top of page

นางงามนี้ไร้กรุณา/ La Belle Dame Sans Merci

John Keats

บทกวีของ จอห์น คีตส์ กวีชาวอังกฤษ (1795 -1821)

Translated: Chamnongsri Rutnin and Naowarat Pongpaiboon




“ โอ้ว่าอัศวินชินชาญศึก ‘O what can ail thee, knight-at-arms,

ใยร่อนเร่ร้าวลึกล้าแรงร่อย Alone and palely loitering?

ไม้น้ำเขียวเซียวซบทบทยอย The sedge has withered from the lake,

ไร้สำเนียงนกน้อยลอยสราญ And no birds sing.


โอ้ว่าอัศวินชินชาญสนาม ‘O what can ail thee, knight-at–arms,

โทรมชานเทวศทุกข์ไปทุกด้าน So haggard and so woe-begone?

เจ้ากระรอกเสร็จชุ่มเสบียงงาน The squirrel’s granary is full,

ฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็สิ้นแล้ว And the harvest’s done.


ใยดอกไม้ซีดขาวบนเงาหน้า ‘I see a lily on thy brow,

ร้าวรานราหมาดช้ำน้ำค้างแผ้ว With anguish moist and fever dew;

และแก้มริ้วกุหลาบเคยฉาบแวว And on thy cheek, a fading rose

มาพรากแพรวพร่าพรายไปเร็วพลัน” Fast withereth too.”


“ฉันพบเธอเทพธิดาที่ท้องทุ่ง ‘I met a lady in the mead,

เจิดจรุงเต็มงามดังความฝัน Full beautiful—a faery’s child,

จากปลายผมจรดเท้าลำเพาพรรณ Her hair was long, her foot was light,

และตาเธอนั้นคมขลับแวววับไว And her eyes were wild.


ฉันเสียบแซมเกศามาลัยน้อย ‘I made a garland for her head,

คล้องข้อมือคล้องสร้อยสะเอวใส่ And bracelets too, and fragrant zone;

ตาสบตารักกรุ่นละมุนละไม She looked at me as she did love,

สะท้านไหวหวานแว่วแผ่วรันจวน And made sweet moan.


ฉันประคองเธอคล้อยลอยอาชา ‘I set her on my pacing steed

ลอยเวลาลอยวันมิหันหวน And nothing else saw all day long,

เอนแอบแนบเคียงสำเนียงนวล For sideways would she lean, and sing

ชวนฟังวังเวงเพลงนางฟ้า A faery’s song.


เธอรินทิพยธาตุหยาดระยาง ‘She found me roots of relish sweet,

ทิพย์น้ำค้างหวานฉ่ำน้ำผึ้งป่า And honey wild and manna dew,

แน่วสำเนียงกระซิบทิพย์วาจา And sure in language strange she said,

เมื่อเธอว่า “ฉันรักแท้ รักแต่เธอ” “I love thee true”


เธอพาฉันดั้นด้นสู่หนแห่ง She took me to her elfin grot,

สะทกสั่นกรรแสงสะอื้นเอ่อ And there she wept and sighed full sore;

ฉันปิดกั้นทำนบแก้วแววละเมอ And there I shut her wild, wild eyes

ด้วยจุมพิตสนิทเสนออยู่ซ้ำ ๆ With kisses four.


และแล้วเธอก็กล่อมให้ฉันหลับ And there she lulled me asleep,

แต่ฉันกลับฝันร้ายแสนร้ายร่ำ And there I dreamed – Ah! woe betide!

ดั่งความฝันสุดท้ายสุดใจจำ The latest dream I ever dreamed

บนภูเทือกยะเยือกย้ำเยียบวิญญาณ์ On the cold hill’s side.


ฉันแลเห็นส่ำกษัตริย์สิ้นเกียรติศักดิ์ ‘I saw pale kings and princes too,

นักรบนักต่อนักสิ้นศักดิ์ค่า Pale warriors, death-pale were they all;

ล้วนกู่พร่ำ “นางงามนี้ไร้กรุณา” Who cried — “La Belle Dame sans Merci”

บ่วงมนตราตรึงนับกัปกัลป์” Hath thee in thrall!”


ฉันเห็นปากผากแห้งในแสงสลัว I saw their starved lips in the gloam

และคำเตือนน่ากลัวจากปากนั่น With horrid warning gaped wide,

ฉันตื่นขึ้นทันใดได้พบพลัน And I awoke and found me here

บนภูเทือกยะเยือกสั่นครั่นคล้อย On the cold hill-side.

นี่คือเหตุที่ฉันสัญจรเปลี่ยว And this is why I sojourn here

ดายเดียวพับพ่ายไร้แรงร่อย Alone and palely loitering

ไม้น้ำเหงาเซาซมทบทยอย Though the sedge is withered from the lake,

ไร้เสียงนกน้อยลอยสราญ And no birds sing.”

 


ดู 175 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด

Commentaires


bottom of page