top of page

ธุดงควัตร สนทนาภาษาหนัง

(โครงการภาพยนตร์กับผู้สูงอายุ)



บันทึกสนทนาสกัดบทเรียนจากภาพยนตร์ เรื่อง ธุดงควัตร

วันที่ 11 มกราคม 2561

ในโครงการภาพยนตร์กับผู้สูงอายุ โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์ฝึกสมองโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ บริษัทชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด

ณ ห้อง 1208 ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ผู้ร่วมสนทนา คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย และ นิธิวัฒน์ ธราธร

หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์พรจากฟ้า ดำเนินรายการโดย สัณห์ชัย โชติรสเศรณี


เรื่องย่อ : ชายวัยกลางคนจากภาคอีสาน รอนแรมมาหางานทำในภาคใต้ เพื่ออนาคตใหม่ แต่ไม่เป็น

ดังหวัง ทั้งภรรยาทอดทิ้งและลูกเสียชีวิต ทำให้ติดหล่มความทุกข์ในอดีต ในขณะที่การใช้ชีวิตแบบกึ่งบ้ากึ่งเมา ทำให้เผชิญกับปัญหาใหม่ๆ ในชีวิต เมื่อถึงจุดตกต่ำสุดและได้พบกับพระป่ารูปหนึ่ง ทำให้เขาตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ออกเดินทางธุดงค์เพื่อได้เรียนรู้ธรรมะอันเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ โดยหวังว่าจะนำให้เขาได้พ้นจากบ่วง


คุณหญิงจำนงศรีได้พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า


"ที่เลือก(ธุดงควัตร) เพราะค้างคาว่าจะมีคนเดินออกจากห้องสักกี่คน เพราะว่าหนังที่เราเอามาฉายเป็นสิบกว่าเรื่อง ล้วนมีเรื่องที่ให้คุยเยอะ จนล้นเวลา เป็นเรื่องของอารมณ์ ความขัดแย้งที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนัง Hollywood ความขัดแย้งจะชัดมาก ดราม่าเยอะ มีความรวดเร็วในการตัดภาพ การใช้กล้องที่ดึงความสนใจของคนดูเอาไว้ตลอดเวลา ...พอมาถึงเรื่องนี้แล้วที่เลือกเพราะก็คืออย่างว่า อยากจะทดสอบว่าเราจะเสียแฟนไปเยอะแค่ไหน แล้วก็อันที่สองก็คือตัวเองแปลกใจตัวเอง ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกรู้สึกว่ามันช้ามาก แล้วก็กล้องมันเหมือนเฟรมรูปเลย คนจะเดินเข้าเดินออก กล้องจะไม่ตาม และความที่หนังมันช้า ดูเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นบอกลูกน้องว่า “หนังเรื่องนี้เอาไปใช้ไม่ได้หรอก มันสั้นไป” เขาบอกว่า “คุณหญิงขา คุณหญิงนั่งดูหนังสองชั่วโมงนะ” อันนี้เริ่มมหัศจรรย์ตัวเองแล้วว่า อะไรมันเกิดขึ้น ที่เราดูหนังเรื่องนี้ ที่เราว่าช้า แต่เราสามารถนั่งอยู่ข้างหน้า แล้วนึกว่ามันไม่ถึงชั่วโมง แต่มันสองชั่วโมงแล้ว มันทำอะไรกับเรา ก็เป็นเหตุผลที่แปลก

"สำหรับหนังเรื่องนี้ตัวเด่นในสายตาของป้าเอง ไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย จริงๆ ถ้าดูให้ดีแล้วมันเป็นการไม่มีจุดมุ่งหมาย แต่เป็นการหาทางที่จะออกจากทุกข์ ต้องพูดว่ามันต่างกันกับจุดมุ่งหมายว่า ฉันจะไปตรงนั้น ผู้ชายคนนี้ทุกข์เหลือเกิน เพราะงั้นอะไรที่เข้ามาสะดุดนิดหนึ่ง ก็ลอง จะหาทางออกจากทุกข์ ความรู้สึกอันนี้สำหรับป้าศรีเองมันตรงกับคำว่า “Wandering”


"ถ้าจะพูดธรรมะนิด ๆ มันเห็นชัดเลยว่าทุกข์ เห็นสมุทัย แต่ทีละนิด มันเห็นว่ามีทางที่จะไปแล้ว ทำให้มันเบาลง ความเบาลงก็คือรู้ว่าตัวเหตุของทุกข์ก็คือกิเลสของตัวเอง จะเห็นว่ามันก็เป็น Wandering นะ ไปแล้วก็เจอ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดว่าจุดมุ่งหมายคืออะไร เพราะงั้นคำว่า “Wandering” ตรงสำหรับตัวเองมันจบในตัวของมันเอง ประการที่สองคุณหมอพูดในเชิงเทคนิคให้เห็นภาพ ให้เห็นเสียง ป้าศรีพูดในแง่ของ concept ประการที่สามที่จริงแล้วป้าศรีไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่บนเวทีนี้ ...ที่ภาคเหนือจะมีตัวสิงห์อยู่ตามกำแพงวัด แล้วป้าศรีไปเจอว่ามีสิงห์บางตัวที่คาบผู้หญิง อย่างที่วัดป่าดาราภิรมย์มีตั้งหลายตัว เราก็สงสัยตามประสา ก็ไปถามพระ ท่านก็บอกว่ามันเป็น concept ว่าผู้หญิงเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ เราก็รู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่ขึ้นหรอกเวทีนี้ ให้ผู้ชายสามคนนี้เขาตอบกัน

"จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้มันเป็น symbolic ทั้งเรื่อง ...เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในการเดินทาง ป้าว่ามันสะท้อนทุกข์ ตอนต้นเลยที่ตัวเองกินเหล้า แล้วขาดสติไปเยาะเย้ยคนอื่น แล้วก็ถูกป๊อกจนกระทั่งหมดสติ สมุทัยของทุกข์แท้ๆ เลย ถือว่าตัวเองไปหาเรื่องเขาเอง แล้วก็ศีลข้อสุราชัดเจนมาก แล้วก็พระมาอยู่ตอนที่ตื่นพอดี เห็นความสะอาดของส่วนที่ไม่ได้มีสมุทัย การยึดในเรื่องของลูก การยึดภรรยา ก็เห็นว่าเป็นสมุทัย...ป้าไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้บวช เพราะคิดว่ามันเป็นทางสว่างหรือว่าอะไร แต่คือ สัมผัสเมตตา สัมผัสความเย็นที่มาในขณะที่ตัวเองกระหาย ป้ามองว่ามันเป็น Wandering เขาเห็นแล้วว่าระหว่างเหตุของทุกข์ เหตุของการไม่มีทุกข์ มันเห็นตลอดเวลา การยึดอยากจะได้สิ่งที่อยากได้แต่ไม่ได้ กับอยู่ดี ๆ มันเห็นสิ่งที่เป็นเมตตาธรรมมาวาง มันเริ่มเห็นแล้วว่านี่คือทางที่ต้องไป แต่ไปยังไงก็ไม่รู้ แล้วก็เห็นความสงบในทางพระ หรือความร้อนรนของตัวเองที่จะต้องไปหาเหล้า มันเป็นในเชิงเทียบซึ่งถ้าเรามองว่ามนุษย์คนนี้เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่สิ่งนี้มันคงอดที่จะเห็นไม่ได้"


สามารถชมเนื้อหาทั้งหมดได้ที่ :

 

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด
bottom of page