดวิด ลีน

ผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่ผลงานในทศวรรษนี้ของเขา Brief Encounter (1946) ถือเป็นหนังโรแมนติกตลอดกาล หนังเล่าถึงช่วงเวลาสั้นๆ ที่แม่บ้านคนหนึ่งพบกับนายแพทย์หนุ่มที่สถานีรถไฟ


แม้เทคนิคภาพยนตร์สีเริ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยุคสงครามทำให้หนังส่วนใหญ่ในทศวรรษนี้

เป็นหนังขาวดำเพื่อประหยัดต้นทุน รวมถึงมีการสร้างหนังต้นทุนต่ำที่เรียกว่า หนังเกรดบี ใช้นักแสดงที่มีชื่อเสียงรองลงมา


หนังแนวสัจจะนิยมสะท้อนความเป็นจริงของสังคม ยังได้รับการสานต่อจากทศวรรษที่ผ่านมา โดยพัฒนาจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ สู่ชีวิตช่วงสงครามและหลังสงคราม เช่น The Best Years of Our Lives (1946) ของวิลเลียม วายเลอร์ เล่าถึงการปรับตัวเข้าสู่ชีวิตพลเรือนของทหารอาสาอเมริกัน (G.I.) หลังสงคราม

Gentleman Agreement (1947) ของ เอเลีย คาซาน ที่พูดถึงกระแสต่อต้านยิวในอเมริกา และหนังส่งเสริมกำลังใจและความอบอุ่นในครอบครัว เพื่อต่อสู้ชีวิตหลังสงคราม It's a Wonderful Life (1946) ของ แฟรงก์ คาปรา ที่ยังเป็นหนึ่งในหนังยอดนิยมช่วงคริสตมาสต์จนถึงทุกวันนี้


ในขณะเดียวกันก็มีภาพยนตร์แนวหลีกหนีความจริงเน้นความบันเทิง ตอบสนองความต้องการผ่อนคลาย

หลังสงครามผ่านพ้นไป เช่น หนังชุด มัมมี่ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ และ ทาซาน เป็นต้น ทั้งเป็นช่วงที่ตัวการ์ตูน

ชื่อดังเริ่มออกสู่โลกภาพยนตร์ ทั้ง บักส์ บันนี ทอมกับเจอรี วูดดี วูดเพ็กเกอร์ และผีน้อยแคสเปอร์

ส่วนดิสนีย์ประสบความสำเร็จกับพีน็อคคิโอ


La Belle et La Bete (Beauty and the Beast) (1946) https://www.imdb.com/title/tt0038348/mediaviewer/rm519614976/


ทางฝั่งยุโรป แม้จะตกอยู่ในภาวะยากลำบาก แต่ยังมีภาพยนตร์ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของศิลปะการทำหนังแบบยุโรป อาทิเช่น ผลงานแนวแฟนตาซีเหนือจริง ของ ฌอง ก็อกโต พหุศิลปินชาวฝรั่งเศส เรื่อง La Belle et La Bete (Beauty and the Beast) (1946) ที่เป็นการตีความนิทานพื้นบ้านของฝรั่งเศสขึ้นใหม่อย่างมีเอกลักษณ์ รวมถึงภาพยนตร์สะท้อนความเป็นจริงของสังคม แนวนีโอเรียลลิสต์ของอิตาลี ในยุคประเทศบอบช้ำและตกต่ำจากระบบฟาสซิสต์และสงคราม อาทิ Paisan (1946) Stromboli (1950)

ของ โรแบร์โต รอสเซลลินี Bicycle Thieves โดย วิตตอรีโอ เด ซีกา เป็นต้น


อย่างไรก็ดี ในท้ายทศวรรษ พลังสร้างสรรค์ของฮอลลีวูดถูกท้าทายด้วยลัทธิล่าคอมมิวนิสต์ ที่มีวุฒิสมาชิก

โจเซฟ แม็คคาร์ธี แห่งพรรครีพับลิกัน เป็นแกนนำสำคัญ มีการตั้งข้อกล่าวหา ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์

หรือเป็นสายลับของโซเวียต กับบุคคลในวงการต่าง ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ นักการทูต นักเขียน ทหาร

รวมไปถึงคนในฮอลลีวูด ซึ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าสื่อภาพยนตร์ สามารถชี้นำมวลชนได้

โดยการซ่อนเร้นสารเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ อันจะเป็นการล้างสมองคนอเมริกันให้สนับสนุนสหภาพ

โซเวียต คนบันเทิงกว่า 300 คน ทั้งผู้เขียนบท ผู้กำกับ ดารา ถูกสอบสวนและตั้งข้อหา อาทิ เช่น ออร์สัน เวลส์, ชาลี เชปปลิน, ดัลตัน ทรัมโบ, เกรกอรี เพก, อาร์เธอร์ มิลเลอร์ ฯลฯ ส่งผลให้หลายคนสูญเสียอาชีพ ต้องยุติการทำงาน และบางกรณีถูกคุมขัง


อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเทียบไม่ได้กับข้อเท็จจริงที่ว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดคือ เครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุด ในการเผยแพร่วัฒนธรรมประชานิยม(Pop Culture) ของโลกทุนนิยมเสรี จนกระทั่งทุกวันนี้


กระโปรงนิวลุคของดิออร์


อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงหลังสงครามที่มีสีสันและส่งผลไปทุกภูมิภาคของโลก ก็น่าจะเป็น ‘กระโปรงนิวลุค’ ของ คริสเตียน ดิออร์ ที่เป็นเครื่องยืนยันว่ายุโรปหรือปารีสยังคงครองตำแหน่งผู้นำของโลกแฟชั่น และประกาศการสิ้นสุดยุคอับเฉาของแฟชั่นในช่วงสงคราม ด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือยของกระโปรงที่ใช้ผ้า

จำนวนมหาศาล และรูปแบบการตัดเย็บที่เน้นความเป็นผู้หญิง แทนที่ความกระฉับกระเฉงคล่องตัว

และประหยัดของเสื้อผ้ายุคสงคราม


ความหวังของดิออร์ที่ต้องการชุบชีวิตวงการแฟชั่น บรรลุผลเกินคาด ภาพยนตร์ฮอลลีวูดและนิตยสารแฟชั่นช่วยกระจายความนิยมกระโปรงนิวลุคไปทั่วโลก รวมถึงสตรีไทยในพระนคร


การกู้สถานะไทยหลังสงคราม


ข่าวสหรัฐยอมรับประกาศสันติภาพของไทย (ภาพจากของสะสมของอาจารย์ปุ๋ย โรจนะบุรานนท์)



ทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ผู้นำไทยพยายามให้ประเทศพ้นจากสถานะผู้แพ้สงคราม โดย นายปรีดี

พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ‘ประกาศสันติภาพ’

ในพระปรมาภิไธย ว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่ของรัฐบาล จอมพล

ป.พิบูลสงคราม เป็นโฆษะ และไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย


เพื่อให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับการประกาศนี้ นายควง อภัยวงศ์ ผู้นำรัฐบาลเวลานั้น ลาออกจากตำแหน่ง

เปิดทางให้กลุ่มเสรีไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทน ทั้งนี้ด้วยเหตุที่การต่อสู้ของเสรีไทย ในช่วงสงคราม ทำให้สถานะของไทยดีขึ้นในสายตาฝ่ายสัมพันธมิตร


ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 17 กันยายน

1945 (พ.ศ.2488) ทำหน้าที่หลักในการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร และผลักดันให้ไทยได้เป็นประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ในการนี้ไทยดึงมหาอำนาจใหม่ คือ สหรัฐอเมริกา เข้ามาถ่วงดุลอำนาจกับอังกฤษ ส่งผลให้ไทยพ้นจากสถานะผู้แพ้สงคราม และต่อมาสามารถเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติได้ ในวันที่ 16 ธันวาคม 1946 ( พ.ศ.2489) โดยยอมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางประการ อาทิ คืน กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี มะริด เขียงตุงและเมืองพาน ให้อังกฤษ คืน ไซยะบุรี และ จำปาสัก ในลาว รวมทั้ง เสียมราฐ และ พระตะบองในเขมร ให้กับฝรั่งเศส เป็นต้น


กระบวนการเจรจาต่อรองใช้เวลายาวนาน ท่ามกลางความผันผวนของการเมืองภายในที่แบ่งออกเป็น

หลายขั้วอำนาจ


รัฐประหารและกบฎ


สองปีหลังสงคราม ไทยเปลี่ยนรัฐบาล 5 ครั้ง มีนายกรัฐมนตรี 3 คน ทั้งนี้สืบเนื่องจากชัยชนะของฝ่าย

เสรีประชาธิปไตยเหนืออำนาจนิยมฟาสซิสต์ ส่งผลให้เกิดบรรยากาศของการเรียกร้องเสรีภาพทางการเมือง มีความพยายามหลายประการเพื่อสร้างการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อาทิ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมือง ความพยายามแยกข้าราชการเมืองกับข้าราชการประจำ ฯลฯ


อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งและการแข่งขันในกลุ่มการเมือง ระหว่างฝ่ายเสรีนิยม-สังคมนิยม ที่มีนายปรีดี

พนมยงค์ เป็นแกนนำ กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมของนายควง อภัยวงศ์และม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง


ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีได้ราวหนึ่งเดือนก็ประกาศยุบสภา เพื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ในเวลาใกล้เคียงกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติพระนคร (5 ธันวาคม 1945/พ.ศ.2488) ต่อมาหลังการเลือกตั้ง 6 มกราคม พ.ศ. 2489 นายควง อภัยวงศ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เพียงแค่หนึ่งเดือนครึ่งก็ต้องลาออก นายปรีดี พนมยงค์ ขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลแทน


วันที่ 9 มิถุนายน 1946 (พ.ศ. 2489) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 8 ต้องพระแสงปืนเสด็จสวรรคตยังความเศร้าโศกใหญ่หลวงให้พสกนิกร และฝ่ายค้านนำมาโจมตีรัฐบาล ส่งผลให้นายปรีดี ต้องลาออกจากตำแหน่ง และ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน เป็นเวลาปีเศษ ถึงเดือนพฤศจิกายน 2490 คณะนายทหารบกทำการรัฐประหาร ภายใต้เหตุผลที่ว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และไม่สามารถจัดการกับผู้กระทำผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้


จอมพล แปลก พิบูลสงครามรับคำเชิญจากคณะทหารแห่งชาติ ขึ้นเป็นหัวหน้าคณะหลังทำรัฐประหารสำเร็จ

ภาพจาก https://th.wikipedia.org/wiki/



คณะรัฐประหารประกอบด้วยนายทหารใหม่นอกวงการเมือง อาทิ พลโทผิน ชุณหะวัณ พันเอกเผ่า ศรียานนท์ พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พันเอกถนอม กิตติขจร พันโทประภาส จารุเสถียร และ ร้อยเอกชาติชาย

ชุณหะวัณ โดยเชิญ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เข้ามาร่วมในภายหลัง แต่ด้วยเกรงมหาอำนาจตะวันตกไม่ยอมรับ คณะรัฐประหารจึงเปิดให้มีการเลือกตั้ง และนายควง อภัยวงศ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ก่อนถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 8 เมษายน 2491และ จอมพล ป.พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง ส่งผลให้ระบอบทหารและอำนาจนิยมฟื้นตัวขึ้นใหม่ ในห้วงเวลาที่รัฐบาลประชาธิปไตย ถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพและขาดเสถียรภาพ


หลังจากนั้นมีความพยายามยึดอำนาจหลายครั้งจากกลุ่มอื่นๆ ในกองทัพ เริ่มจาก กบฎเสนาธิการ ในเดือน 1 ตุลาคม 2491 กบฎวังหลวง 26 กุมภาพันธ์ 2492 อันเป็นความพยายามกลับขึ้นสู่อำนาจอีกครั้งของนายปรีดี พนมยงค์ โดยการสนับสนุนของกลุ่มเสรีไทย และทหารเรือบางส่วน เมื่อไม่ประสบผล ฝ่ายเสรีนิยม-สังคมนิยมจึงพ่ายแพ้โดยไม่ฟื้นคืนนับจากนั้นเป็นต้นมา นักการเมืองในสังกัดถูกกวาดล้าง ส่วนนายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ (จีนและฝรั่งเศส)


เหตุการณ์จี้จับตัว จอมพล ป. บนเรือขุดสันดอนแมนฮัตตัน จุดเริ่มต้นกบฎแมนฮัตตัน



2 ปีต่อมา มิถุนายน 1951(2494) เกิดกบฎแมนฮัตตัน ของฝ่ายทหารเรือ ซึ่งเป็นกบฎครั้งรุนแรงที่สุด

มีพลเรือนบาดเจ็บ 603 คน เสียชีวิต 103 คน นำไปสู่การรัฐประหารเงียบของของคณะรัฐประหาร ส่งผลให้ทหารเรือถูกตัดกำลังและหมดบทบาททางการเมือง ในทางกลับกัน ทหารบกและตำรวจขึ้นมามีอำนาจและบทบาททางการเมืองมากยิ่งขึ้นจนปัจจุบัน


เริ่มต้นยุคอเมริกันในไทย


อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อไทยในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับเวลา นับจากสหรัฐฯสนับสนุนการเจรจา

เพื่อคุ้มครองเสรีภาพและผลประโยชน์ของไทยหลังสงคราม ความร่วมมือเข้มข้นขึ้น เมื่อรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเคยร่วมมือกับฝ่ายอักษะ ขึ้นครองอำนาจอีกครั้งในปี 1948 (พ.ศ. 2491) และประกาศ

สนับสนุนนโยบาย ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐในทันที เพื่อพิสูจน์ให้มหาอำนาจตะวันตกเห็นว่า

ไทยสนับสนุนค่ายเสรีประชาธิปไตย


ขณะนั้นอำนาจของเจ้าอาณานิคมเดิมถดถอยลง ส่วนลัทธิคอมมิวนิสต์คืบหน้าใกล้เข้ามา ทำให้สหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายต่อต้าน (anti) และปิดล้อม (containment)การแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ พยายามเข้ามามีบทบาทโดยตรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยินดีสนับสนุนรัฐบาล จอมพลป.


ทหารไทยในสงครามเกาหลี เมืองปูชาน ปี พ.ศ.2493

ภาพโดย 대한민국 국군 Republic of Korea Armed Forces - 태국, CC BY-SA 2.0,


ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจอมพล ป. จึงรับรองรัฐบาลของอดีตจักรพรรดิเบาไต๋ในเวียดนาม ที่รัฐบาลฝรั่งเศสตั้งขึ้นภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ ในปี 1950 (พ.ศ.2493) เพื่อรักษาอาณานิคมในอินโดจีน และปฏิเสธไม่สนับสนุนขบวนการชาตินิยมคอมมิวนิสต์ของโฮจิมินห์ (ต่างจากสมัยรัฐบาลพลเรือนของนายปรีดี พนมยงค์) อีกทั้ง ในเดือน กรกฎาคม ปีเดียวกันรัฐบาลไทยส่งข้าวและทหารไปร่วมสงครามเกาหลี ในนามของสหประชาชาติ


ยุคอเมริกันในไทย (American Era) เริ่มต้นขึ้น และขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่องต่อมาผ่านการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหาร


โรงหนังล้นประเทศ


ในระหว่างสงคราม ‘หนังฮอลลีวูด’ จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรถูกห้ามนำเข้ามาฉาย

คงเหลือแค่เพียงภาพยนตร์จากญี่ปุ่นและเยอรมนี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ ส่วนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็ซบเซาลง


เมื่อสงครามยุติ บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ผู้คนโหยหาความบันเทิงเพื่อผ่อนคลาย หลังจากเผชิญ

ความทุกข์ยากมานานหลายปี ภาพยนตร์ฮอลลีวูดกลับมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับการสร้างภาพยนตร์ไทย

ที่เพิ่มจาก 10-20 เรื่องต่อปี พุ่งเป็น 50-60 เรื่องต่อปี ความเฟื่องฟูดังกล่าวทำให้จำนวนโรงภาพยนตร์เพิ่มตาม มีข้อมูลว่าจำนวนโรงหนังของไทยหลังสงครามมีมากถึง 700 โรงทีเดียว

โปสเตอร์หนังสุภาพบุรุษเสือไทย


ในระยะแรก คือ ปี 1946-1949 (พ.ศ.2489-2492) วงการภาพยนตร์ไทยเริ่มฟื้นตัว จากการสร้างหนัง

พากย์ไทย โดยใช้ฟิล์มขนาดเล็ก 16 มิลลิเมตร เริ่มแรกมีประมาณ 10 เรื่องต่อปี แต่เมื่อ สุภาพบุรุษเสือไทย (1949/2492) ซึ่งสร้างจากนวนิยายดังของ เสนีย์ บุษปะเกศ ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิกรรายวัน หนังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้มีผู้สร้างหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก


ปีถัดมาจำนวนหนังไทยเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว และนับจากนั้นมาจำนวนภาพยนตร์ไทยที่ผลิตออกมาแต่ละปี

อยู่ในราว 50 ถึง 60 เรื่อง ติดต่อกันอยู่เช่นนี้นับสิบปี ผู้สร้างภาพยนตร์หน้าใหม่ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นบริษัท

และไม่มีการสร้างโรงถ่ายขนาดใหญ่เหมือนก่อนสงคราม แต่เป็นการรวมทุนในหมู่ครอบครัวหรือญาติมิตรทำหนังเล็กๆ ต้นทุนต่ำ


ภาพยนตร์เด่นๆ ในช่วงนี้ เป็นผลงานของบริษัทใหญ่ๆ เช่น รอยไถ ของกรุงเทพภาพยนตร์ (1950/2493) และ พันท้ายนรสิงห์ ของอัศวินภาพยนตร์ (1950/2493)


ปากกาคืออาวุธ


วรรณกรรมและหนังสืออื่นๆ จากตะวันตก รวมถึงรัสเซียและจีน ที่เข้ามาในเมืองไทย ส่งผลต่อพัฒนาการ

ของวรรณกรรมไทยหลังสงคราม ที่แยกออกเป็นสองสาย คือ วรรณกรรมเพื่อสังคมแนวสัจจนิยม และ

แนวประโลมใจ หลีกหนีความจริง


กลุ่มวรรณกรรมพาฝันเติบโตต่อเนื่องในยุคหลังสงคราม ที่ผู้คนต้องการผ่อนคลาย ผลงานในกลุ่มนี้

มีหลากหลายแนว ทั้งรักโรแมนติก ที่ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพล จากนวนิยายโกธิคแนวพาฝัน(Gothic Romance)ของตะวันตก แนวอิงประวัติศาสตร์ แนวลึกลับ โลดโผน และขบขัน หลายเรื่องมีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน เช่น บ้านทรายทอง ของ ก.สุรางคนางค์ ปริศนา ของ ว.ณ.ประมวญมารค ขุนศึก ของ ไม้เมืองเดิม ผู้ชนะสิบทิศ ของ ยาขอบ และ ชุด สามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิต (หนังสือชุดสามเกลอ ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482-2511 อันเป็นปีที่ ป.อินทรปาลิต เสียชีวิต)


ชุดสามเกลอของ ป.อินทรปาลิต


ส่วนงานเขียนประเภทสะท้อนสังคม สืบเนื่องมาจากช่วงสงครามที่มีผลงานสะท้อนความเสื่อมโทรมทั้งทางกายภาพ ศีลธรรมและจิตใจ รวมถึงการเสนอกรอบคิด และอุดมการใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าเดิม นักเขียนในกลุ่มนี้มีทั้งหนักเขียนหนุ่มสาวที่เริ่มมีผลงานตั้งแต่ช่วงสงคราม และนักเขียนเก่า ที่มีกลุ่มสุภาพบุรุษเป็นแกนนำ เช่น ศรีบูรพา เขียน จนกว่าเราจะพบกันอีก และ แลไปข้างหน้า แม่อนงค์ เขียน ทุ่งมหาราช ส่วนนักเขียนรุ่นใหม่ อาทิ เสนีย์ เสาวพงศ์ เขียน เรื่องความรักของวัลยา ต่อด้วย ปีศาจ สด กูรมะโรหิต เขียน ระย้า


กลุ่มที่เขียนเรื่องสั้น เช่น คำสิงห์ ศรีนอก (ลาวคำหอม) เขียนชุด ฟ้าบ่กั้น อ.อุดากร เขียน คาลมาซ์ก กลิ่นดินปืนและนันทิยา

ด้านร้อยกรองมีผลงานมีอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวในเวลาต่อมา เช่น ผลงานของ อัศนี พลจันทร์ (นายผี)

ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา (อุชเชนี และ นิด นรารักษ์) ทวีป วรดิลก (ทวีปวร) และ จิตร ภูมิศักดิ์


นอกจากนี้ยังมีงานเขียนเกี่ยวกับศิลปะและวรรณกรรม เช่น ศิลปะ วรรณคดี กับชีวิต ของ บรรจง

บรรเจิดศิลป์ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ของ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น


การวิพากษ์วิจารณ์สังคมและเสนอแนวคิดใหม่ๆ ส่งผลให้นักเขียนกลุ่มนี้มีความขัดแย้งกับรัฐ และมีการรวมกลุ่มเป็น ชมรมนักประพันธ์ ในปี 2493 เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อการสร้างผลงานของนักเขียน โดยมี วิลาส มณีวัต และ ประหยัด ศ.นาคะนาค เป็นกำลังสำคัญ


กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่ศาลคดีกบฏสันติภาพ ราว พ.ศ. 2496

ข้างขวาคือ สุพจน์ ด่านตระกูล ข้างซ้ายคืออุทธรณ์ พลกุล


แต่ต่อมาต้องสลายตัว เนื่องจากการกวาดล้างทางการเมือง ในคราว กบฎสันติภาพ ในปี 2495 กุหลาบ

สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) ถูกจับในข้อหาขบถภายในและนอกราชอาณาจักร พร้อมกันนักหนังสือพิมพ์

นักศึกษา อาจารย์ ปัญญาชน รวม 104 คน


กุหลาบพ้นจากการคุมขัง ในปี 2500 เมื่อ จอมพลป. นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ให้มีการพระราชทานนิรโทษกรรม ในโอกาสฉลองครบรอบ 25 พุทธศตวรรษ การปราบปรามครั้งนี้ทำให้กลุ่มวรรณกรรม

สะท้อนสังคมชะงักงันไปต่อเนื่องไปอีกกว่าทศวรรษ


การเมืองจีนในไทย


นอกจากกลุ่มนักศึกษา ปัญญาชน นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์ กลุ่มชาวจีนชาตินิยม เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง

ที่มีความขัดแย้งด้านอุดมการกับรัฐบาลทหาร ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามจนกระทั่งหลังสงคราม


การใช้นโยบายชาตินิยมของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ทั้งช่วงก่อนและระหว่างสงคราม ส่งผล

กระทบต่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสวัสดิภาพของชาวจีน แต่คนจีนไม่สามารถแสดงปฏิกิริยาต่อต้านโดยเปิดเผยได้แต่พยายามอยู่อย่างสงบ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวจีนกับคนไทยและรัฐบาลไทยเสื่อมทรามลง


ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ในขณะที่จีนเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม ทั้งยังได้รับการยอมรับ

ว่าเป็นหนึ่งในห้ามหาอำนาจ ส่งผลให้ชาวจีนในไทยที่ถูกกดดันมานาน รู้สึกฮึกเหิม และเคลื่อนไหวเพื่อ

แสดงออกถึงความรู้สึกชาตินิยมอย่างรุนแรง


ในช่วงเวลานั้น ชาวจีนกลุ่มชาตินิยมก่อเหตุรุนแรงหลายครั้ง นับแต่หนึ่งวันหลังสงครามสิ้นสุดลง

นายตันซิวเม้ง หวั่งหลี นายกสมาคมพาณิชย์จีนแห่งประเทศไทย ถูกฆ่าด้วยอาวุธสงครามที่ท่าน้ำของสมาคมฯ ต่อมาในเดือนกันยายน 1945 (พ.ศ.2488) ชาวจีนในเยาวราช จัดงานฉลองชัยชนะโดยประดับเฉพาะธงจีนไม่มีธงไทย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมาย ทำให้เกิดการปะทะอย่างรุนแรงกับเจ้าหน้าที่รัฐ


ทั้งนี้ระดับความรุนแรงของปัญหาขึ้นอยู่กับกลุ่มชาวจีนเอง ซึ่งแตกออก เป็น 3 กลุ่ม คือฝ่ายขวานิยมจีนคณะชาติ ฝ่ายซ้ายนิยมคอมมิวนิสต์ และกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทั้งสามกลุ่มต่างตั้งโรงเรียนจีนขึ้นใหม่ หลังถูกปิดไปในช่วงสงคราม โดยหวังใช้โรงเรียนจีน เผยแพร่อุดมการณ์ของตนและขอการสนับสนุนทางการเงินจากชาวจีนในไทย เพื่อใช้ในการต่อสู้ระหว่างจีนคณะชาติและจีนคอมมิวนิสต์บนแผ่นดินใหญ่


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลประชาธิปไตยหลังสงคราม ไม่มีนโยบายชาตินิยม และในเดือนมกราคมปี 1946 (พ.ศ.2489)รัฐบาลไทยและ รัฐบาลจีนคณะชาติ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของชาวจีนกับรัฐไทยและคนไทยดีขึ้นตามลำดับ


ต่อมาในปี 1949 (พ.ศ.2492) ฝ่ายคอมมิวนิสต์มีชัยในแผ่นดินใหญ่ ส่วนจีนคณะชาติต้องหนีไปเกาะไต้หวัน นโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น การเวนคืนที่ดิน ข่าวการปฏิบัติต่อเจ้าที่ดินอย่างโหดร้าย ฯลฯ

ส่งผลให้ความรู้สึกชาตินิยมของชาวจีนในไทยคลายลง ด้วยความหวาดกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์


ในขณะที่ฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ยังคงแทรกซึมและเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งในกลุ่มชาวจีนและคนไทย

ช่วงเวลานั้น จอมพล ป. กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง และดำเนินนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ จัดการปิด

โรงเรียนจีนที่เป็นแหล่งเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาด รวมถึงควบคุมโรงเรียนจีนที่นิยมจีนคณะชาติเพื่อยับยั้งการแทรกแซงทางการเมืองจากนอกประเทศด้วย ต่อมาในปี 1952 ( พ.ศ.2495) รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ และผ่อนคลายความเข้มงวดต่อฝ่ายนิยมจีนคณะชาติลง


ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ละทิ้งความเป็นจีน


สงครามส่งผลต่อการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจในไทยอย่างน้อย 2 ประการคือ ประการแรกกลุ่มธุรกิจส่วนหนึ่งที่ค้าขายกับญี่ปุ่นได้สะสมทุนในช่วงสงคราม และกลายเป็นกลุ่มทุนสำคัญในเวลาต่อมา อีกประการคือสงครามทำให้ธุรกิจของชาวตะวันตกหยุดชะงัก บ้างก็ต้องถอนตัวออกไป ทำให้เกิด ‘สภาพสุญญากาศ

ทางเศรษฐกิจ’ ขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศได้เข้าไปแทนที่ อาทิ กิจการธนาคารและการขนส่งสินค้าทางเรือที่พ่อค้ายุโรปเคยครอบครอง


นอกจากนี้กลุ่มนักธุรกิจในประเทศยังขยายกิจการไปยังธุรกิจนำเข้าและขายปลีก กิจการประเภทตัวแทนการค้า รวมถึงการตั้งโรงงาน ทั้งหมดเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นหลังสงคราม


ทางด้านรัฐบาลหลังสงคราม พยายามแก้ปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าราคาแพง โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจ

แบบชาตินิยม ซึ่งปรากฎชัดในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เคยใช้นโยบายนี้มาตั้งแต่

ช่วงก่อนสงคราม มีเป้าหมายแบบเดิมคือ กำจัดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของชาวต่างด้าว และส่งเสริมให้คนไทยรู้จักประกอบธุรกิจการค้า โดยรัฐบาลเป็นผู้นำในการทดลองทำธุรกิจต่างๆ ไปก่อน ทำให้ในยุคนี้มีรัฐวิสาหกิจและบริษัทของรัฐเกิดขึ้นจำนวนมาก


ก่อนปี 2488 รัฐบาลก่อตั้งรัฐวิสาหกิจและบริษัทกึ่งราชการขึ้น 30 บริษัท อีก 19 บริษัท ตั้งขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2489-95 และ พ.ศ. 2496-99 ก่อตั้งเพิ่มขึ้นอีก 77 บริษัท ในช่วงนี้ผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้าไปมีบทบาทในรัฐวิสาหกิจและบริษัทกึ่งราชการต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งยังตั้งธุรกิจการค้าของตนขึ้นมา ตลอดจนเข้าไปเป็นที่ปรึกษาหรือคณะกรรมการในวิสาหกิจของเอกชน


นโยบายชาตินิยม ส่งผลให้ ‘คนต่างด้าว’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนประกอบธุรกิจการค้ายากลำบากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะในจีนแผ่นดินใหญ่ รัฐบาลออกคำสั่งให้

ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดสอดส่องดูแลคนจีนเป็นพิเศษ


อย่างไรก็ตามนโยบายต่างๆ เหล่านี้จะใช้กับ ‘คนจีน’ ที่ไม่ยอมกลายเป็นไทยเท่านั้น ส่วนคนจีนที่

กลายเป็นไทยแล้ว รัฐบาลไทยก็จะจับตามองน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้ประกอบกับจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้ชาวจีนและลูกหลานจีนในประเทศไทย มองว่า 'บ้าน' อยู่ในเมืองไทย หันมาเร่งประกอบกิจการเพื่อสร้างความมั่นคง ละทิ้งความหวังที่จะกลับไปเมืองจีน


นักธุรกิจจีนในไทยหันมาหาพันธมิตรในการดำเนินธุรกิจ สร้างเครือข่ายในกลุ่มการค้าแทนเครือข่ายตามกลุ่มภาษา(แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ฯลฯ) และการสร้างสัมพันธ์กับกลุ่มข้าราชการ ทหาร รวมถึง ขุนนางเดิม


ในปีถัดมา สงครามเกาหลีเข้ามามีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของไทย จากความต้องการสินค้า

นับตั้งแต่สินค้ายุทธปัจจัย เช่น ยาง ดีบุก ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลัก ตลอดจนผลิตผลเกษตรอื่นๆ เรียกว่ายุค

Korean Boom


ปัจจัยต่างๆ ข้างต้นส่งผลให้ช่วงปลายทศวรรษ 1940 (หลัง พ.ศ. 2488) เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

อย่างรวดเร็ว มีบริษัทใหม่ๆ ก่อตั้งขึ้นจำนวนมาก อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ยานยนต์ สินค้าอุปโภค บริโภค ธุรกิจขายปลีก ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึง อุตสาหกรรมหนัก เช่น ยานยนต์ เหล็กกล้า โรงงานน้ำตาล รวมไปถึงการขยายตัวของกลุ่มทุนท้องถิ่นในภาคต่างๆ ทั้งหมดล้วนเป็นฐานของกลุ่มธุรกิจใหญ่จำนวนมากในปัจจุบัน


ในช่วงเวลานี้ คุณโชติ ล่ำซำ คุณลุงของคุณหญิงจำนงศรีได้ก่อตั้ง ธนาคารกสิกรไทย และขยายสาขาออกไป ในขณะที่ คุณจุลินทร์ ล่ำซำ คุณพ่อของคุณหญิง จัดตั้ง บริษัทคลังสินค้าแม่น้ำ จำกัด โดยมี คุณเกษม ล่ำซำ น้องชายคนเล็กเข้ามาร่วมทำงาน บริษัทนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อรับจำนำสินค้าทั่วไปและทำหน้าที่ 'กัมประโด' ให้กับธนาคารกสิกรไทย


ทั้งนี้กัมประโดเป็นการว่าจ้างนักธุรกิจหรือพ่อค้าที่มีฐานะมั่นคง เป็นที่รู้จักกว้างขวาง และเป็นที่เชื่อถือใน

ท้องถิ่นให้มาเป็นพนักงานประจำของธนาคาร โดยกัมประโดจะต้องทำหน้าที่หาเงินฝาก และปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันวงเงินสินเชื่อให้แก่บุคคลที่ตนแนะนำ ต่อมาภายหลังระบบกัมประโด ถูกยกเลิกไป เนื่องจากความยุ่งยากในการจัดการ


ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 คุณโชติ ล่ำซำ เสียชีวิตกระทันหัน คุณเกษม ล่ำซำ น้องชายคนเล็กเข้ามาบริหารธนาคารกสิกรไทยแทน และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางระบบธนาคารกสิกรไทย ตามรูปแบบของธนาคารอังกฤษรวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมธนาคารไทยในปี 2502 และได้รับเลือกให้เป็นประธานคนแรกของสมาคม


ทางด้าน คุณจุลินทร์ ล่ำซำ ร่วมกับกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจก่อตั้งบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ในปี 1951 (พ.ศ. 2494) โดยมี คุณบัญชา ล่ำซำ บุตรคนโตของ คุณโชติ ล่ำซำ เป็นกรรมการผู้จัดการ ทั้งนี้เดิมตระกูลล่ำซำดำเนินธุรกิจ กวางอันหลงประกันภัย มาตั้งแต่ปี 1932 (พ.ศ. 2475) ทำหน้าที่รับประกันวินาศภัย การขนส่งสินค้า ต่อมาธุรกิจขยายตัวและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ล่ำซำ ประกันภัยและคลังสินค้า จำกัด ภายหลังเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น บริษัท ภัทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาควบรวม กับ บริษัท

เมืองไทยประกันภัย จำกัด (ซึ่งแยกจากบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ให้แยกการประกันภัยออกจากจากประกันชีวิต) ในชื่อ “บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)” ในปี 2551


ลูกสาวเจ้าสัว


คุณหญิงจำนงศรี เขียนบรรยายภาพนี้ไว้ว่า "คุณหนูปลอมๆ คนหนึ่ง เมื่อประมาณ 72 ปีมาแล้ว ชุดตุ๊กตาน่าเอ็นดู ตัดอย่างวิจิตรด้วยผ้าแก้วเป็นช่อชั้นขลิบลูกไม้นั้น เป็นคราบที่คุณพ่อเธอสรรหามาให้สวมใส่ ด้วยความรักและความเชื่อว่าเธอจะเป็นนางฟ้าน้อยๆ ในดวงใจของใครต่อใคร แต่ดูแววตากับมุมปาก เธอซิ อื๊ยยย น่ากลัว 5555 ใครหนอ"


แม้จะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและมีสินทรัพย์มากมาย แต่คุณจุลินทร์ ล่ำซำ ไม่ได้เลี้ยงคุณหญิงจำนงศรี พี่ๆ และน้องสาว ที่กำพร้าแม่ แบบลูกเจ้าสัวที่ได้รับการประคับประคองเช่น 'ไข่ในหิน'

คุณหญิงเล่าถึง วิธีการเลี้ยงลูกของคุณพ่อ ไว้ว่า ตั้งแต่อายุ 12-14 ปี พี่ชายทั้งสองถูกส่งไปอยู่สำเพ็งซึ่งในเวลานั้นไม่ค่อยสะอาด ห้องน้ำห้องส้วมไม่ดี กินข้าวกับจับกัง เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเตรียมพร้อมไปประสบความยากลำบากที่ฮ่องกง ในเวลาต่อมา


“นี่คงเป็นวิธีที่คุณพ่อสอนให้ลูกชายอดทนต่อสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างจากที่ตนคุ้นเคย สอนให้เป็น

ลูกผู้ชายไม่สำรวย อยู่ยังไงก็อยู่ได้ “ติดดิน” แล้วยังต้องกล้าหาญด้วย เช่น ถ้าจะกระโดดน้ำ ต้องกระโดด

สปริงบอร์ดที่อยู่สูงๆ ถ้าต่ำๆ ไม่ต้องกระโดด นุชเคยถามพี่เบิ้มว่า “กลัวไหม” พี่เบิ้มตอบว่า “กลัวมากๆ

แต่ก็โดด” เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่ลูกผู้ชาย ลูกผู้หญิงอย่างข้าพเจ้าเองก็เคยโดนในหลายรูปแบบ แต่นุชกลับ

ไม่โดน... ก็ไม่ทราบว่าทำไม”


คุณหญิงคิดว่าเหตุผลหลักๆ อาจจะเป็นเพราะตัวคุณพ่อเคยมีประสบการณ์และได้พบกับความยากลำบากที่อังกฤษในช่วงที่โลกกำลังบอบช้ำจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่“ช่วง The Great Depression นี้ยาวนานมาจนถึงช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งข้าวยาก หมากแพงไปทั่ว สันนิษฐานได้ว่า คุณพ่อเห็นว่าฐานะเป็นเรื่องไม่แน่นอน โชคชะตาอาจหฤโหดอย่างในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น จึงต้องการให้ลูกๆ รู้ว่าสบายได้ ก็ต้องลำบากเป็น”


มีหลายเหตุการณ์ที่คุณหญิงไม่เคยลืมสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณพ่อ โดยเฉพาะเรื่องของความเห็นอกเห็นใจและเคารพผู้อื่น คุณหญิงเล่าไว้ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า "เมื่อสัก 66-67 ปีมาแล้ว คุณพ่อไปเปิดสาขาธุรกิจที่อุดรธานี สมัยนั้นอุดรฯ หน้าหนาวนั้นหนาวจริงๆ ความสะดวกสบายอะไรก็ไม่มี เลี้ยงโต๊ะจีนอยู่กลางแจ้ง ตอนนั้นป้าสัก 11 ขวบได้ คุณพ่อให้ไปนั่งติดกับอาแป๊ะที่ขากเสลดสนั่นหวั่นไหว มิหนำซ้ำยังบ้วนลงไปในถ้วยตรงหน้าเรา เขียวอื๋อเลยนะ โอ๊ย ป้าลุกเดินไปหาคุณพ่อว่าไม่ไหวแล้ว ขอย้ายที่นั่งมานั่งด้วยได้ไหม คุณพ่อว่า แขกทุกคนในที่นั้นเป็นลูกค้า ต้องถือว่ามีบุญคุณกับเรา เขาอุตส่าห์มาร่วมงานเราก็ต้องให้ความเคารพเขา สรุปว่า... กลับไปนั่งที่เดิม


มีอีกครั้ง ไปหัวหินกัน ก็นั่งรถจี๊ปไป คุณเคยดูหนังสมัยเก่าๆ ไหม ที่ผู้หญิงจะคลุมผมแบบนางเอก ปริศนา น่ะ เราเป็นเด็กก็ไม่ได้คลุมผม ฝุ่นลูกรังคลั่กแดงไปทั้งหัวเลย คุณพ่อชี้ตัวแย้ บอกว่าคนแถวนี้เขากินกันนะ พอเราร้องอี๊ ก็โดนเลย ‘คนเขากินของเขา มาอี๊ใส่ทำไม’ ท่านสอนเราให้มองคนอื่นเท่าเทียมกัน


ไปอยู่ที่อังกฤษตอนอายุ 12 ไม่ได้กลับบ้านเลยนะ กินอยู่แบบอัตคัดมาก เพราะสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งเลิกได้ 6 ปี ยังต้องใช้คูปองปันส่วนอาหารกัน อาบน้ำร้อนได้อาทิตย์ละหนเดียวต่อคน คุณพ่อสอนให้อดทนกับความลำบาก ให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น และให้กล้าหาญ กลัวอะไรก็ให้ดูซิว่ามันน่ากลัวอย่างที่คิดไหม เพราะความกล้านี่แหละที่ทำให้เราใช้ชีวิตแบบลุยๆ ได้ ขึ้นเขาลงห้วยอยู่ป่าได้หมด ทุกวันนี้ป้ายังคิดถึงอาแป๊ะคนนั้น เขาคงกำลังป่วย น่าจะได้รับการดูแล แต่ตอนนั้นเรากลับไปรังเกียจเขา เสลดเขียวๆ น่ะ ตัวเราเองไม่เคยมีเหรอ"


ด.ญ.จำนงศรีและบิดา คุณจุลินทร์ ล่ำซำ


ทั้งนี้การฝึกฝนทั้งหมดดำเนินไปในความสัมพันธ์ที่มีความใกล้ชิด แม้จะมีธุรกิจการค้าต้องบริหารจัดการ รับผิดชอบมากมายและมีครอบครัวใหม่ คุณพ่อของคุณหญิงยังคงจัดสรรเวลาให้กับลูกๆ อย่างสม่ำเสมอ


โต๊ะรับประทานอาหารที่คุณจุลินทร์มาทานข้าวกับลูกๆ ทุกวันอาทิตย์


“ต่อมาเมื่อคุณพ่อมีครอบครัวใหม่ 2 บ้าน คือ คุณน้าพรรณี มารดาของแดง-ธงชัย ล่ำซำ ที่มักกะสัน

และคุณน้าอดิสัย มารดาของภูมิ-ภูมิชาย ล่ำซำ ที่ราชวิถี คุณพ่อจึงมาอยู่กับเราที่บ้านสำเหร่เฉพาะ

วันสุดสัปดาห์ และทุกเช้าตรู่วันอาทิตย์ คุณพ่อก็จะถือไม้ตะพดพาพวกเราเดินเข้าซอยเล็กๆ ที่ทอดผ่านเรือกสวนที่เขียวชอุ่มทั้งสองข้างทาง ไปไหว้อัฐิคุณแม่ที่ วัดกระจับพินิจ เป็นเส้นทางที่เสนาะหูด้วยเสียงนกสารพัน บางจุดต้องข้ามธารน้ำ มีปูดำและปลาตีนที่ชายเลน ให้พวกเราเด็กๆ ได้ชะโงกดู (ปัจจุบันเส้นทางนี้กลายเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า)”


บ้านสวนสุขจิตต์


บ้านสวนสุขจิตต์ ริมคลองสำเหร่


เดิมครอบครัวของคุณหญิงจำนงศรีอยู่ที่บ้านของคุณยายแจ่ม หวั่งหลี บนถนนสาธรใต้ ต่อมาคุณพ่อของคุณหญิงไปซื้อที่ดินเพื่อปลูกบ้านใหม่ที่สำเหร่ คุณหญิงเล่าไว้ว่าครอบครัวย้ายจากสาทรไปอยู่สำเหร่ เมื่อไรไม่แน่ชัด แต่เข้าใจกันว่าน่าจะก่อนคุณแม่ของคุณหญิงเสียชีวิต


สำหรับที่มาของบ้านหลังนี้ คุณโพธิพงษ์ ล่ำซำ พี่ชายคนรองของคุณหญิง เขียนไว้ในหนังสือ ไกลเกินฝันว่า “คุณพ่อไปซื้อสวนส้มโอริมคลองสำเหร่ เป็นสวนค่อนข้างจะทึบ แถวนั้นไม่ค่อยมีใครไปอยู่ เพราะคุณพ่ออยากไปอยู่สงบๆ ในที่เงียบๆ อากาศดีๆ เอาลูกเมียไปอยู่ด้วย”


“เมื่อซื้อที่ดินในสวน 5 ไร่แล้วก็ลงมือสร้าง “บ้านสวนสุขจิตต์" ริมคลองสำเหร่ (จึงเรียกบ้านนี้อีกชื่อว่า “บ้านสำเหร่”) ความที่คุณพ่อชอบน้ำ ถึงจะอยู่ริมคลองแล้ว ก็ยังขุดคลองต่อยาวเข้ามาในบ้าน มีเขื่อนคอนกรีต ที่หอยขมเกาะอยู่เต็ม แม่ครัวมักใช้ให้เด็กๆ ลงไปรูดใส่กระป๋องมาทำแกงคั่วหอยขมเป็นประจำ ตรงปลายคลองเป็นสระกว้าง เด็กๆ ทุกคนชอบไปกระโดดน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน และหัดว่ายน้ำด้วยวิถีของเด็กริมคลองในยุคน้ัน คือ การนำมะพร้าวแห้ง 2 ลูก ฉีกเปลือกทำเป็นเชือก โดยที่ปลายด้านหนึ่งยังติดอยู่กับลูกมะพร้าวและนำปลายอีกด้านมาผูกลูกมะพร้าวท้ังสองเข้าด้วยกัน เว้นระยะให้ลูกมะพร้าวท้ังสองห่างกัน ประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วเราก็ใช้แขนและหน้าอกพาด พร้อมตีขากระทุ่มน้ำลูกมะพร้าวแห้งจะเป็นทุ่นพยุงไม่ให้จม พวกเราจึงว่ายน้ำเก่งกันด้วยประการฉะนี้”


วิธีหัดว่ายน้ำโดยใช้ลูกมะพร้าวช่วยพยุง

ภาพวาดโดย วิภาสา หลีอาภรณ์


เรื่องว่ายน้ำนี้ คุณหญิงเล่าถึงความทรงจำหนึ่งว่า “ความที่ชอบเล่นน้ำ ก็ว่ายน้ำดินโคลนมาแต่เด็ก เคยจมน้ำอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอาจจะเล็กมาก ยังว่ายน้ำไม่เป็นหรือเปล่าไม่แน่ใจ จำได้แต่ว่าชะโงกลงไปในน้ำ แล้วตกลงไปเลย และจำได้ว่ามีคนดึงหัวจุกขึ้นมา”


คุณทวีนุช จ่างตระกูล น้องสาวของคุณหญิงเล่าถึงบ้านสวนสุขจิตต์ ในความทรงจำไว้ในหนังสือ หวั่งหลี ว่า “ชื่อ “บ้านสวนสุขจิตต์” นั้น คุณพ่อเป็นคนตั้ง คงจะเป็นบ้านที่คุณพ่อหวังจะอยู่กับนายแม่และลูกๆ อย่างมีความสุขที่ริมคลองสำเหร่ เพราะคุณพ่อชอบน้ำและชอบบ้านริมคลอง ภายในบริเวณบ้านมีสวน

ส้มโอพร้อมท้องร่องด้วย จึงตั้งชื่อว่าบ้านสวนสุขจิตต์


"แต่เมื่อนายแม่เสียชีวิตกะทันหัน คุณพ่อคงเศร้าโศกเสียใจมาก เพราะถึงเราจะเด็กเกินกว่าจะจำหน้านายแม่ได้ แต่ก็เติบโตกับกลิ่นอายนายแม่มาตลอด เพราะคุณพ่อเก็บของของท่านไว้ที่เดิม ในสภาพเดิม เช่น ตู้รองเท้าที่มีรองเท้านายแม่เต็ม ซึ่งเราเอาออกมาลองใส่เล่น ตู้หนังสือที่มีนวนิยายและหนังสืออื่นๆ ซึ่งเราเอาออกมาอ่าน หรือเรือนดอกหน้าวัวในสวนส้มโอพร้อมกระถางและดอกหน้าวัว ซึ่งมีคนสวนดูแลต่ออย่างดี เราก็เข้าไปเดินดู แต่ไม่กล้าอยู่นาน เพราะครึ้มทำให้รู้สึกวังเวงและน่ากลัวสำหรับเราที่ยังเป็นเด็ก


"บ้านสวนสุขจิตต์ชื่งน่าจะเป็นบ้านที่คุณพ่ออยู่ด้วยความสุขจริงๆ หากนายแมไม่ด่วนจากไป แต่สำหรับเราที่เป็นลูกนั้น แม้จะไม่มีนายแม่แต่ก็มีความสุข สนุกสนานพอควรที่บ้านนี้ เพราะมีอะไรหลายอย่างเหมือนในเทพนิยาย เช่น มีห้องใต้หลังคา (Attic) ที่ขึ้นไปแล้วรู้สึกลึกลับและถูกปิดล็อคด้วยกุญแจ เพราะเป็นห้องเก็บของทำขนมกับข้าวที่นายแมใช้ มีกระท่อมเล็กกระท่อมน้อยในสวนส้มโอ ที่มีบริเวณกว้างและต้นไม้แยะ


"นอกจากนั้นยังมีท่าน้ำริมคลองสำเหร่ที่เราชอบเดินออกไป เห็นคนนั่งพายเรือหรือยืนแจวเรือ

ผ่านไปผ่านมา ทั้งเพื่อสัญจรและขายของ ซึ่งบางครั้งก็แวะขายที่ท่าน้ำบ้านเรา รวมทั้งมีเรือเอี้ยมจุ๊นที่

บรรทุกของ และมีคนกินอยู่บนเรือแล่นผ่านไป เราต่างมองกันและกันด้วยความสนใจ…”



คุณหญิงจำนงศรี คุณเล็ก ล่ำซำ และคุณทวีนุช จ่างตระกูล



ที่บ้านสวนสุขจิตต์นี้ คุณหญิงกับน้องสาวและพี่ชายสองคนได้รับการดูแลจาก คุณอา(เล็ก ล่ำซำ) คุณหญิงเล่าไว้ว่า “คุณอาเล็กไม่ได้แต่งงานและเป็นผู้เลี้ยงดูแลปกครองเราโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน

ความเป็นอยู่ เป็นการดูแลด้วย ความรัก และหวังดีเป็นที่สุด แต่ไม่ใช่ในสไตล์ประคบประหงมทะนถุนอม

เพราะคุณอาก็เหมือนผู้หญิงเลือด “ล่ำซำ” ที่รู้กันดีว่า ส่วนใหญ่จะมีความเด็ดเดี่ยวและมีความเป็นตัว

ของตัวเองสูง


"คุณอามีความสนใจหลายด้าน เคยตั้งบริษัทชื่อ “นครทอง” ทำการค้าขาย และเคยลงทุนสร้างหนังออกฉาย ตลอดจนทำงานด้านการกุศลและด้านพัฒนาชนบท การนั่งรถจี๊ปลุยฝุ่น โคลงเคลงไปตามถนนในชนบทถือเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าในช่วงที่เรายังเล็กนั้น คุณอาอยู่บ้านกับเราเป็นส่วนใหญ่ เพราะถือว่าการดูแลเราให้อยู่ในร่องในรอยเป็นเรื่องสำคัญมาก


"เป็นที่รู้และยอมรับกันว่า ในพวกเราท้ัง 4 คนนั้น พี่เบิ้มเป็นคนที่ท้ังคุณพ่อและคุณอาเล็กรักมากที่สุด เขาเป็นคนที่ผู้ใหญ่ทุกคนต้ังความหวังไว้ เพราะเชื่อมั่นในความเป็นพี่ใหญ่ที่สุขุม หนักแน่น และมีน้ำใจงดงาม คุณอาเล็กจะดูแลการเรียนและความประพฤติของพวกเราด้วยความรัก แต่ชัดเจนว่าเอ็นดูพี่เบิ้มและนุชซึ่งเป็น “คนดี”สงบ ปากสงบคำมากกว่าพี่ปื๊ดกับข้าพเจ้า ซึ่งทั้งดื้อ เซียน ซน ทั้งยังทะเลาะกันบ้านจะแตกแทบทุกวี่ทุกวัน เมื่อมองย้อนกลับไปก็แปลกใจที่ทั้งพี่ปี๊ดและข้าพเจ้าไม่เคยนึกอิจฉาในความเป็นที่รักของใครๆ ที่มีต่อพี่เบิ้มและนุชเลยแม้แต่นิด มาคิดทบทวนในปัจจุบัน ก็เห็นว่าคงเป็นเพราะเขาทั้งคู่ท้ัง “นิ่ง”และ “ดี” จริงๆ... โดยธรรมชาติของจิตใจ”


สี่พี่น้อง



คุณหญิงและพี่น้องใช้ชีวิตวัยเด็กในบ้านสำเหร่ “พวกเราเด็กๆ อยู่กันในบ้านมีอิสระมากทีเดียว จำได้ว่าว่ายน้ำคลอง กระโดดท้องร่อง ช้อนปลาเข็ม เล่นน้ำฝน เล่นกับพี่ๆ และน้อง สนุกสนานไปวันๆ เรื่องแก้วบาด ปากแตก ตกต้นไม้ ถือเป็นปกติ ธรรมดา” คุณหญิงเล่า


“ตอนเด็กๆ กลัวผีมาก บรรยากาศที่บ้านก็น่ากลัวดี คุณพ่อชอบสะสมของเก่าทุกประเภท บางผนังก็มีอาวุธโบราณแขวนประดับ พี่ชายสองคนก็ช่างสร้างสรรค์หาวิธีมาหลอก” สำหรับเรื่องหลอกผี มีเพิ่มเติมที่คุณหญิงเขียนไว้ว่า "พี่ปิ๊ดเล่าในหนังสือไกลเกินฝัน ของเขาว่า “ถึงผมจะกลัวผีมาก แต่ด้วยความแผลงของผม คุณหญิงจำนงศรีมาเล่าให้ฟังตอนหลังว่า จำได้ว่า ผมกับคุณไพโรจน์เคยหลอกผีน้องผู้หญิงด้วยการต่อตัวกันขึ้นไปสองคน เอาไข่มาเจาะทำเป็นตาโปนออกมา แล้วเอาผ้าปูที่นอนสีขาวมาคลุมโปง หลอกผีสำเร็จ น้องสาวกลัว แต่สุดท้ายก็หกล้มหกลุกกันสองคน เรี่องนี้ผมจำไม่ได้”


"เรื่องผีที่บ้านสำเหร่นั้น เป็นที่หลอกกันได้เยอะ เพราะคุณพ่อชอบ สะสมของโบราณ สิ่งที่สะสมคือ อาวุธโบราณของไทย ไม่ว่าจะเป็นดาบ หอก หรือโล่ และจะแขวนมันประดับผนังบ้าน ดาบและหอกบางด้ามก็ว่ากันว่าผ่านการใช้ในสนามรบมาแล้ว พี่เบิ้มไม่ชอบเลยเรื่องนี้ พอคุณ พ่อเสียชีวิต บ้านสำเหร่ตกเป็นของพี่เบิ้ม พี่เบิ้มก็นำของเหล่านั้นท้ังหมด ไปยกให้พิพิธภัณฑ์"


บ้านสุขจิตต์หลังต่อเติมห้องชั้นบนสำหรับพี่ชายทั้งสองของคุณหญิง


นอกจากหลอกผี พี่ชายทั้งสองยังตั้งค่ายมวย คุณหญิงสังกัดค่ายพี่ชายคนโต ส่วนน้องสาวสังกัดค่ายพี่ชายคนรอง “ชกทีไรก็แพ้น้องสาว ไม่ใช่ด้อยฝีมือ เราชกเก่งนะ ได้ทั้งมวยไทย มวยเทศ ฟุตเวิร์กก็เนี้ยบ แต่สมัยนั้นน้องสาวเขาน้ำหนักดีกว่า หมัดเลยหนักกว่าเยอะ”


เรื่องค่ายมวยคุณหญิงเขียนเล่ารายละเอียดไว้ว่า "ครั้งหนึ่งคุณพ่อเคยให้พี่ชายทั้งสองไปเรียนมวยไทยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ช่วงนั้นข้าพเจ้าอายุไม่น่าจะเกิน 7 ขวบ ถึงจุดหนึ่งพี่ทั้งสองกลับมาตั้งค่ายมวยในบ้านสำเหร่กันคนละค่าย


"แต่ละค่ายมีนักมวยหนึ่งคน พี่เบิ้มมีจำนงศรี (สวมชื่อ “ชูชัย พระขรรค์ชัย” นักมวยรูปหล่อ พระเอกหนังในสมัยนั้น) ค่ายพี่ปิ๊ด มีนุช (สวมชื่อ นักมวยร่างยักษ์ “สุข ปราสาท หินพิมาย” และเพราะความตะลุกปุ๊กของเขาในยุคนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นคนเดียวที่เรียกนุชว่า “ยายตุ่ม) ค่ายพี่ปิ๊ดเลือกนุชเพราะพูดน้อย (สมัยนั้น) ล่ำบึก หมัดหนัก ส่วนพี่เบิ้มนั้นยังไงก็ได้ ฉะนั้น ขึ้นชกทีไร ค่ายพี่เบิ้มแพ้ทุกที เพราะ

นักมวยผอมกระหร่อง ปากไว ใจเสาะ แพ้คะแนน แต่ไม่เคยแพ้น็อกเอาท์ เพราะฉลาดพอที่จะยกนวมยอมแพ้ได้ทันการณ์ทุกครั้ง


แม้ถึงวันนี้ข้าพเจ้าก็ยังคุ้นกับศิลปะการรำมวย เต้นเชือก เดินมวย จดมวย การ์ด ฮุก ศอก ดีด เตะ เพราะพี่เบิ้มฝึกปรือให้เป็นอย่างดี เมื่อ ประมาณ 70 ปีมาแล้ว”


นอกจากเรื่องเล่นสนุก คุณหญิงเขียนเล่าว่า "จำได้ว่าความบันเทิงอีกประเภทของเราคือ การอ่านหนังสือ ที่บ้านสำเหร่มีหนังสือเป็นตู้ๆ ทั้งนวนิยาย หนังสือแปล ฯลฯ ที่พี่เบิ้มและพี่ปิ๊ดชอบมากที่สุดคือ หนังสือชุด พล นิกร กิมหงวน หรือ สามเกลอ เป็นหัสนิยายของ ป. อินทรปาลิต ซึ่งท้ังสองซื้อกันหลายเล่มมาก และเป็นมรดกตกทอดมาให้ข้าพเจ้าเองอ่านจนติดอย่างงอมแงม เป็นหนังสือชุดที่อัดแน่นด้วยอารมณ์ขัน ที่มีอัตลักษณ์พิเศษไม่ว่าใครอ่าน แล้วก็ต้องหัวเราะกลิ้งแล้วกลิ้งอีก”


เป็นเรื่องราวในช่วงวัยที่คุณหญิงระลึกถึงในเวลาต่อมาว่า “ชีวิตในสมัยนั้นจะว่าสนุกก็สนุก”


โรงเรียนราชินี


คุณหญิงเป็นเด็กที่มีโลกส่วนตัวอยู่กับหนังสือ คุณหญิงเล่าไว้ว่าในวัยเด็กค่อนข้างเหงา ได้อาศัยหนังสือเป็นเพื่อน เมื่อมีเวลาว่างชอบนอนใต้ต้นส้มโอ หนีบหนังสือมาอ่านพร้อมขนมเป็นเสบียงให้อยู่ได้นานๆ ถ้าไม่อ่านหนังสือ ก็จะนั่งเงียบๆ เฝ้ามองสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว ตั้งแต่หมู่เมฆ ท้องฟ้าที่แปรเปลี่ยน สีสันของใบไม้ การเดินของฝูงมด ที่บางครั้งหันมากัดคนสังเกต ไม่มองขึ้นข้างบน ก็ก้มมองปลาเข็มในน้ำ


ความช่างสังเกตรายละเอียดของสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว และความช่างจินตนาการ ซึ่งเป็นที่มาของงานเขียนของคุณหญิงในภายหลัง ดูเหมือนว่าไม่ค่อยช่วยด้านการเรียนในโรงเรียนเท่าไรนัก ในวัยประถม ด.ญ.จำนงศรี เข้าเรียนที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด คุณหญิงเล่าว่า "เรียนเลวมาก โดนครูทำโทษสารพัด ให้ยืนกางแขน เอาป้ายแขวนคอ ไม้บรรทัดฟาด ครบกระบวน แต่ไม่ได้โกรธอะไรครู กลับบ้านก็ไม่รู้จะอ้อนใคร”


ความช่างจินตนาการนำไปสู่การเหม่อลอยบ่อยๆ ผลการเรียนในวัยประถมจึงไม่ได้สวยงาม คุณทวีนุช จ่างตระกูล น้องสาวของคุณหญิงเล่าถึงชีวิตในบ้านริมคลองที่เกี่ยวพันกับการเรียนของพี่สาวไว้ว่า อยู่บ้านริมคลองได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ใช้ท่าน้ำฝั่งตรงกันข้าม “เห็นเด็กๆ ว่ายน้ำในคลองอย่างสนุกสนานโดยปราศจากห่วงยางอย่างในปัจจุบัน (ความจริงห่วงยางใช้ในคลองสมัยนั้นก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะน้ำไหลแรงพอสมควร) แต่เด็กสมัยนั้นใช้อุปกรณ์ธรรมชาติ เช่น ...ตัดต้นกล้วยทั้งลำแล้วขึ้นไปนั่งแบบ Banana Boat ที่ใช้เรือเร็วลากเพื่อความสนุกที่นิยมเล่นกันในทะเลสมัยนี้


“ด้วยเหตุที่เห็นภาพเหล่านี้กระมังที่ทำให้พี่ของเรา (จำนงศรี) ถูกตำหนิ เมื่อครูออกข้อสอบเรื่อง

ประโยชน์ของต้นกล้วย แต่พี่ศรีไม่ทันฟังครูสอน เลยตอบว่าประโยชน์ของต้นกล้วยคือ โยนให้คนที่

จะจมน้ำเกาะ แม้จะเป็นคำตอบที่มีความคิดสร้างสรรค์ แต่คุณครูไม่ซาบซึ้งกับประโยชน์นอกตำราเช่นนี้

พี่ศรีจึงโดนคุณครูนำเรื่องไปฟ้องคุณอา ว่าตอบแบบยียวนหรืออะไรทำนองนั้น”


ผลจึงเป็นดังที่คุณหญิงสรุปว่าด้วยการเรียนในช่วงประถมว่า “ไม่ซนนะ แต่เรียนไม่รู้เรื่องจริงๆ สมัยนั้นถ้าคะแนนรวมทุกวิชาไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นถือว่าสอบตก ต้องซ้ำชั้น แต่ครูบอกว่า ‘เธอตก แต่ฉันปัดคะแนนให้ผ่าน เพราะไม่อยากได้เธอไว้กับฉันอีกปี’ ตอนอายุสัก 50 ได้รับรางวัลนักเรียนเก่าดีเด่น เพื่อนที่จำได้ยังขำเลย”


อยู่กับยาย

คุณยายแจ่ม หวั่งหลี



หลังจากคุณแม่เสียชีวิต นอกจากการใช้ชีวิตในบ้านสวนสุขจิตต์ของคุณพ่อ ภายใต้การดูแลของคุณอาเล็ก ล่ำซำ แล้ว คุณหญิงยังเติบโตในบ้านหวั่งหลี ภายใต้การอุ้มชูของ คุณยายแจ่ม หวั่งหลี


คุณยายแจ่มเป็นภรรยาของ นายตันลิบบ๊วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนไทยคนแรกของตระกูลหวั่งหลี เพราะเกิดในเมืองสยาม และมารดา (หนู หวั่งหลี) เป็นคนไทย คุณตาตันลิบบ๊วยของคุณหญิงเป็นเป็นผู้นำตระกูลหวั่งหลีในเมืองไทย และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง สมาคมพาณิชย์จีนแห่งประเทศไทย (หอการค้าไทย-จีน) ส่วนคุณยายแจ่ม เป็นบุตรสาวของหญิงผู้มีฐานะดี ในสำเพ็ง คุณหญิงจำนงศรีเล่าถึงคุณยายไว้ในหนังสือ ดุจนาวากลางมหาสมุทรว่า ครอบครัวของคุณยายใช้ชีวิตแบบคนไทย


“ในวันโกนจุกคุณยาย แต่งเสื้อผ้าอาภรณ์ตามประเพณีไทย นอกจากรูปโกนจุกแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านแต่งกายแบบอื่นใด นอกจากโจงกระเบนผ้าลายกับเสื้อผ้าป่านสีขาวติดกระดุมหน้า ส่วนผมก็ตัดเป็นทรงดอกกระทุ่ม บางครั้งมีพลูจีบเป็นมวนแน่นกลมทัดอยู่ที่หู แลดูเก๋ เพราะคุณยายเป็นผู้หญิงที่มีใบหน้างามมาก ทั้งมีรูปร่างแบบบาง ท่าทาง นุ่มนวลเจือด้วยอำนาจ


“สำหรับผ้าลายไทยของคุณยายนั้น ต้องผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ทั้งในเรื่องเนื้อ สี และลาย

เสื้อผ้าของท่านจะหอมกรุ่น ไปด้วยกลิ่นดอกชะลูดที่ปลูกไว้เก็บดอกไปตากแห้ง เพื่อใช้อบในตู้ กลิ่นชะลูดหอมละมุนจากเสื้อผ้าของคุณยาย จะเคล้ากับกลิ่นใบเนียมที่มวนกับใบพลู จนขี้นชื่อว่า คุณยายเป็นคนกินหมากที่หอมที่สุด เดินไปทางไหนก็นำความหอมไปด้วย


“ข้าพเจ้าจำติดตามาแต่เล็กว่า คุณยายไม่เคยใช้นิ้วปาดสีผึ้งจากตลับทาปาก อย่างที่ชาวบ้านทั่วไป

ทำกัน หากใช้หลังเล็บหัวแม่มือที่ท่านไว้ยาวและตะไบให้โค้งงาม กรีดผิวสีผึ้งขึ้นมาขยี้กับนิ้วชี้ แล้วจึงทาปากสีผึ้งในตลับจะไม่แปดเปื้อนขี้มือ เล็บคุณยายนั้นขาวสะอาดอยู่เสมอ เพราะท่านไม่ใช้เพียงสบู่ แต่จิกมันลงไปในเนื้อลูกตะลิงปลิงจากต้นที่ท่านปลูกไว้ใกล้ที่ล้างมือ..”


“ข้าพเจ้าเป็นหลานที่ใกล้ชิดท่านมาก คงเป็นเพราะขาดแม่ตั้งแต่ยังไม่ถึง ๓ ขวบ อีกทั้ง สงวน

มารดาข้าพเจ้าเป็นลูกสาวคนเดียวและมาด่วนเสียชีวิตไป นอกจากนั้นยังอาจจะเป็นหลานที่สนุกสนาน

กับความเจ้าบทเจ้ากลอนและความรักหนังสือของท่านเป็นพิเศษอีกด้วย"


คุณยายยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเป็นนักเขียนของคุณหญิงในภายหลัง ดังที่คุณหญิงเขียนไว้ว่า

"คุณยายเป็นผู้ทำให้ข้าพเจ้า ได้รู้เรื่องราวและรสภาษาจากวรรณกรรม ตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออก

ท่านชวนให้ข้าพเจ้าอ่าน รามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ 1 อย่างสนุกสนานตั้งแต่ยังอยู่ประถมต้น และต่อมาก็สอนให้รู้จักหาความสุขจากรสภาษาของ ยาขอบ


"ส่วนขุนช้างขุนแผนนั้น คุณยายเล่าเรื่องให้ฟังแต่จะไม่ให้อ่านเองเพราะท่านบอกว่า มีคำหยาบคาย ที่ไม่เหมาะกับการอ่านของเด็กผู้หญิง ข้าพเจ้ามาคิดได้ภายหลังว่า อันที่จริงแล้ว ท่านไม่ต้องการ ให้ข้าพเจ้าสัมผัสบรรดาบทอัศจรรย์อันอุดมด้วยจินตนาการ การเปรียบเทียบที่ล่อแหลมมากในสายตาท่าน ถึงแม้ว่าท่านจะชื่นชอบวรรณคดีเรื่องนี้มาก และมีเก็บอยู่ในตู้หนังสือของท่าน


"สำหรับมรดกความรักอ่าน รักเขียนนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกขอบพระคุณ คุณยาย มาจนทุกวันนี้..”


คุณยายแจ่มเป็นผู้มีฝีมือด้านการครัวทั้งคาวหวาน เป็นที่เลื่องชื่อลือชา และได้ถ่ายทอดศิลปะการทำอาหารให้กับคุณแม่ของคุณหญิง ซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียว ตั้งแต่อายุประมาณ 10 ขวบ เมื่อทำได้ดีท่านก็ให้ทุนซื้อของมาทำ แล้วให้คนรับใช้หาบไปขายเพื่อจะได้รู้จักการทำมาหาเลี้ยงชีพ และจัดการรายรับรายจ่าย สามารถทำอาหารด้วยความประณีต และรู้จักพลิกแพลง


“อาหารสุดอร่อยจากฝีมือคุณยาย เท่าที่จำได้ มีแกงบวน ไส้กรอกปลาแนม ขนมจีนน้ำพริก

น้ำพริกเผา ข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ขนมไทยนานาชนิด ที่วิเศษสุดเห็นจะเป็นขนมตาลที่อร่อย แทบหารับประทานอีกไมได้ เป็นขนมตาลที่ไม่มีการโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด เพราะคุณยายเห็นว่ามะพร้าวขูดนั้นมีความสาก ไม่กลมกลืนกับเนื้ออันเนียนนุ่มของขนมตาล ซึ่งมีกะทิในระดับพอเหมาะ พอดีอยู่แล้ว...


“การรับประทานขนมตาลอันแสนวิเศษของ คุณยาย จะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน คุณยายจะถามว่า

ขนมตาลวันนี้อร่อยไหม หลานๆ มักจะพลาดท่าพลาดทางตอบว่า อร่อยเสมอ (เพราะอร่อยจริงๆ)

เมื่อตอบเช่นนั้นก็มักจะถูกดุว่าไม่รู้จักสังเกต แล้วท่านก็บอกว่า วันนี้ฟองอากาศในขนมใหญ่เกินไป

ทำให้เนื้อขนมหยาบ วันนี้ฟองอากาศละเอียดเกินไปทำให้เนื้อขนมหนัก หรือวันนี้หวานน้อยไป

ทำให้ไม่พอดีกับความมัน ฯลฯ


“อาหารง่าย ๆ อย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นคนอื่นทำคือ แกงจืด จากการเอาปลาแป้น

ซึ่งเป็นปลาตัวแบนเล็กกว่าฝ่ามือ ลงต้มในซุปใส่อ้อยหั่นเป็นท่อนๆ แล้วผ่าซีก ใส่ใบมะกรูดฉีก ปรุงรสด้วยเกลือ มะนาว และอะไรอีก ข้าพเจ้าจำไม่ได้ คงไม่มีอะไรมาก เพราะเมื่อเสร็จแล้วเป็นต้มจืดที่ใสแหน็ว รสชาติอ่อนๆ นุ่มนวล ไม่เชิงเปรี้ยว ไม่เชิงหวาน ไม่มีกลิ่นคาว เปรียบได้กับความรู้สึกเบาๆ สบายๆ ที่ได้รับเวลาลมเย็นกำลังพอดีๆ เอื่อยผ่านให้หายเหนื่อย


“คุณยายพูดเสมอว่า ถ้าไม่รู้จักสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็จะไม่มีวันทำขนมได้ดี เพราะจะไม่รู้จักหาทางปรับปรุงหรือกลวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ข้าพเจ้าเห็นความเฉลียวฉลาดของท่านได้ชัดเจนขึ้น เมื่อนำหลักนี้มาใช้กับการดำรงชีวิต เพราะถ้าเราไม่มองย้อนเข้าข้างใน เพื่อสังเกตอาการความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ก็คงจะหาเรื่องโทษคนอื่นและสิ่งภายนอกเรื่อยไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีวันที่จะปรับจิตใจให้อยู่ในสภาพที่สงบเย็นพอสมควรได้”


ปริศนาชีวิต


คุณหญิงและหนึ่งในเหล่าหมารัก


เรื่องราววัยเด็กในสวนส้มโอและการฟูมฟักของคุณยาย จบลงพร้อมกับทศวรรษที่ 1940 แต่ความทรงจำ

ในวัยเด็กยังดำรงอยู่ รวมถึงประสบการณ์ที่ทิ้งคำถามใหญ่ไว้ในใจเกี่ยวกับชีวิตและความตาย ที่คุณหญิง

ได้เผชิญในวัยเยาว์


“ที่บ้านสำเหร่มีลูกหมาเล็กๆ อยู่ตัวหนึ่ง ชื่อไอ้แดง เป็นเพื่อนเล่นแก้เหงากัน วันหนึ่งกำลังเล่นกันสนุกๆ มีรถแล่นเข้ามาในบ้านทับมันเข้า เราไม่รู้จะช่วยอย่างไร เขาอุ้มมาวางใต้ต้นส้มโอ เห็นเลือดมันไหล ลิ้นห้อยออกมา หายใจหอบๆ แล้วก็ตายต่อหน้าเรา...มันตัวเล็กนิดเดียว... เป็นภาพจำที่ชัดเจน ทั้งที่ตอนนั้นจำได้ว่าตัวเองเป็นเด็กเล็กมาก อาจจะสัก 8-9 ขวบ

"แปลก...ที่จำไม่ได้ว่าโศกเศร้าเสียใจหรืออะไร ความจำที่ชัดเจนมากกลับเป็นความรู้สึกที่เรียกได้ว่าอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน หะ! อย่างนี้เหรอ... สิ่งที่เราเคยกอด เคยเล่นด้วยกัน ไม่มีอีกแล้ว.. หายไปได้อย่างไร.. มันจบไปเลยหรือไง เป็นความรู้สึกฉงนและตระหนักขึ้นมาในชั่วขณะนั้น ฉงนกับการรู้ว่าจะไม่มีวันที่จะได้เล่นกันอีกแล้ว ตระหนักถึงความจริงที่ไม่อยู่ในบังคับของใครและไม่มีใครช่วยได้


นั่นคือ สิ่งจำได้ชัดเจน...ใจหายกับความจริงที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้มาก่อน”



ภาวะฉับพลันที่ได้ตระหนักถึงความจริงของชีวิตในชั่วขณะนั้น ดำรงอยู่ในรูปปริศนาชีวิตและความตาย

ที่ท้าทายต่อความใคร่รู้ของคุณหญิงเสมอมา

 




ดู 16 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด

Comments


bottom of page