top of page

มองโลกแบบป้าศรี

จาก: Podcast สมองใส...ใจสบาย EP.04



Photo by Khunying Chamnongsri Hanchanlash


คุณป้าคะ ตอนที่ได้รับคำเชิญจากคุณหมอมาคุณป้าตัดสินใจยังไงคะ


“ทันที” รับทันที อายุแค่นี้แล้ว มันไม่ต้องคิดทั้งหน้าทั้งหลังแล้ว กำลังจะ 81 แล้ว และมันก็เป็นเรื่องที่สนใจมากอยู่แล้ว คือ เรื่องของสมองและใจ เป็นเรื่องที่ป้าสนใจมาตลอดเลย คงจะหลายประเด็นว่าทำไมมันประกอบกันขึ้นมา ทำให้สนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ แต่จริงๆ แล้วมันคือ สิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา คือที่พูดอยู่นี้ มันก็คือทั้งสมองทั้งใจ

แล้วตอนนั้นรู้ไหมว่าหน้าที่ประธานชมรมต้องทำอะไรบ้าง


บอกคุณหมอแล้ว บอกคุณหมอทำงานไป ให้ป้าทำอะไรก็เรียกเข้ามา

ป้าจะมีหลายอย่างที่อยากทำ แล้วก็อยากชวนผู้สูงอายุให้ลุกขึ้นมาทำอะไรกับชีวิตมากขึ้นด้วย ทำไมคุณป้าถึงคิดว่าผู้สูงอายุก็ไม่ควรที่จะหยุดตัวเองเอาไว้กับอายุ


เพราะว่าป้าพยายามจะบอกตัวเองว่า ป้าเป็นผู้สูงอายุ แต่จริงๆ แล้วความเป็นผู้สูงอายุกับไม่สูงอายุมันก็รู้สึกเหมือนกัน ถ้าเราไม่ใช่ผู้สูงอายุเราอยากทำอะไร เราเป็นผู้สูงอายุเราก็ทำ มันมีปัญหาอยู่นิดเดียว คือข้อจำกัดทางด้านของร่างกาย


ตอนนี้คุณป้ามีข้อจำกัดอะไรบ้างในวัย 81


มันเยอะนะ คือ เมื่อก่อนเดินเป็น 10 กิโล ขึ้นเขา ลงห้วยได้ ตอนนี้มันก็ไม่ได้ มันทำได้นิดหน่อยมันก็เหนื่อย ตามที่ร่างกายเขาอนุญาต มันก็จะมีปวดนั่น ปวดนี่ ขณะนี้ก็อุตริไปตัดผมตัวเอง แล้วก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ คือมันเพลินไงคะ ตัดตรงนี้ตรงนั้น ข้างหน้าข้างหลัง ก็ไม่รู้หรอก ว่าวันรุ่งขึ้นมันแย่ไปเลย มันปวดมาก ยกอะไรไม่ได้ต้องใส่สลิง ไปหาคุณหมอก็นึกว่าเป็นเพราะเรื่องอื่น คุณหมอพอรู้ว่าตัดผมเอง แล้วก็เป็นชั่วโมง ก็บอกว่า นี่มันอาการคา เกร็งอยู่นาน ก็เลยเป็นมากเลย ร่างกายไม่อนุญาตให้ทำนาน คุณหมอก็บอกว่าถ้าทีนี้จะตัดก็ตัดสัก 2 นาที แล้วก็เอาแขนลง แล้วก็ตัดสัก 2-3 นาทีแล้วก็เอาแขนลงอะไรแบบนี้



ภาพของคุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์


ในช่วงตอนแรกเลยที่ได้รับการเรียกขานว่าผู้สูงอายุ ตอนนั้นมีความรู้สึกอย่างไร แล้วอยู่ในช่วงวัยเท่าไหร่ที่ฉันยอมรับแล้วว่าเป็นผู้สูงอายุ คิดยังไงกับคำว่าผู้สูงอายุ


ก็สูงจริงๆ มันค่อยเป็นค่อยไปมั้ง จริงๆ แล้วป้าทำอะไรได้เยอะมาก จนกระทั่งปลาย 79 กำลังจะ 80 ตอนนั้นเพราะว่าทำอะไรก็รู้สึกมันจะล้ม ใจมันหวิวๆ เป็นอยู่นานนะ ไปอินเดีย ไปอะไร โอ๊ยสาหัสสากรรจ์เลย แต่มันจะมีช่วงที่เราบอกว่าเราเดินไม่ไหวแล้ว ตอนหลัง Thaipublica เชิญไปพูด รู้สึกอยู่บนเวที 2 ชั่วโมง ขณะที่อยู่นั้น มันจะล้มอยู่เรื่อย แต่เราก็ไม่รู้แหละ ฉันจะพูดให้ครบ 2 ชั่วโมง แต่พอลงจากนั้น มันเดินไม่ได้ แต่เขาไม่รู้กัน เพราะว่าป้าขอเก้าอี้ แล้วก็นั่ง อีก 2 วันต่อมามันล้มจริงๆ ก็เลยเข้าโรงพยาบาลยาวเลย มันเป็นเรื่องสารพัด complication เยอะ เป็นครั้งแรกที่ล้ม อยู่กับลูก 2 คน กินข้าวด้วยกัน ความที่เขาไม่ชินที่ว่าแม่ลงไปนอนกับพื้น เขาก็บอก “แม่ลงไปนอนกับพื้นทำไม” ไม่เคยเห็น เราก็ไม่เคยเป็น


การล้มครั้งแรกและการล้มครั้งนั้น มันบอกอะไรกับป้าบ้าง ป้าคิดว่าได้รับรู้อะไรบ้างจากการล้มครั้งนั้น


ก็รู้ว่าตัวเองป่วยอะไรบ้าง แล้วก็พอเข้าโรงพยาบาล ก็มี Complication ต่างๆ เยอะแยะมาก พูดตรงๆ นะ ป้าอาจจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่สำหรับ Podcast นี้ คือมันก็ไม่ได้บอกอะไร มันก็เป็นแบบนั้นแหละ ตอนนั้นมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งเรื่องหัวใจ ปอด แล้วก็ขาหักด้วย


คือปัญหาของป้าที่อาจจะไม่เป็นประโยชน์ในการอธิบายอะไรก็ได้ คือป้าก็รู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้น แต่ป้าก็ไม่ได้บอกตัวเองว่า ฉันยอมรับ ก็เราทำได้แค่ไหน ก็ได้แค่นั้น

ทำไมถึงตัดสินใจปิดแฟนเพจที่มีคนติดตามเยอะๆ

คือ จริงๆ แล้วป้าปฏิบัติธรรมเยอะ แต่ในส่วนที่คนเห็นข้างนอกนี้ มันเป็นส่วนของความสนุกสนานหรือวิธีคิดหรืออะไรต่ออะไร แต่มันมีอีกพาร์ทหนึ่งที่มองเห็นว่า มันก็ต้องจบเข้าสักวัน ถูกไหม แล้วตอนนั้นมีแฟนเพจ 6 หมื่นคน ถ้าเรายังรู้สึกว่าเราไม่แฟนเยอะ มันอะไรเยอะ มันก็เลยเกาะอยู่ ก็ไม่ได้ตั้งใจทำแบบนั้น แต่ว่ามันรู้สึกอย่างนั้น สถานการณ์มันพาไปแบบนั้น


ตอนนี้ไม่ได้ทำงานที่ชีวามิตรแบบที่เมื่อก่อนทำแล้ว ?


คือ ชีวามิตร ก็เป็นผลของการทำงานก่อนนั้นมา และการศึกษามา 4-5 ปี เสร็จแล้วพอเราไม่สำเร็จในเรื่องของการที่จะเกี่ยวข้องหรือทำให้เกิด Hospice เมื่อ 4-5 ปีมาแล้ว หลังจากรู้ว่างานที่เราอยากให้เกิดคงเป็นไปไม่ได้ จึงเกิดชีวามิตรไงคะ เออ แล้วทำไมเราไม่ทำในสิ่งที่เราทำเองได้ ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล ไม่ใช่อะไรสักอย่าง เป็นแค่คนที่สนใจเรื่องความตายมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยเกิดชีวามิตร ตอนหลังๆ ป้าก็มีคนรุ่นใหม่ที่แม่เขาตาย พ่อเขาตาย พ่อป่วย ย่าเขาติดเตียงอะไรแบบนี้ 2-3 คน พวกนี้เป็นคนที่คล้ายๆ ป้า ทั้ง 3 คนเลย เขารับไปเลย 3 สาว เราเรียกว่า 3 นางฟ้า


ไม่ว่าป้าจะทำอะไรก็แล้วแต่ มักจะมีพลังดึงดูดให้คนที่อยู่ในช่วงวัยอื่นๆ เข้าไปช่วย เข้าไปร่วม เข้ามามีส่วนร่วมกับงานของป้า


เยอะเลยค่ะ แม้กระทั่งเรื่องหนัง มันก็มีแป๋ว ใครต่อใคร



วิธีการที่เราบ่มเพาะตัวเรา มันไร้ข้อจำกัด เราไร้กรอบ เราไม่ต้องกลัวอะไร เราสามารถลุยไปข้างหน้าได้ตลอดเลย อันนี้คุณป้าเป็นมายังไง


ถ้ามัวแต่บ่มมันก็ไม่เป็น ก็แค่ทำมันไป เป็นแบบนี้มาตลอด คือถ้าเราไม่ได้บ่มเอง สถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อม หรือชีวิตมันบ่มให้ คือป้าไม่มีแม่ตั้งแต่ 2 ขวบ ป้าเรียนหนังสือเลวทรามมาก ขณะที่สมัยนั้นเขาให้ 50% ให้ผ่านขึ้นชั้น ครูเรียกไปแล้วบอกว่า “นี่จำนงศรี เธอไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำไปสอบไล่เนี่ย แต่ครูไม่อยากจะเอาเธอไว้กับครูแล้ว ครูเลยปัดให้” ก็เลยได้ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง มันก็เลวทรามถึงขนาดนั้น


อายุ 12 เพราะว่าไม่มีคุณแม่ แล้วคุณพ่อก็มีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ภาษาอังกฤษจะกลายเป็นภาษาของโลก ท่านมองการณ์ไกลเก่งมาก จับส่งไปเลย ส่งไปอังกฤษสมัยเครื่องบินใบพัดนึกออกไหม แล้วกว่าจะไปถึงต้องหยุดที่ปากีสถาน ต้องอะไรต่ออะไร กว่าจะไปถึงอังกฤษได้ สมัยนั้น 1952 เป็นปีที่พระเจ้าจอร์จที่ 6 ตายแล้วก็ควีนเอลิซาเบทซึ่งยังสาวพริ้งมากขึ้นมาเป็นควีนแทน คิดดูสิ ป้าไปก่อนที่พระเจ้าจอร์จตายประมาณ 3-4 วัน


คุณพ่อให้ไปอยู่กับแม่บ้านที่เป็นผู้หญิง 3 คน ที่สูญเสียคู่ของตัวไปในสงคราม 3 คนอยู่ด้วยกัน เราก็จะเห็นชีวิตของผู้หญิงที่ต้องสูญเสียหลายอย่าง แล้วก็มีการศึกษาดี มีอยู่คนหนึ่งที่การศึกษาไม่ดีนักเป็นน้องสาว ในช่วงสงครามเขาเข้าไปทำอาวุธ แล้วมันต้องใช้ดินปืน เขาเป็นรูมะตอย มือหงิกหมด แล้วเท้าก็หงิกหมดเป็นคนพิการ แต่ถ้าดูรูปเขาก่อนที่เขาจะเป็น เขาเป็นผู้หญิงที่สวยมากเลย ตอนที่เขาเข้าไปทำในคลังอาวุธเขาอายุ 16 เพราะฉะนั้นอยู่กับผู้หญิง 3 คน เราเรียนรู้โดยธรรมชาติว่าชีวิตมันไม่ใช่เรื่องง่าย และชีวิตเราเองมันไม่ใช่เรื่องง่าย


คุณพ่อให้อยู่กับแม่บ้านจนกระทั่ง 6 เดือน แล้วก็ไปเข้าโรงเรียนเล็กๆ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีคนต่างชาติเลย คนต่างชาติที่ไม่ใช่อังกฤษมีคนเดียวที่พ่อเป็นอังกฤษหรือแม่เป็นอังกฤษ แล้วก็อีกคนหนึ่งเป็นอเมริกัน คิดดูสิคะว่า มันเปลี่ยนจากทุกอย่างหมดเลย เราก็พูดภาษาก็ยังไม่ค่อยเก่ง โรงเรียนอยู่กลางป่าชื่อว่า New Forest รอบๆ โรงเรียนไม่มีอะไรเลย มีเป็นบ้านชาวบ้านที่เรียกว่า Cottage 2-3 หลังอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นชีวิตป้ามันไม่เคยง่าย ป้าว่าเด็กที่น่าสงสารซึ่งไม่ใช่ป้า มันเรียนรู้เกี่ยวกับการอยู่กับปัจจุบันมาตลอด มันจะไปคิดข้างหน้าคิดข้างหลังมันสาหัสเกินไป แต่ว่าถ้าคิดถอยหลังป้าไม่มีอะไรติกับเด็กคนนี้

แต่เราอยู่กับปัจจุบันตลอด ?


สมัยเด็กคงไม่อยู่กับปัจจุบันเพราะว่าเราเรียนหนังสือไม่เก่งเลย มันเหม่อ ก็แสดงว่ามันไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่ป้าจำได้ว่าเป็นเด็กที่ไม่ Happy แต่เราไม่ได้เข้าไปอยู่ใน Unhappiness อันนั้นแล้ว แต่ว่าเพื่อนๆ เล่าให้ฟังเมื่อไม่นานมานี้ ทานข้าวด้วยกันกับเพื่อนๆ ราชินี “ศรีฉันจำได้ว่า เธอมันประหลาดนะ เธอถูกทำโทษเธอก็หัวเราะอยู่เรื่อย” แต่ป้าไม่ได้จำอันนั้นได้เลย เขาบอกว่า กางแขนวิ่งรอบสนามเป็นการถูกลงโทษ เธอหัวเราะไปตลอดทาง คือป้าจำไม่ได้ ป้าว่าไม่น่าจะหัวเราะเลยนะ

เป็นเพราะคุณป้าปฏิบัติธรรมด้วยไหม เลยมีผลให้เราพร้อมเผชิญ เราพร้อมจะเจออะไรก็ได้


ป้าไม่ได้คิดอย่างนั้น เอางี้ดีกว่า เล่าเรื่องขาหัก ว่าอะไรเกิดขึ้น เรื่องอ่อนแอไปแล้ว หัวใจมันไม่ดีไปแล้ว วันนั้นที่แก่งกระจานมันร้อน ไปกัน 2 คนตายาย แล้วเข้าใจว่ามันรู้สึกหวิวๆ นี่แหละ ก็เลยตกลงมา สิ่งที่น่าสนใจคือป้าไม่เคยอะไรหักมาก่อนในชีวิต การมองเห็นกระดูกมันทิ่มออกมาหน่อยนึง แล้วก็ขาที่มันขดมาเป็นมุมแล้วก็มันบวมทันที มันเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ป้าเก่งมากในเรื่องของการทำขาหมูใส่เบียร์นะ คือสำหรับเราก็เลิกทำขาหมูมานานแล้ว มันขายดีมาก แล้วมาถึงจุดที่ทำไมเราเอาขาเขามาทำสตางค์ให้ตัวเอง จริงๆ แล้วขายสนุกอะ ป้าก็มองขาแล้วมันก็เหมือน “คากิ” ตอนแรกมันยังไม่เจ็บมันชา ไม่เจ็บเลย อ.ชิงชัย แกตรงกันข้ามกับป้าเลย แกเต้นไปมา ด้วยความตื่นตระหนก จะบ้าตาย


ในขณะที่ตอนนั้นมันแวบเข้ามาเอง คือทุกอย่างถ้าเราปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของมนุษย์มันช่วยให้ตัวเองผ่านไปได้ ทีนี้พอนึกเสร็จแล้ว มันก็เริ่มปวด มันปวดมากเลย ก็จำได้ว่าหัวเราะ ถ้าไม่หัวเราะมันต้องแย่แน่ มีคนมารุมเยอะแยะ มีคนมาพัดให้ คนที่ไปกินข้าวอะไร แล้วก็ต้องรอรถขึ้นไปรับรถจากโรงพยาบาลแก่งกระจาน มันหลายทอดมาก ป้าโทรศัพท์หาคุณหมอสมศักดิ์เอง บอกว่า “คุณหมอป้าขาหัก” แล้วคุณหมอถาม “ใครขาหักครับ” เมื่อไม่นานมานี้คุณหมอบอกว่า “คุณป้ารู้ไหมว่าคุณป้าโทรมา ผมแทบจะไม่รู้เลยว่า คุณป้าขาหัก เพราะเสียงมันไม่เหมือนคนขาหัก” เพราะว่าส่วนหนึ่งคือ เวลาคนเขากังวลเราเยอะๆ เราก็ยิ่งกังวลใหญ่ เพราะฉะนั้นป้าจะต้องร้องแน่ๆ เพราะมันเจ็บเหลือเกิน ป้าก็ทำให้ทุกคนหัวเราะได้ ป้าบอกว่า เดี๋ยวป้าจะร้องดังที่สุดเลย อะจะร้องแล้วนะ แล้วก็ร้องกรี๊ดๆ ทุกคนมันก็ขำค่ะ มันก็ทำให้บรรยากาศของจิตใจเราตึงเครียดน้อยลง


ตลอดทางที่รถเขาพาเราลงมาที่แก่งกระจาน ป้าต้องบอกเขาตลอดเวลาว่า เอาหละถึงเวลาร้อง แล้วก็ร้องดังที่สุด แต่มันดีนะคะ คือว่าการร้องกับการไม่ร้องมันต่างกันมาก เวลาร้อง Attention ของเรา ใจเราทั้งหมดอยู่ที่กระบวนการร้อง แล้ววันนั้นคุณภัทราวดีก็ได้บอกว่า การร้องมันดีเพราะว่า มันส่งลมหายใจออกมา ทำให้ดีอะค่ะ ทั้งป้าศรีและคุณเล็กเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เราจะร้องไว้ก่อน ไม่ต้องเป็นตัวอย่างให้ใคร การเป็นตัวอย่างให้คน มันหนักหนา เพราะงั้นไม่ต้องเป็นตัวอย่างให้ใคร กว่าจะมาถึงจุฬาฯ ก็ 2 ทุ่ม คุณหมอบอกว่าเขาต้องดึงเป็นหนุ่ม ๆ 3 คน เราก็บอกคุณหมอว่า เด็กคนนั้นมันร้องดังมาก ป้าจะร้องดังกว่า แล้วป้าก็ร้องดังมาก

ถ้าอยากจะฝากอะไรให้คนฟัง เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ อยากจะฝากว่าอะไร


ป้าอยากจะฝากว่า อดีตมันมี อนาคตมันมี แต่ว่ามันไม่เกี่ยวกับเรา ไม่รู้ รู้สึกอย่างนั้นนะ เพราะว่าอนาคตของป้า ยังไงความตายมันอยู่ไม่ไกล มันก็อย่างนั้นแหละ มันก็เป็นอนาคต สนุกกับปัจจุบันดีกว่า เราจะสนุกได้ต่อเมื่อเราอยู่กับปัจจุบัน


รับชมเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=hHVxz1CgRkM&t=1s

 

ดู 4 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page