top of page

ตอร์ตีญ่าแฟลต-โรงเตี๊ยมกวี

เถิดเทิงสู่ทุ่งสีกัน-วันนัดพบกวี


โดย อาโป




เล่าสู่กันฟังอีกครั้ง จะซ้ำซากจำเจ ก็วงการกวีระยะนี้คึกคักเป็นพิเศษ นับแต่คราวสภากวีโลกมาประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อปลายปีที่แล้ว แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ก็ได้สร้างมิติใหม่ๆ ให้วงการ


ปีใหม่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลมฝนลมหนาวเริ่มหลีกทางให้ลมร้อน ดอกไม้หน้าร้อนผ่อนเปลี่ยนใบแห้งสยายกลีบอวดดอก โผล่แซมข้างถนน นึกถึงหนังสือกวีนิพนธ์แซมแผงมากหน้าหลายตา อวดโชว์ให้คนอ่านชวนหยิบไปจนถึงเดือนสิงหาคม แล้ววงการก็จะได้กวีชีไรท์คนใหม่


เอ่ยบอกกันอย่างนี้อย่าหาว่าตื่นข่าวกันก่อนไก่โห่ เพราะยังเหลือเวลาอีกนาน แต่อยากให้จับตาวงการวรรณกรรมกันเสียเนิ่นๆ ปีนี้รางวัลซีไรท์ถึงคิวกวีนิพนธ์ คาดเก็งกันดู เลือกซื้อหนังสือกันมาอ่านดู ชอบใครรักใคร เชียร์เอาไว้ในใจเงียบๆ


หรือไม่อยากอ่านกวีอยู่ในใจเงียบๆ ออกไปฟังกวีอ่านผลงานของตัวเองให้ฟังก็ยังได้ รายการอ่านบทกวีมีอยู่บ่อย ๆ แทบทุกสัปดาห์ มีตั้งแต่โรงเตี๊ยมไปถึงโรงแรม ถึงได้บอกไงว่าคึกคักกันเป็นพิเศษ หรือให้บอกว่าปีนี้เป็นปีทองของกวีก็ยังได้


พูดถึงโรงเตี๊ยม ให้นึกไปถึงนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง กระบี่อยู่ที่ใจ เหล้าอยู่ที่จอก แต่โรงเตี๊ยมที่กำลังจะพูดถึงแนะนำกันได้เลยว่าอยู่ข้างโรงหนังแม็คแคนน่า ชื่อโรงเตี๊ยมของเขาเก๋ไก๋ไม่เบา


ตอร์ตีญ่าแฟลต ฟังยาก เข้าใจยากถ้าไม่รู้จักจอห์น สไตน์เบ็ก แต่ปรากฎว่าทุกคนรู้จัก "โลกียชน"

เรื่องแปลลายครามของประมูล อุณหธูป นักเขียนนักแปลผู้ล่วงลับแต่กาย หากฝากผลงานคับฟ้า

ตอร์ตีญ่าแฟลตก็คือเรื่องโลกียชนนั่นแหละ อ่านเแล้วติดใจ ยกให้เป็นหนังสือเล่มหนึ่งในดวงใจกันเลย

ทีเดียว ด้วยเรื่องราวของแดนนี่กับผองเพื่อนจัดเป็นมนุษย์พันธุ์หมาบ้า ที่พยายามเข้าถึงแก่นของความเป็นปุถุชนอย่างที่สุด


พิบูลศักดิ์ ละครพล หรือน้าปอนของน้องๆ หลังจากพับฐานสำนักพิมพ์สู่ฝันไว้กับบ้านในสวน และเขียนหนังสืออย่างไฟไม่ราฟืนอยู่ได้พักใหญ่ ไม่รู้เป็นเพราะเหงาหรืออะไรกันแน่ ถึงเปรยกับน้องๆ "สงสัยต้องทำอะไรกันสักอย่าง" น้าปอนเอ่ยบอกในวันหนึ่ง ก่อนจะปรากฏตอร์ตีญ่าแฟลต ในรูปแบบโรงเตี๊ยม ซึ่งเป็นมุมในห้องเล็กๆ ที่สัมผัสได้อย่างไม่เคอะเขิน


"พี่อยากสร้างบรรยากาศให้คนหนุ่มสาวร่วมสมัย ก็ทำเท่าที่แรงพี่พอจะมีอยู่ เป้าหมายหลักๆ อยากให้ตอร์ตีญาแฟลตเป็นที่นัดพบของเพื่อนๆ ในแวดวงนักเขียน กวี ศิลปิน พบกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ร้องเพลง ร่ายบทกวี คุยกันเรื่องวรรณกรรม ภาพเขียน หนัง หรือใครมีผลงานหนังสือออกใหม่ มาเปิดแนะนำกันได้ พี่กับเพื่อนๆ จะคอยต้อนรับ นี่คือความตั้งใจมากกว่าจะคิดเรื่องการค้า เพราะถ้าพูดเรื่อง

การค้า ก็รู้ๆ กันอยู่ กลุ่มคนประเภทเราไปไม่ไหว"


ความตั้งใจของตอร์ตีญ่าแฟลตในนามของน้าปอนและเพื่อนๆ เท่าที่ไปสังเกตตั้งแต่หนึ่งทุ่มไปจนดึก ถือว่าคึกคักพอควร กลิ่นศิลปินอบอวลออกมาเป็นบทกวี บทเพลง และเสียงพูดคุย บางประโยค

บางความหมายยังคงติดหูอยู่จนวันนี้


"ที่จริงวงการเรามีอยู่ด้วยกัน ไม่กี่คน ก็อย่าได้มัวทะเลาะอะไรกันอยู่เลย" สุชาติ สวัสดิ์ศรี เปรยขึ้นอย่างเหนื่อยๆ ในโรงเตี้ยมตอร์ตีญาแฟลต ขณะที่หลายคนกำลังแยกย้ายกันกลับบ้าน เมื่อยามดึกโรยร่วง


"ถนนคงไม่เงียบเหงาถ้าเราจะลากถนนไปสู่ตอร์ตีญ่าแฟลตบ้าง" ใครอีกบางคนเอ่ยขึ้นเหมือนซักชวนหมู่มิตรไปสัมผัสในสิ่งที่อยากจะสัมผัส หรือจะให้เราลากไปสู่อีกถนนหนึ่งของความเป็นไพลิน รุ้งรัตน์ กับล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ศูนย์สังคีตคิลป์ นักวิจารณ์วรรณกรรมคนนั้นจัดงานวันนัดพบกวี จัดร่วมกับหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์




"ยอดเยี่ยม" ถ้าจะบอกว่างานนี้ทั้งบ่าและไหล่ของกวีเบียดกระทบกันดังตุ้บตั้บ มีทุกกลุ่ม มีทุกแนว และมาจากทุกภาค มาแบบ "มาตามนัด" กวีนัดพบ พบแล้วก็อ่านกวี จะให้ทำอะไร จะให้เมาเหล้าแล้วอาละวาด กวีไม่ถนัด ยกเว้นเมาแล้วเพี้ยนสำหรับบางคน


กลุ่มคนฟังดูรวมๆ แล้วรู้สึกว่าจะน้อยกว่าใบหน้าของกวี นี่พอจะพูดว่างานกร่อยไม่ค่อยสำเร็จได้หรือเปล่า เพราะถ้ากวีอ่านกวีให้กวีด้วยกันเองฟัง มันยังไงๆ อยู่ชอบกล เผลอเห็นนะ เห็นว่ากวีบางคน นั่งมองสาวเพลินจนกวีหายไปจากหัว หรือว่าเป็นความสุขส่วนตัว (แฮะๆ ๆ ไม่ได้ว่ากันนะ)


ตามกำหนดในรายการ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จะเป็นผู้เปิดงาน แต่รู้สึกว่าจะมาหลังบ่ายโมงไปแล้ว

คนอื่นเขาเลยเปิดไปก่อน เริ่มกันที่กลุ่มดอกเลา กลุ่มคนอ่านกวีที่เตรียมตัวมาดี แถมอ่านลิลิตพระลอเสียด้วย เลยได้โศกสะท้านเศร้าสะเทือนกันไปทั้งห้อง โดยเฉพาะกังวานเสียงของ วิภาพ คัญทัพ ยอมรับว่าเยี่ยม


ประยอม ซองทอง เขียนกลอนใต้ร่มจามจุรีมาเนิ่นนาน แต่ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นกวี และไม่กล้าที่จะอ่านผลงานของตัวเองด้วย เลยเลือกอ่านงานเขียนของกุลทรัพย์ รุ่งฤดี ที่รวมเล่มอยู่ในชุด "ลำนำ

เจ้าพระยา" และก็ผ่านไปอย่างไม่ราบรื่นนัก ด้วยผู้อ่านทำตกๆ หล่น ๆ


คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน พักเหนื่อยจากงานเบิกหล้าฟ้าใหม่ ก็มาเหนื่อยอย่างมีความสุขอีกครั้ง คุณหญิงท่านนี้เขียนกวีเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งที่เขียนบทละคร บทความเป็นภาษาไทย แต่เมื่อจรดปากกาเป็นกวี

เมื่อใด ไม่รู้เป็นไงหลุดออกมาเป็นภาษาอังกฤษทุกที


"หยดฝนกับใบบัว" นิทานกวีที่ถูกแปลโดยนักภาษาตัวยง เทพศิริ สุขโสภา ซึ่งคุณหญิงบอกว่าจะให้ยืนอ่านก็ไม่ได้เลย จำเป็นต้องนั่งลงอ่านบนขอบเวที หยดฝนกับใบบัว ถูกตีความเป็นความรัก ซึ่งตัดต่อมาให้

อ่านกันช่วงหนึ่ง


"ตะวันสูง หยาดฝนใส ประกายกล้าดั่งวิญญาณแก้วเก้า ใบบัวเฝ้าเพ่งมอง ตะวันยิ่งสูง หยดน้ำยิ่งสวย" หรือภาษาของธรรมชาติที่แลเห็นเสียงออกมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ "อึ่งอ่างครางเสียงอ้วนๆ ขับ

ความเงียบออกไปจากความมืด"


รายการต่อมาเป็นของชุมนุมศิลปกรรมและวรรณศิลป์ โรงเรียนปากเกร็ด อ่านบทกวีชุด "บทบาทสตรีกับสันติภาพ" อ่านบทกวีด้วย มีรีวิวประกอบด้วย ก็ต้องชื่นชมกันเป็นพิเศษสำหรับโรงเรียนปากเกร็ดที่สนับสนุนกิจกรรมให้กับนักเรียน


เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์มาสายอย่างที่บอก ขึ้นไปเปิดงานย้อนหลัง ด้วยบทกวีที่ให้กำลังใจกวี นุ่มนวล

มีพลัง ฝากความหวัง "สัมผัสใจไม่ใช่สัมผัสคำ"


ถึงคราวคมทวน คันธนู ขึ้นไปก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง อ่านทีเดียวสองเล่ม คือเลือกอ่านบางบท "สะดุด" ไม่ใช่ชื่อกวีนะ แต่เป็นความรู้สึกในบทกวีที่เขาอ่านซึ่งทิ่มแทงอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ แม้บางคนจะบอกว่าสุ้มเสียงในการอ่านของเขาออกจะอ้วน ๆ ไปหน่อย แต่ก็จับความได้ถ้าตั้งใจพังกันอย่างจริงๆ


สุชาติ สวัสดิ์ศรี จูงมือ "น้องโมน" สู่เวที และให้น้องโมนอ่านบทกวี "ปรีดี พนมยงค์" กดอารมณ์คนฟังเงียบกริบ บทกวีชิ้นนี้เขียนโดย ศรีดาวเรือง ซึ่งนั่งฟังอย่างให้กำลังใจลูกอยู่ข้างหลัง ขนาบข้างด้วย

ภิญโญ กองทอง นักวิจาร์ณ์วรรณกรรมจากหอการค้า และมหาจัด คงสุข ที่นั่งอยู่แถวหน้า ก่อนลุกขึ้นเอาของขวัญไปให้โมนเมื่อบทกวีจบลง


"เวลาในวันนี้เหลือไม่มาก ขอให้เวลาที่เหลือเป็นของหนุ่มๆ สาวๆ" สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าวเมื่อถูก

เรียกร้องให้อ่านกวีแข่งกับลูกชาย ที่สุดก็ขอตัวลงข้างล่างอย่างไม่สดชื่นนัก บรรยากาศออกจะมัวๆ นิดๆ

ด้วยหลายคนต่างรู้ว่า พี่เอื้อยทางวรรณกรรมกำลังจะอพยพออกจากทุ่งสีกัน ในปัญหาเรื่องบ้านบนที่ดินของคนอื่น หากความสัมพันธ์ระหว่างแมกไม้ใบหญ้ากับจิตวิญญาณทั้งหมดเป็นของเขา


เวลาเหลืออยู่ไม่มากถูกยกยอดให้คนหนุ่มสาวที่เหลือ แก้ว ลายทอง สมพงษ์ ทวี วสันต์ สิทธิเขต ณัฐกานต์ ลิ่มสถาพร เวียง วชิระ และ พิบูลศักดิ์ ละครพล อ่านบทกวีในเรื่องราวของแผ่นดิน ต้นไม้ ใบหญ้า ความเงียบ ดวงดาว ความหมายรวม ๆ 'แด่สุชาติ สวัสดิ์ศรี'


เสี้ยวจันทร์ แรมไพร ตอกย้ำสำนึกของนักสะสม เป็นบทกวีแนวจิตวิทยา เล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่งสะสมกางเกงในผู้หญิง ขณะที่เพ็ญ ภัคตะ กวีสาวรุ่นใหม่ เธอขึ้นไปบอกคนฟังถึงเรื่องราวของฝนจูบฟ้า

ชวาลา ชัยมีแรง ขึ้นไปครวญเพลงกระท่อมใบตองตึงอาบแสงจันทร์


ศิวกานต์ ปทุมสูติ อ่านบทกวีเป็นเพลงลูกทุ่ง น่าฟังไปอีกแบบ แสงดาว ศรัทธามั่น มุ่งมั่นลงมาจากเชียงใหม่ อ่านบทกวีกระชากหน้ากากการเมือง กนกพงศ์ สงสมพันธุ์, ไพวรินทร์ ขาวงาม, ข้าวฟ่าง,

เอ๊ะ, โชคชัย บัณฑิต, วาปี, สมศักดิ์ ทวีทรัพย์, นฤมิตร ประพันธ์ กวีหนุ่มสาวเหล่านี้หดหัวไม่ยอมขึ้นเวที สืบถามแล้วได้เหตุผลต่างๆ กัน


ส่วนผู้สื่อข่าวเจ้าประจำจาก สีสัน, สตรีสาร, สกุลไทย, เปรียว, สยามรัฐ และแพรวของเรา กดชัตเตอร์กันเป็นว่าเล่นสนุกและม่วนหลายไปกับงานวันนัดพบกวี แต่งานนี้ช่างภาพกิตติมศักดิ์ต้องยกให้ สิทธิชัย

แสงกระจ่าง ส่วนบุคคลกิตติมศักดิ์ต้องยกให้พรชัย วีระณรงค์ บอกอสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์


งานเลิก คนไม่เลิก เลยไปต่อกันที่ทุ่งสีกัน ไม่รู้เป็นไงมั่ง เพราะเราไม่ได้ไป!


 

จาก คอลัมน์ ศาลาริมน้ำ นิตยสาร แพรว

ดู 5 ครั้ง0 ความคิดเห็น

โพสต์ที่คล้ายกัน

ดูทั้งหมด

Comments


bottom of page