top of page

คุยกันเรื่องความรัก

กับ คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน, จรัล มโนเพ็ชร

โดย “ลาซัง”



มื้อกลางวัน: ห้องอาหารซุยเซียน โรงแรมแลนด์มาร์ค


อีกครั้งเมื่อยังมีรัก รักทุกๆ คน และพิเศษวันนี้ สำหรับปรับเปลี่ยนปรุงโฉมสาวแพรวอันแสนสวย แนะนำกันสั้นๆ “มื้อกลางวัน” คอลัมน์ใหม่ อบอุ่น อิ่มใจ และตื้นตันใจจนพูดอะไรไม่ออก เมื่อนั่งอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายของความรัก มี คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน จรัล มโนเพ็ชร ป่านแก้ว “พิมพ์สี” ชาริม เพียงพรายแสง และน้องน้ำผึ้ง (บุตรสาวคุณหญิง)


โรงแรมแลนด์มาร์ค ห้องซุยเซียนกับยามเที่ยงมื้อกลางวัน พลิ้วเพลงพริ้งเพราะ อาหารอร่อย (เดี๋ยวคอยพบกับเมนูท้ายรายการของวันนี้ว่ามีอะไรบ้าง) ตอนนี้เรียกน้ำย่อยกันไปก่อน เป็นการทักทายและทำความรู้จักบุคคลที่จะมาทิ่มแทงกันเรื่องความรัก (ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก)




คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน นามสกุลเดิม “ล่ำซำ” บุตรคุณจุลินทร์ อดีตเคยเป็นนักเรียนราชินี แล้วไปอยู่อังกฤษตั้งแต่อายุ 12 ปี หลังผ่านไฮสกูล ใฝ่ผันอยากเรียนวรรณคดี บังเอิญตอบคำถามคุณพ่อไม่ได้ เรียนวรรณคดีไปทำไม เลยได้เรียนเลขานุการ, ประวัติศาสตร์ศิลป์, เรียนการทำอาหาร และเรียนแม้กระทั่งการเดินแบบ จบแล้วกลับเมืองไทยเมื่ออายุ 18 ปี งานแรกที่จับคือชิ้ปปิ้ง ต่อด้วยนักหนังสือพิมพ์ของบางกอกเวิร์ลด์ กระทั่งอีก 3 ปีต่อมาจึงแต่งงานกับนายแพทย์อุทัย รัตนิน พร้อมกับเลิกงานประจำทุกอย่าง แต่ใช้เวลาว่างโดยการเขียนบทกวีเป็นภาษาอังกฤษ


ที่จริงเรื่องบทกวี บทละคร เรื่องสั้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณหญิงสนใจมาก่อน โดยเฉพาะบทละครเรื่องหนึ่งเคยได้รับรางวัลจากมูลนิธิจอห์น เอ.อีกิ้น


ปกติทุกวันนี้ของคุณหญิงประจำอยู่ที่คลินิกของสามี และบ่อยครั้งที่ออกงานเพื่ออ่านบทกวี ล่าสุดของ

คุณหญิงคือ รายการเบิกหล้าฟ้าใหม่ จัดแสดงที่หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ได้รับการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จนต้องเพิ่มรอบการแสดง


ส่วนศิลปินลูกข้าวนึ่ง หรือโฟล์คซองคำเมือง แทบไม่ต้องแนะนำอะไรกันอีก ด้วยเวลาผ่านไปแล้วหลายเส้นผม จรัล มโนเพ็ชร ก็ยังคงเป็นจรัล ทั้งความฝันและความรักของเขาสวยงาม ผลิดอกออกผลเป็น

ไม้กลางกรุง


ฉากแรกของความรักเริ่มต้นที่ไหน เริ่มที่ใจ หรือวูบหนึ่งของความรู้สึก ศิลปินจากล้านนาหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเปรยออกมาว่า


“ผมมักจะโดนสวดจากเพื่อนฝูงเมื่อพูดถึงความรัก เขาถามว่าความรักคืออะไร เมื่อผมตอบเพื่อนไม่เข้าใจ เพราะผมมีทรรศนะเกี่ยวกับความรักธรรมดามาก ผมคิดว่าความรักมันเกิดแผล็บเดียวจริง ๆ (เห็นก็รักเลยงั้นหรือ – เสียงถาม) มันจะไม่อย่างงั้น คือเราจะเห็นความรักอยู่ทั่วไป คนสวย คนดี คนถูกใจ แต่ไม่รักหรอก เพราะจะเจอคนเดียวเท่านั้น เจอปุ๊บรักปั๊บ แล้วหายไปเลย”


เอ๊ะ! มันยังไง ความรักความรู้สึกดี ๆ อันนั้นจะหายไปเลยหรือ – ย้ำเหมือนไม่แน่ใจ คนย้ำคือป่านแก้ว ซึ่งกำลังขยับท่านั่งให้มั่นคงกับเก้าอี้


“ความรัก ความรู้สึกดีๆ อันนั้นคือความรู้สึกที่ไม่ต้องการรู้ว่าเขาเป็นใคร และไม่ต้องการคำตอบว่าเขารักเราหรือเปล่า เขามีความบกพร่องตรงไหน ดีเด่นตรงไหน แต่ถ้าเราต้องการอยากรู้เมื่อไหร่ เขาลูกเต้าเหล่าใคร บ้านช่องอยู่ไหน อันนี้ไม่ใช่ความรัก เพราะถ้าเราเริ่มรู้จัก เดี๋ยวก็กลายเป็นความคิดถึง กลายเป็นความห่วงหาอาทร เห็นแก่ตัว กระชากลากถู ตามล้างตามอาละวาดหรือตามให้ ตามเสียสละ สิ่งเหล่านี้มาทีหลัง แต่ความรักนี่แผล็บเดียว”


ความรักที่ว่าคงจะเกิดขึ้นบ่อย เลยพลอยให้ “พิมพ์สี” โพล่งกระแซะคุณจรัล แผล็บมากี่ทีแล้วคะ


“จนกว่าจะหมดไปไง มันเกิดขึ้นบ่อย แล้วอาจจะสืบเนื่องต่อกันไปเป็นปีสองปีแล้วจบ อาจจะจบด้วยความสมบูรณ์แบบคืออยู่ด้วยกัน เข้าใจกัน หรือว่าร้างลากันไป แต่เดี๋ยวก็เจออีก รับรองคนเราเจอแผล็บหลายที ผมถึงบอกไง ทรรศนะความรักของผม เพื่อนๆ มักจะสวด”


“ไม่ค่ะ” คุณหญิงรีบปฏิเสธแทนให้ “ไม่สวด เข้าใจ แต่ว่าไม่เคยคิด เพิ่งได้ยินวันนี้ ความรักมีแผล็บเดียว แต่ฟังดูแล้วจริงค่ะ”


“ผมว่าความรักไม่ใช่วิทยาศาสตร์ มันนิยามไม่ได้” จรัลว่าต่อ แล้วทิ้งจังหวะทีท่าครุ่นคิดจนคุณหญิงเอ่ยแทรก


“จากประสบการณ์ตัวเองที่ได้เห็นโลก ทำให้ดิฉันค่อยข้างถอยห่างออกมา แล้วมองอะไรที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา...อันที่จริงดิฉันกำลังจะพูดว่า ถ้าคุยอะไรที่เป็นภาษาพูดไม่ค่อยเป็น คือว่าดิฉันถนัดคุยด้วยภาษาเขียนมากกว่า ก็ไม่รู้ว่าวันนี้เชิญมาถูกตัวหรือเปล่า” (หัวเราะ)


แล้วทรรศนะความรักของคุณหญิงเป็นอย่างไรบ้างคะ – ทีมงานของเรายิงคำถามทันควัน คุณหญิงเลยหันไปหยิบสูจิบัตรงานเบิกหล้าฟ้าใหม่ พลิกๆ เปิดๆ แล้วอ่านบทกวีเป็นภาษาอังกฤษ ในชิ้นที่ชื่อ MIRAGE หรือ “มายา” ซึ่งสุจิตรา จงสถิตวัฒนา แปลเป็นไทยไว้ดังนี้


“มนุษย์สร้างหน้ากาก

ให้วิญญาณของตน

เขามองดูหน้ากากนั้น

และกล่าวว่า

ฉันรู้จักตนเอง


มนุษย์สร้างรูปลักษณ์

ให้กับความคิดของตน

เขาชี้ชมรูปลักษณ์เหล่านั้น

และกล่าวว่า

ฉันรักสิ่งนี้ เกลียดสิ่งนี้


มนุษย์สร้างมายา

ให้กับชีวิตของตน

เขาปล่อยตนให้สลายไปในมายา

และรำพันว่า

นี่เป็นความสุข นี่เป็นความทุกข์”


คุณหญิงกล่าวเสริมบทกวีที่บอกว่าเป็นทรรศนะความรักอีกมุมหนึ่ง “เวลานี้ถ้าดิฉันพูดถึงความรัก มันไม่ใช่ความรักอย่างที่คุณจรัลว่า แต่เป็นความรักระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มากกว่า ไม่ใช่เรื่องของหญิงกับชาย”


“ผมขอยืนยันว่า ความรักของผมเป็นอย่างนั้นจริง ๆ”


ความรักของคุณจรัลที่กล้ายืนยัน คือความรักของหนุ่มสาว ซึ่งไม่ใช่ความชอบพอ เพราะถ้าชอบพอก็จะไม่ “ทุ่ม” ไม่ถึงกับไปค้นหาว่าเขาเป็นใคร ซึ่งเมื่อผ่านจุด “แผล็บ” ไปแล้ว ทุกสิ่งอย่างก็จะดีหมดแม้ว่า


“เพื่อนจะมาพูดเข้าหู เขาเป็นคนยังงั้น ยังงี้ ไม่ดี เราบอก โอ๊ย ดี ถูกแล้ว ดีแล้ว ต้องเป็นยังงี้แหละ ปากจัดรึ โอ๊ย ไม่เป็นไร” (หัวเราะ)


แน่นอนว่าส่วนหนึ่งของความรัก ก่อเกิดขึ้นจากจินตนาการ รูปร่างหน้าตาต้องมาก่อน แล้วตามด้วย

เบื้องลึกข้างใน นิสัยใจคอ ดูๆ กันไป คุณจรัลบอกถึงจินตนาการของเขาว่า


“อาจจะเห็นจากแฟนเพื่อนเรา (หัวเราะ) เห็นในหนังสือ ในภาพเขียน แล้วบอกตัวเองว่าเราชอบ

ผู้หญิงอย่างนี้นะ ชอบบุคลิกและลีลาจากการพูดของแฟนเพื่อน หรืออื่นๆ มาประมวลกันแล้วลงตัวที่เขา เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เราจินตนาการเอาไว้ ”


นานตราบเท่าที่ความรักจะอยู่กับเรา แต่เมื่อความรักไม่อยู่ บ้างอาจจะหนีไปเที่ยว บ้างเตลิดเปิดเปิง

ไปสู่ที่อื่น เหล่านี้อาจจะไม่ใช่ความรักอีกต่อไป โดยเฉพาะกรณีแยกทางกันเดิน


“สำหรับผม มีความสุขกับความรู้สึกนี้ แม้จะผ่านไปแล้ว เราก็ยังเป็นเพื่อน และเราไม่โกรธ ไม่เกลียด ถ้าคิดถึง นัดพบออกไปกินข้าว เที่ยวกันได้สนิทใจ ไม่มีความรู้สึกสูญเสียสำหรับความรัก”


เห็นไหมว่าความรักเของนักเพลงคนนี้สวยงาม สวยงาม – ขนาดคุณหญิงออกปากว่า


“ไป ๆ มา ๆ ดิฉันก็เห็นด้วยกับคุณจรัล เพียงแต่ดิฉันมีมุมมองผ่านศาสนา เห็นความรักเป็นมายา แต่มายาก็เป็นสัจธรรม คือสิ่งที่เราบอกว่ารัก เกลียด ชอบ หรือไม่ชอบ มันไม่ได้อยู่ที่เราเห็นหรอกนะ มันอยู่ที่การสร้างของสมอง เพราะฉะนั้นแล้วเราสร้างเอง เห็นเอง การเปลี่ยนแปลงก็เกิดจากการคิดของเรา หรือเกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง ไม่ว่าตอนที่เรารัก หรือไม่รัก ซึ่งถ้ามันมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้สะเทือนใจแล้วเปลี่ยนแปลง เราจะไม่รู้สึกว่าเขาไม่ดี หรือเราไม่ชอบ แต่ดิฉันจะรู้สึกว่านี่คือธรรมชาติของความคิดที่เราปลูกฝังขึ้นมาตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้น”


ประสบการณ์แห่งความรัก ถ้าเปรียบเหมือนเกมอะไรสักอย่างระหว่างคนสองคน ย่อมมีคนเปิดเกม และคนปิดเกม แต่ละกรณีไม่แน่เสมอไป เพราะทั้งสองคนอาจช่วยเปิด และช่วยปิดพร้อมๆ กัน ยกเว้นคุณจรัล


“ผมเป็นคนเปิดเกมก่อน เปิดมาแล้วสามครั้ง (หัวเราะ) มันช่วยไม่ได้หรอก อายุสิบสามสิบสี่ก็เริ่มแล้ว”


“ตอนที่รักพี่สาวหรือเปล่า” คุณหญิงเป็นฝ่ายซักบ้าง พลางหัวเราะ


“ครับ” ยอมรับโดยดี เลยชวนนึกไปถึงเพลง 'พี่สาวครับ' ของเขา เนื้อหาและลีลาของเพลงนั้นน่ารักดีแท้ สำเนียงเหนือ ๆ “ เจอกันเมื่อสองสามปีก่อน ผมยังละอ่อนและซนแก่น ฮักเป๋นปี้สาว บ่ได้เหมาเอาเป๋นแฟน ปี้ก็ฮักผมเป๋นน้องจาย ปี้สาวครับ ต๋อนนี้ผมฮักปี้แล้วครับ จะฮักปี้บ่มีหน่าย บ่อยากเป๋นน้องจายแล้วละ”


“คือตอนเด็กผมเรียนหนังสือไว อยู่กับรุ่นพี่ที่โตกว่ามาก ผมเรียนหนังสือเร็วไปสี่ปี รุ่นพี่เขามีแฟน

สิ่งที่เราต้องตามเขาให้ทัน ก็คือต้องมีแฟนเหมือนกับเขา ก็ไปจีบรุ่นพี่ซึ่งอายุห่างกันเจ็ดปี แล้ววันหนึ่งก็หายกันไป เพราะเขาคงเบื่อที่จะมาคบเด็ก และเราไปเจอคนใหม่ เจอแล้วหาย หายแล้วมีอีก ผมถึงบอกว่าอย่างน้อยทุกคนต้องเกิดความรู้สึกนี้ มากกว่าหนึ่งครั้ง ผมเองนี่เจอแล้วสามครั้ง”


สามครั้งในวัย 33 ปีของวันนี้ เขาคือพ่อม่ายลูกสอง ซึ่งไม่รู้ว่าจะเจอครั้งสี่ครั้งห้าอีกหรือเปล่า และก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเชื่อในความรักอมตะ


“ความรักอมตะหรือครับ ผมว่านั่นเป็นความรู้สึกที่คนมีให้กับความรักมากกว่า เราสถาปนาความรักขึ้นมาแล้วตั้งคำถามว่าความรักคืออะไร ทุกคนมีคำตอบ แต่จะไม่เหมือนกัน และจะไม่มีวันบอกได้หมด ไม่ใช่อ้าว! หมดรึยัง (ปั้นหน้าพะอืดพะอม) ยังไม่หมด มี แต่บอกไม่ได้ ลึกๆ ในใจยังมีอีก”

“เรียกว่าเรารักความรัก” น้องผึ้งเอ่ยขึ้นเงียบ ๆ แทบไม่มีใครได้ยิน


“ใช่ เรารักความรักที่ผู้คนเขียนนิยายอมตะ วาดเป็นภาพเขียนเล่าสู่กันฟัง หรือความรักสั่งสอนเรา ในฐานะเราเป็นมนุษย์ ความรักเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโรมิโอ จูเลียต เป็นอย่างแผลเก่า น่าเศร้า น่าซาบซึ้ง และคนเทิดทูนความรักว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม บางคนเลยตั้งความหวังไว้สูงมาก ทั้งที่บางทีเราไม่ได้อะไร บางทีก็ตกกระไดพลอยโจน ช้ำอกช้ำใจ แต่จริงๆ แล้ว ความรักมันลงตัวอยู่ที่เจ้าตัวมากกว่า เขาถึงได้อยู่กันจนแก่จนเฒ่า”


โดยที่บางครั้งไม่ได้รักกันเลย – ป่านแก้วยิ้มหยอดให้คุณจรัลอีกครั้ง บังเอิญว่าคุณหญิงเตรียมท่าไว้ก่อน เลยรีบขยับคำพูด


“ดิฉันขอใช้คำว่า ‘ผูกพัน’ จะไม่ใช้คำว่ารัก ความผูกพันนี่สำคัญนะคะ คือมันไม่ใช่สิ่งที่คุณจรัลพูดถึง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำอะไรร่วมกันมา โกรธกันมา ดีกันมา อะไรต่อมิอะไรมากมาย อาจจะให้ความทุกข์ต่อกัน ให้ความสุขต่อกัน ปนกันไปหมดและมันเหมือนชีวิตประจำวันของเรา ทุกข์สุขคละเคล้ากันไป และเราก็หลอกตัวเองอยู่เรื่อย นี่สุข นี่ทุกข์ จะพูดยังไงล่ะ...ไปดูเบิกหล้าฟ้าใหม่ก็แล้วกัน” (หัวเราะ)


คุณหญิงก็ยังงี้แหละ ทรรศนะต่อความรักแบบ “มายา” แต่ไม่ลืมติดเสียงฮา พลอยให้สมาชิกร่วมโต๊ะหัวเราะครึกครื้น จนบางคนอย่างชาริมลืมไปแล้วกระมัง...เที่ยงวันแล้วจ้า ป่านแก้วพี่คนโตของทีมงานกระซิบบอกเมื่อเหลียวดูนาฬิกา แล้วทำเสียงสัญญาณด้วยช้อนกระทบจานเบา ๆ “กุ๊งกุ๊ง ๆ กุ๊กกิ๊ก ๆ”


หยุดพักความรักกันไว้ก่อน เพราะกองทัพความรักก็เดินด้วยท้องเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วความรักไม่เคยหยุดพักหรือพักผ่อน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ความรักก็ปลิวว่อนอยู่ในห้องจีน อาหารจีน เพลงบรรเลงจีนราวกับ

ตัวโน๊ตเหล่านั้นหลุดออกมาจากม่านไผ่ไกลโพ้น


คุณหญิงขัดตาตะเกียบขึ้นมาว่า ก็ทำนองว่าให้คุณจรัลเล่าถึงความรัก “แผล็บ ๆ” ที่ผ่านมาสามครั้งนั่นแหละ


“คนแรกที่เจอเค้าเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ผมเรียนปีหนึ่ง เขาเรียนปีสี่ และผมเรียนเร็วเกินอายุสี่ปี เขาเลยแก่กว่าผมเจ็ดปี (หัวเราะ) แต่เป็นความรู้สึกที่เราทึ่งเขามาก เลยชอบเค้า อื้อฮื้อ! ทุกอย่าง เขาใช้ให้ทำอะไร รายงงรายงานทำหมด”


ทำไปโดยไม่รู้ว่าถูกหลอก – “พิมพ์สี” ติดเบรกเป็นนกแซงแซว ขณะป่านแก้วก็ถามว่า แล้วเขาไม่รู้หรือว่าเรามีความรักต่อเขา


“รู้ฮะ ถ้าไม่รู้เขาคงไม่มาให้ช่วยทำอะไรให้หรอก (หัวเราะ) ซึ่งผมมารู้ตอนหลังว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ได้รักเราหรอก”


ไม่รักแต่ก็เอ็นดูเหมือนน้องชาย เป็นความรู้สึกดีๆ และแปลกๆ ความรักอีกครั้งขณะที่ยังเรียนไม่จบ หากความรักสุกงอมให้ผลไม้หล่นลูก ซึ่งคุณจรัลบอกว่าเขามีลูกชายกับคนรักคนนั้น บัดนี้อายุ 17 ปี เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


“คนที่สามเป็นแม่ของน้องไม้” (ชื่อลูกที่กลายมาเป็น 'ไม้กลางกรุง' ร้านอาหารร้านใหม่ของ จรัล มโนเพ็ชร)


ลูกเป็นผลผลิตของความรัก เป็นสายสร้อยร้อยใจ และเป็นอะไร ๆ ที่บอกยากในความผูกพันอันล้ำลึก แต่คุณจรัลก็ยังบอกว่า


“ลูกไม่ใช่จินตนาการ ลูกไม่ใช่ความรักเหมือนอย่างที่เรารักแม่ของเขา ลูกคือสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เขาเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ ลูกจะเป็นอะไรไม่รู้ แต่เราพร้อมที่จะเลี้ยงดูและให้ ให้ซึ่งไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องให้และการที่เราให้เขา เราก็ไม่มีความหวังกลับคืน”


ความรักที่กำลังพูดกันเริ่มไหลสู่สายธารของความเป็นลูกที่ยิ่งใหญ่ไหลลึก และเงียบงันเกินกว่าจะถาม – ตอบได้ฉับพลันเหมือนอย่างความรัก “เธอ-ฉัน” คุณหญิงบอกว่าการวาดหวังสิ่งตอบแทนจากลูกก็เป็น

อีกเรื่องหนึ่งของมายา


“เราไปสร้างว่านี่เป็นลูกเรา เลยเหมือนกับการสร้างกระจก หรือสร้างหน้ากาก อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดทุกข์ แต่อย่างไรก็ตามความรักแท้ที่พ่อแม่มีให้กับลูก ไม่ใช่มายาทั้งหมด ยังมีอะไรที่เป็นแก่นแท้”


แล้วบทกวีจากแม่ถึงลูก “A WOMEN TO HER DAUGHTER” ก็รินรดลงอีกหนึ่งความรัก ณ บรรทัดนี้


แม่มิใช่กวี

จึงมิอาจกรองกลั่น

ความอ่อนหวาน ความโหดร้าย

และมายาหลากหลายของชีวิต

เป็นถ้อยคำอันมีมนต์ขลัง

ที่จะอ้อยอิ่งอยู่ในวิญญาณ


แม่มิใช่นักปรัชญา

จึงขาดไร้สติปัญญา

จะอธิบายให้เจ้าเข้าใจ

ถึงเหตุผลและหนทาง

ของทั้งชีวิตและความตาย

และความยุ่งยากซับซ้อนทั้งหลาย

เพียงเพื่อจะดำรงอยู่ในโลกนี้


และแม่มิใช่นักจริยธรรม

จึงมิอาจสอนสั่งเจ้า

ให้ตัดสินเพื่อนมนุษย์

และประณามความผิดชั่วใด ๆ

เพราะใครเล่าจะเข้าใจซึ้ง

ถึงไฟปรารถนาอันเผาผลาญ

และความเจ็บปวดทรมาน

ในดวงใจผู้อื่นได้


แม่เป็นเพียงหญิง

จึงได้แต่จะวอนขอเจ้า

ให้ค่อยๆ รับรู้ ค่อยๆ สัมผัส

ผืนแพรหลากเนื้อของความเป็นจริงในชีวิต

และ

ด้วยหัวใจของผู้หญิง

พยายามรับรู้ พยายามเข้าใจ

พยายามเรื่อยไป...เรื่อยไป


เรื่อยไปกับบทกวีของคุณหญิงจนจบบท จากนั้นคุณจรัลก็รับช่วงต่อ โดยเล่าถึง “น้องไม้” กับเหตุการณ์หนึ่ง


“ผมกับน้องไม้ไปชนบท น้องไม้ขณะนั้นอายุสองขวบ ตามบ้านนอกฝนตก หลังฝนหยุดตกอึ่งอ่างร้องตามท้องนา ลูกนอนหลับแล้วสะดุ้งตื่น เขย่าผม เรียกพ่อๆ ผมถามอะไรลูก เงียบ ผมรู้นิสัยเขา เขาไม่พูด แต่เราต้องค้นหาเองว่าเขาเป็นอะไร อ๋อ อึ่งอ่างลูก ‘พ่อไม้กลัว’ ไม่ต้องกลัว เท่านี้แหละทำให้ผมนอนคิดจนสว่าง ถ้าเขาไม่มีเรา เขาต้องทนความกลัวอันนั้นไปจนกว่าอึ่งอ่างหยุดร้องรึไง และอันนี้คืออะไร เป็นสิ่งเล็กๆ แต่เราบอกว่า ไม่ต้องกลัวลูก เขาก็หลับและทำไมเรารู้ว่าเขากลัวอึ่งอ่าง อันนี้สิที่เราตอบไม่ได้ ทำให้เรานอนคิด แต่คิดอย่างมีความสุขมาก มีความรู้สึกว่าได้ปกป้อง ได้คุ้มครองใครสักคนที่ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ผู้มีพระคุณ ไม่ใช่เป็นคนรัก แต่มันเหมือนเป็นแขนเป็นขา”


เหตุการณ์เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ บอกความหมายของการเป็นพ่อ


“เคยไปที่บ้านคุณจรัลครั้งหนึ่ง” คุณหญิงเล่าบ้าง “ดิฉันเกิดมาไม่เคยเห็นพ่อคนไหนตอบคำถามลูกได้ยาวเฟื้อยเท่าคุณจรัล น้องไม้ถาม แรกๆ ของคำถามนั้นพอจะตอบได้ พอถึงคำถามยี่สิบ รู้สึกว่าน้องไม้ถามอะไรที่มนุษย์ตอบไม่ได้ แต่คุณจรัลก็ยังตอบอยู่นั่นแหละ ถามกันไปตอบกันมา จนน้องไม้หลับคาแขน ถามตอบอย่างไรกันบ้าง คุณจรัลเล่าต่อสิ ” (หัวเราะ)


“คือผมต้องการให้เขามีจินตนาการ การที่เด็กถาม อะไรก็ได้ตอบไปเถอะ มันจะต่อจินตนาการของเขาเอง ไม่ใช่เป็นการมอมเมา เพราะวัยเด็กขนาดนั้นเขายังแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับจินตนาการ อย่างลูกถาม นางฟ้าทำอะไรอยู่บนดวงดาว เราตอบ ปลูกมะเขือเทศ (หัวเราะกันทั้งโต๊ะ)


“ลูกถามอีก นางฟ้าเอามะเขือเทศไปไหน เราบอก เอามาให้เด็กดีกิน (หัวเราะ) แล้วซานตาคลอสปลูกอะไร (ทำเสียงเด็ก ๆ ) ปลูกแครอท ปลูกฟักทอง ปลูกกับใคร จีจี้ไงลูก จิงเกิ้ลเบลกับปีเตอร์แพนก็ไปช่วยกันปลูก


“เพื่อนผมบอกเลย นายกำลังมอมเมาลูก ผมเถียง ไม่ใช่ เขาเห็นซานตาคลอส ปีเตอร์แพนก็เห็น จีจี้ก็เห็นในการ์ตูน นั่นคือสิ่งที่มีจริงอยู่ในจินตนาการของเขา แต่ถ้าเราตอบไม่ได้ว่าปีเตอร์แพนอยู่ที่ไหน เราโง่ไหมล่ะ เขาจะเชื่อเราไหม เขาจะไว้ใจเราหรือเปล่า แต่ถ้าเราบอกว่าปีเตอร์แพนอยู่บนดวงดาว บางวันก็ไปหานางฟ้า และนางฟ้ามีสามสีนะลูกนะ สีขาว สีเหลือง สีดำ


“นางฟ้าจะมาเยี่ยมเด็กทุกคืน ลอยเข้ามาทางหน้าต่าง เด็กคนไหนหลับแล้วก็จะมาหอมแก้ม แล้วไปบ้านอื่น แต่ถ้าเด็กคนไหนดื้อ นางฟ้าจะมายืนดูแล้วจดชื่อ ไม่หอมแก้ม และนางฟ้าคนนั้นจะมีสีดำ


“มีอยู่ครั้งหนึ่งน้องไม้เค้าดื้อ ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่บอกให้เขารู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ดี เขารู้ว่าผิด แต่เราไม่ซ้ำเติม คืนนั้นน้องไม้ฝัน เขามาบอกตอนเช้า ฝันอะไรลูก – เราถามนางฟ้ามาหา ผมยังไม่คิดอะไรต่อ เขารีบบอกสีดำนะพ่อ (หัวเราะ)


“หรือตอนที่ผมเด็กๆ ไม่มีใครเข้าใจจินตนาการของผม คนทั้งหมู่บ้านพูดเลย เด็กคนนี้พูดกับต้นไม้ได้ เขาพูดแบบหมั่นไส้ กระแทกมาถึงพ่อแม่ หาว่าผมจินตนาการมากจนพูดกับคนไม่รู้เรื่อง”


ศิลปินทุกสาขา จินตนาการคือการก่อเกิดที่จะปูทางมาสู่จุดความสำเร็จ จรัล มโนเพ็ชร ก็เป็นส่วนหนึ่งในมากมายของจินตนาการอันเชื่อมโยงกับความรัก และเมื่อถึงตรงนี้ คุณหญิงจำนงศรีเอ่ยเอื้อนความรักในรูปแบบธรรมชาติซึ่งรายรอบด้วยแวดล้อมทั่วๆ ไป


“เวลาที่บอกว่าเรารักธรรมชาติ ความหมายมันคืออะไรแน่ ดิฉันไม่ทราบ แต่คงไม่พูดว่าดิฉันรักธรรมชาติ เพราะดิฉันไม่รู้ว่าจะรักมันยังไง เพียงแต่ดิฉันรู้ว่าเราได้อะไรๆ จากธรรมชาติ


“เมื่อเด็กๆ ดิฉันอยู่บ้านสวน คุณแม่เสียตั้งแต่ดิฉันยังเด็ก มันเป็นความรู้สึกอะไรที่โหว่ ๆ คือยังไม่เคยสัมผัสความรักจากแม่ จะมีก็แต่คุณพ่อ และพี่ๆ น้องๆ ที่เราผูกพันกัน สิ่งผูกพันที่อยู่ใกล้ๆ ตัว มีความหมายมาก มันจะเข้าถึงเรื่องความรักหรือเปล่าดิฉันไม่ทราบ จำได้แต่ว่าช่วงหนึ่งของวัยเด็ก ดิฉันเหงา แต่เป็นความเหงาที่ไม่มีความทุกข์ ดิฉันชอบนอนใต้ต้นส้มโอ มีหนังสืออ่าน อยู่กับหนังสือได้ทั้งวัน


“รอบๆ บ้านสวนมีมดแดง มีลูกหมา มีปลาเข็ม ปลาตีน แต่ดิฉันไม่เคยบอกตัวเองว่ารักหรือไม่รักมัน เพราะเราไม่ได้คิดว่ารักหรือไม่รัก แต่จะเห็นว่าธรรมชาติของชีวิตจะอยู่ตรงนั้น หรือตอนกลางคืนความมืดมีมาก ดูนุ่มและพอง แทบจะจับต้องได้ เสียงของกลางคืนจะเต็มไปหมด อึ่งอ่าง เรไร ใบไม้ และอีกอย่างที่เราหนีไม่ได้เลยคือกลิ่นราตรี กลิ่นดอกราตรี กลิ่นดอกราตรีจะท่วมเต็มปากเต็มจมูก มันเหมือนกับตกน้ำตาย แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือเสียง แยกแยะฟังได้ทีละเสียงซึ่งในความหมายของดิฉันเสียงต่างๆ มันเกี่ยวโยงอยู่กับดอกไม้


“อย่างเราฟังอึ่งอ่างที่คราง เสียงอ้วนๆ มันเหมือนกับเราเด็ดดอกไม้มาดอกหนึ่ง หรือเราฟังเสียงใบไม้เหมือนเราเด็ดดอกไม้มาดู ซึ่งตอนนั้นดิฉันไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นกิเลส และก็ประหลาดใจเมื่อโตขึ้นแล้วเขียนหนังสือ เพราะธรรมชาติเหล่านี้มันออกมาหมด มันเหมือนความรักชนิดหนึ่งที่อยู่กับเรามานาน มันเหมือนกับธรรมชาติของแม่ที่รักลูก แล้วไหลออกมาเอง”


ชีวิตซึมซับธรรมชาติ สะอาด บริสุทธิ์แปรเปลี่ยนเป็นความรัก ยกเว้นคนบางคนที่ชิงชังและรังแกธรรมชาติ บ้านสวนกับคุณหญิง ต้นไม้กับเด็กชายจรัลพูดคุยกันรู้เรื่องเมื่อครั้งกระโน้น ครั้นถึงวันนี้ศิลปินเสียงซึมยังไม่หมดเรื่องซึ้งๆ ที่จะคุยถึงต้นไม้ มะขามต้นหนึ่งปลูกขึ้นอยู่หลังบ้านเขาจำได้ ที่โคนต้นมีหมาไทยนอนหมอบ บนต้นในวันเสาร์และอาทิตย์มีตัวเขาขึ้นไปขุดทำเป็นโพรง คล้ายเป็นที่เก็บสมบัติส่วนตัวซึ่งใครไม่รู้ ว่าในโพรงนั้นมีเกลือ มีกะปิ ให้ปีนป่ายออกไปตามกิ่งเพื่อเก็บฝักมะขามมากิน


“ที่บ้านผมมีพี่น้องเยอะ เมื่อทุกคนโตขึ้นพ่อบอกว่าต้องต่อห้องนอนอีกสองห้องออกไปทางหลังบ้าน และต้องตัดต้นมะขาม ผมบอกว่าไม่ตัดได้ไหม ต่อแค่ห้องเดียวให้พี่สาวนอน ส่วนผมจะนอนใต้ถุน พ่อทำท่าจะไม่ยอม ผมเลยประกาศสาบาน ใครตัดต้นมะขาม ผมเผาบ้าน (หัวเราะ) ในที่สุดเขาก็ทำห้องใต้ถุนให้ผมอยู่ ”


คุณจรัลในวัยเด็กเหมือนโจเซ่ใน “ต้นส้มแสนรัก” ยิ่งฟังเขาคุยก็ยิ่งรู้สึกอย่างนั้นจน “พิมพ์สี” ถามว่าเคยอ่านต้นส้มแสนรักหรือเปล่า


“ผมเพิ่งมาอ่านตอนหลัง และรู้เลยว่านั่นคือความรู้สึกจริงๆ ของเด็ก แต่นักเขียนบ้านเราไม่มีงานเขียนอย่างต้นส้มแสนรัก ทั้งที่จริงเรารู้สึกกับมัน เคยไหมฮะ เคยรู้สึกว่าคุยกับหมารู้เรื่อง คุยกับจิ้งหรีดที่ใส่ไว้ในกระป๋องแล้วเอาไปนอนดูในมุ้ง เวลาดูต้องเอาไฟฉายส่อง พูดคุยกับมันรู้เรื่อง และมันตอบเราด้วย เสียงตอบก็คือเสียงเรานั่นแหละ กินข้าวหรือยัง กินแล้วจ้า (หัวเราะ) พูดกันอยู่อย่างนี้ ชาวบ้านมาเห็นแล้วบอกว่าบ้า”


คุณจรัลน่าจะเขียนหนังสือบ้างนะคะ – “พิมพ์สี” เห็นแววนักเขียนนวนิยายเยาวชนจากศิลปินเพลง


“บ้านเรากว่าจะคิดออกมาได้ว่าเขียนเรื่องอย่างนี้ ก็มีต้นส้มแสนรักเสียแล้ว (หัวเราะ) เขียนไปเดี๋ยวก็ไปซ้ำกับเขา”


“ใช่ ใช่” คุณหญิงเห็นด้วย “เขียนไปเขาบอกว่าเราแปลเทพศิริเป็นภาษาอังกฤษ” ว่าแล้วหัวเราะกับผลงานตัวเองบางชิ้น ที่นักอ่านบางคนรู้สึกว่างานเขียนของคุณหญิงถอดลีลางานเขียนของ เทพศิริ

สุขโสภา


ความรักวันนี้ว่ากันมาเรื่อยๆ บินกันมาเรียงๆ เริ่มกันที่ความรักหนุ่มสาว และจบลงบ้างบางตอนเมื่อรักโรย แต่ก็ไม่ใช่แผ่วหาย เพราะความรักได้ฝากไว้กับลูกและแถมด้วยความผูกพันในธรรมชาติจนบ่ายคล้อยก่อนเคลื่อนย้าย ความรักมีอีกมากมายให้พูดถึง ถึงจับคู่โต้เถียง คุณหญิงจับคู่พิมพ์สี คุณจรัลนั่งอยู่หว่างกลางป่านแก้วเป็นคนปิดประเด็น ความรักของพ่อแม่ ความรักของสังคมโดยรวมๆ ที่มีต่อเด็ก อะไรคือตัวแปรสำคัญระหว่างการศึกษา ปัญหาเศรษฐกิจ และสันดานเดิมมนุษย์ ซึ่งปกติแล้วมีสัญชาตญาณดุร้าย


คุณหญิงเชื่อในสันดานมนุษย์ ไม่แยกแยะทั้งจิตใจของคนจนและคนรวย ในยามที่ปฏิเสธรัก และไม่เชื่อในระบบการศึกษาว่าจะมีผลอะไรให้มากไปกว่าการปกปิดและเปิดเผยพฤติกรรมของผู้คน ขณะที่ “พิมพ์สี” เชื่อในระบบการศึกษา และเชื่อในระบบโครงสร้างของสังคม ที่มีผลในเบ้าหลอมและทำลายความรัก

ลูกคนจนขาดความรัก ครอบครัวคนจนว้าเหว่ หิวโหยความสุข ขณะลูกคนรวยขาดความอบอุ่น ซิ่งรถชนขอบโลก บินไปในจินตนาการ มองลงมาข้างล่างเห็นพ่อแม่นั่งยิ้มและหัวเราะอยู่บนกองเงินกองทอง


ความรัก ! ความรัก ! และซีเรียส ! ไม่สนุกเลย มื้อกลางวันกำลังอร่อย คุณจรัลเผยยิ้ม คุณหญิงหัวเราะ เมื่อต่างก็นึกว่าวันแห่งความรักกำลังเดินทางมาถึง เดินมาบนถนนสวยๆ และสองข้างทางมีดอกไม้หวานๆ ความรักมีอำนาจและยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด ไม่มีรัก ไม่มีโลก ฝันเถิดถ้าฝันว่าจะมีรัก เพราะความจริงในรักย่อมมีอยู่แล้วในฝัน และคำสุดท้ายกับมื้อกลางวันมื้อแรก คุณจรัล มโนเพ็ชร เพชรที่ซ่อนอยู่ในความอ่อนโยน นิ่มนวล จะถือว่าเป็นเกียรติสูงยิ่งสำหรับความรัก ในอาหารคำสุดท้ายที่จะป้อนให้กับคุณๆ ด้วยบทเพลงชิ้นใหม่ของเขา


ถ้าเธอจะมีรัก ถ้าเธอจะมีฝัน เธอจะปันให้ใครบ้างไหม!


 


มื้อกลางวันปักษ์นี้

ที่ห้องอาหารซุยเซียน โรงแรมแลนด์มาร์ค

เมนูอร่อย

เริ่มด้วย ออเดิร์ฟร้อน ๆ

ตามด้วย หูฉลามเนื้อปู

นกพิราบทอด

เยื่อไผ่ผัดเต้าหู้

กุ้งนึ่งกระเทียม

ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว

กระเพาะปลาตุ๋นเห็ดหอม

ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าซีฟู้ด

ของหวาน พุทราทอด กับน้ำชาร้อน ๆ


 

จาก : คอลัมน์ มื้อกลางวัน นิตยสาร แพรว

bottom of page